บทที่ 360: โทรศัพท์ถึงบ้าน
บนเส้นทางกลับบ้านพักในเขตทหาร กู้เจียหนิงที่นั่งอยู่บนรถก็พลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เธอจึงหันไปเอ่ยถามเซิ่งเจ๋อซีที่กำลังทำหน้าที่ขับรถอยู่ข้างๆ
“พี่คะ ตอนนี้การสื่อสารระหว่างเกาะฮ่วนซากับโลกภายนอกกลับมาใช้ได้ปกติแล้วหรือยังคะ”
“อืม กลับมาใช้ได้แล้วล่ะ ช่างเพิ่งซ่อมเสร็จเมื่อเช้านี้เอง” เซิ่งเจ๋อซีตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพอกลับถึงบ้านแล้ว พี่ช่วยโทรไปหาพ่อกับแม่ของฉันทีนะคะ ฉันไม่รู้เลยว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมาท่านโทรมาบ้างหรือเปล่า ถ้าเกิดโทรมาแล้วติดต่อไม่ได้ พวกท่านต้องเป็นห่วงมากแน่ๆ”
จากความเข้าใจในนิสัยของพ่อกับแม่ตัวเอง กู้เจียหนิงเชื่อสุดหัวใจว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา พวกท่านต้องพยายามโทรศัพท์ติดต่อมาอย่างแน่นอน เพราะทั้งสองท่านต่างก็รู้ดีว่ากำหนดคลอดของเธอคือช่วงเวลานี้พอดี ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่โทรมาไถ่ถามข่าวคราว
“ได้เลย เดี๋ยวพี่จัดการให้” เซิ่งเจ๋อซีรับคำอย่างหนักแน่น
รถยนต์แล่นต่อไปได้ไม่นานก็มาถึงเขตทหาร ก่อนจะค่อยๆ ชะลอความเร็วแล้วจอดสนิทลงที่หน้าบ้านพักของพวกเขาซึ่งตั้งอยู่ในโซนบ้านพักทหาร
“เสียงรถมาแล้ว! ต้องเป็นปะป๊า หม่าม้า แล้วก็ถวนถวนกลับมาแน่ๆ เลย”
ที่บริเวณหน้าประตูบ้าน ซิงซิงและเยว่เยว่กำลังยืนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อพร้อมกับเจ้าหู่โพที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างสงบเสงี่ยม นับตั้งแต่ที่รู้ว่าวันนี้ปะป๊าจะไปรับหม่าม้าออกจากโรงพยาบาลกลับบ้าน เด็กทั้งสองก็พากันมายืนรออยู่ตรงนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยความตื่นเต้น
แม้ว่าช่วงเวลาที่พวกเขาไปอาศัยอยู่ที่บ้านของครอบครัวจ้าวก็ไม่ได้ลำบากอะไรเลย ทั้งพี่สะใภ้จ้าวและโก่วตั้นต่างก็ดูแลซิงซิงและเยว่เยว่เป็นอย่างดี แต่ถึงแม้บ้านของคนอื่นจะดีมากแค่ไหน ก็คงไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านของตัวเองอีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีทั้งปะป๊าและหม่าม้ารออยู่พร้อมหน้าพร้อมตา นั่นคือสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกสำหรับพวกเขา
ในที่สุดสายตาของเด็กๆ ก็มองเห็นร่างของเซิ่งเจ๋อซีที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยภายในรถได้อย่างชัดเจน
“ซิงซิง เยว่เยว่ ระวังรถด้วยนะ อย่าเข้ามาใกล้เกินไป” เซิ่งเจ๋อซีที่อยู่ในรถเอ่ยเตือนเจ้าตัวเล็กทั้งสองด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนรถเข้าจอดอย่างนิ่มนวล
ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ซิงซิงและเยว่เยว่ก็ได้เห็นใบหน้าของกู้เจียหนิงที่นั่งอยู่ในรถอย่างชัดเจน
“หม่าม้า!”
กู้เจียหนิงส่งเสียงตอบรับลูกๆ ในลำคอ ก่อนที่ร่างกายของเธอจะถูกเซิ่งเจ๋อซีอุ้มในท่าเจ้าสาวอีกครั้งแล้วพาเดินเข้าไปในบ้านอย่างระมัดระวัง ทางด้านพี่สะใภ้จ้าวก็อุ้มถวนถวนตามเข้ามาติดๆ โดยมีซิงซิง เยว่เยว่ และเจ้าหู่โพเดินตามหลังเป็นขบวนเข้ามาในบ้านพร้อมกัน
เมื่อกู้เจียหนิงถูกวางลงบนเตียงในห้องนอนเรียบร้อยแล้ว ซิงซิงและเยว่เยว่ก็รีบเข้ามาเกาะติดอยู่ข้างกายของเธอทันที ใบหน้าเล็กๆ ของทั้งสองเต็มไปด้วยความคิดถึงและความออดอ้อน กู้เจียหนิงจึงค่อยๆ เอ่ยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของลูกๆ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาด้วยความรักใคร่
เมื่อได้รู้ว่าลูกๆ ของเธอได้รับการดูแลเป็นอย่างดีที่บ้านของครอบครัวจ้าว กู้เจียหนิงก็รู้สึกซาบซึ้งใจในน้ำใจของเพื่อนบ้านคนนี้เป็นอย่างมาก
“พี่สะใภ้ ขอบคุณพี่มากจริงๆ นะคะ ทั้งเรื่องที่พี่กับโก่วตั้นช่วยดูแลซิงซิงกับเยว่เยว่ให้ฉัน แล้ววันนี้ยังช่วยดูแลถวนถวนให้อีก ฉันขอบคุณพี่จากใจจริงค่ะ”
ฮุ่ยเจวียนรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “คุณหมอกู้ อย่าพูดแบบนั้นสิคะ มันไม่มีอะไรเลย เราเป็นเพื่อนบ้านกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้วค่ะ”
เธอกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเจือความรู้สึกผิด “อีกอย่าง แค่คุณหมอไม่โกรธฉันเรื่องที่ฉันเคยโดนหลอกจนเกือบทำให้ซิงซิงกับเยว่เยว่ต้องตกอยู่ในอันตราย แค่นี้ฉันก็รู้สึกดีใจมากแล้วค่ะ”
เมื่อพูดถึงเรื่องนั้นขึ้นมาอีกครั้งฮุ่ยเจวียนก็ยังคงรู้สึกใจหายไม่หาย สามีของเธอจ้าวเว่ยกั๋ว พอได้รู้เรื่องราวทั้งหมดก็ตำหนิเธออย่างรุนแรง เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่คอยย้ำเตือนให้ฮุ่ยเจวียนต้องตื่นตัวและไม่หลงเชื่อคำพูดของใครง่ายๆอีกต่อไป
หลังจากที่ฮุ่ยเจวียนเดินทางกลับไปแล้ว เซิ่งเจ๋อซีก็มุ่งหน้าไปยังศูนย์การสื่อสารของเขตทหารทันทีเพื่อโทรศัพท์ไปยังหมู่บ้านไหวฮวาตามที่ได้รับปากภรรยาไว้
ในขณะเดียวกันที่หมู่บ้านไหวฮวา ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เหยาชุนฮวา พ่อกู้ และสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวต่างพากันร้อนใจและเป็นกังวลอย่างหนัก หลังจากที่พยายามโทรศัพท์ติดต่อกู้เจียหนิงหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย
แม้จะพอรู้มาบ้างว่าสาเหตุอาจเกิดจากพายุไต้ฝุ่นรุนแรงที่พัดถล่มจนทำให้สายสัญญาณการสื่อสารขัดข้อง แต่ลึกๆ แล้วในใจของทุกคนก็อดที่จะกลัวไม่ได้ว่าลูกสาวและครอบครัวของเธอจะได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติในครั้งนี้
“ไม่รู้ว่าตอนนี้หนิงหนิงกับครอบครัวจะเป็นยังไงกันบ้าง” เหยาชุนฮวาพึมพำกับตัวเองขณะที่มือยังคงง่วนอยู่กับการเย็บผ้า
“นั่นสิ” พ่อกู้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ขานรับพลางพ่นควันออกจากไปป์ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเป็นปมแน่นและไม่เคยคลายออกเลยตลอดหลายวันที่ผ่านมา
เรื่องนี้ทำให้สองสามีภรรยากินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว เหยาชุนฮวาถึงกับเก็บไปฝันร้ายว่าลูกสาวและครอบครัวของเธอถูกพายุพัดหายไปในทะเล ไม่มีใครรู้เลยว่าหลังจากที่ตื่นขึ้นมาในเช้าวันนั้น เสื้อผ้าของเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นที่ไหลซึมออกมาจากแผ่นหลัง
ในขณะที่ทั้งสองกำลังจมอยู่กับความวิตกกังวลนั้นเอง เสียงประกาศจากเครื่องกระจายเสียงของหมู่บ้านก็ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“เหยาชุนฮวา, กู้ฉางชุน… ลูกเขยของพวกคุณโทรศัพท์มาหา ให้รีบมาที่ทำการผู้ใหญ่บ้านด่วน!”
เหยาชุนฮวาและพ่อกู้ต่างผุดลุกขึ้นยืนพร้อมกันในทันที
“ลูกเขย? ใช่อาซีหรือเปล่า” พ่อกู้เอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ
เหยาชุนฮวาหันไปมองค้อนใส่สามีทีหนึ่งก่อนจะรีบวิ่งออกไปนอกบ้าน “เราก็มีลูกสาวอยู่คนเดียว ถ้าไม่ใช่อาซีแล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ”
“การสื่อสารต้องกลับมาใช้ได้ปกติแล้วแน่ๆ”
เดิมทีพวกเขาวางแผนกันไว้ว่าจะลองโทรไปอีกครั้งในอีกสักพัก แต่กลับไม่คาดคิดว่าลูกเขยจะเป็นฝ่ายโทรศัพท์กลับมาก่อนเสียเอง
สองสามีภรรยาต่างพากันวิ่งเหยาะๆ มาจนถึงที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ก่อนจะรีบคว้าหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู
“คุณพ่อ คุณแม่ครับ…”
ทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นเคยของลูกเขยดังมาจากปลายสาย ขอบตาของเหยาชุนฮวาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาในทันใด
“อาซี ได้ยินว่าที่นั่นมีพายุไต้ฝุ่นเข้าเหรอ? เป็นเรื่องจริงใช่ไหม”
“แล้วทำไมสายโทรศัพท์ถึงใช้การไม่ได้เลยล่ะ หลายวันที่ผ่านมานี่ติดต่อพวกเธอไม่ได้เลยนะ”
“…”
ทันทีที่รับสาย เหยาชุนฮวาก็รัวคำถามใส่ไม่หยุด จนกระทั่งพ่อกู้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ต้องรีบขัดขึ้นมาก่อน
“นี่คุณ ถ้าคุณพูดไม่หยุดแบบนี้ แล้วจะให้ลูกเขยเขาตอบได้ยังไง”
เหยาชุนฮวาถึงเพิ่งจะรู้สึกตัว เธอจึงรีบหยุดพูด แต่ก็ยังไม่วายเอ่ยถามคำถามสุดท้ายออกไป
“ลูกเขย แล้วหนิงหนิงกับหลานๆ เป็นยังไงบ้าง สบายดีกันใช่ไหม”
ทางฝั่งของเซิ่งเจ๋อซี เขากลับไม่ได้รู้สึกรำคาญกับคำถามมากมายของคุณแม่ยายเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับเข้าใจดีว่าทั้งหมดนั้นล้วนมาจากความเป็นห่วงของคนเป็นแม่ ซึ่งมันทำให้เซิ่งเจ๋อซีที่สูญเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็กอดที่จะรู้สึกอิจฉาไม่ได้
“คุณแม่ คุณพ่อครับ ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ หนิงหนิงกับเด็กๆ ทุกคนปลอดภัยดี”
“ที่นี่มีพายุไต้ฝุ่นเข้าทำให้การสื่อสารขัดข้องไป แต่ตอนนี้ซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อเช้านี้เอง”
“หนิงหนิงเธอเป็นห่วงพวกท่านมาก พอการสื่อสารกลับมาใช้ได้ปกติ เธอก็รีบให้ผมโทรศัพท์มาแจ้งข่าวให้พวกท่านสบายใจทันทีครับ”
“เออ ดีแล้ว ดีแล้ว ควรจะต้องรีบโทรมาบอกข่าวกันแบบนี้แหละ”
“ว่าแต่… ทำไมหนิงหนิงถึงไม่เป็นคนโทรมาเองล่ะ หรือว่า… หรือว่าเธอ…” เหยาชุนฮวาพลันสังเกตเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างขึ้นมาทันที
ในเมื่อลูกสาวเป็นห่วงพวกเขา กลัวว่าพวกเขาจะกังวลใจ เธอก็น่าจะเป็นคนโทรมาแจ้งข่าวด้วยตัวเองสิ แล้วทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นลูกเขยที่โทรมาแทน ความคิดในแง่ร้ายต่างๆ นานาเริ่มผุดขึ้นมาในหัวของเหยาชุนฮวา
“คุณแม่ครับ อย่าเพิ่งกังวลไปครับ ที่หนิงหนิงโทรมาเองไม่ได้ก็เพราะว่าเธอเพิ่งคลอดลูก ตอนนี้กำลังนอนอยู่เดือนที่บ้านครับ”
“หนิงหนิงคลอดแล้วเหรอ? เออ ใช่สิ กำหนดคลอดของเธอก็คือช่วงนี้แหละ ดูฉันสิ พอร้อนใจเข้าหน่อยก็ลืมเรื่องสำคัญไปเสียสนิทเลย”
“แล้วหนิงหนิงเป็นยังไงบ้าง ตอนคลอดราบรื่นดีใช่ไหม ตอนนี้เธอสบายดีนะ”
หากเป็นคนอื่น คงจะรีบถามถึงหลานก่อนเป็นอันดับแรก ถามว่าเป็นเด็กผู้ชายหรือผู้หญิง แต่สำหรับเหยาชุนฮวาแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวลูกสาวของเธอ ความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของลูกสาวนั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
ทางด้านพ่อกู้ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำถามของภรรยา ใช่แล้ว เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าตอนนี้ลูกสาวของเขาเป็นอย่างไรบ้าง
“การคลอดของหนิงหนิงราบรื่นดีมากครับ ได้ลูกชาย น้ำหนักแรกเกิด 6 จิน…”
เซิ่งเจ๋อซีค่อยๆ เล่ารายละเอียดต่างๆ ให้พ่อตาแม่ยายฟังอย่างใจเย็น จากนั้นก็เล่าต่อไปถึงเรื่องที่คุณยายซางประสบอุบัติเหตุจนขาได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่สามารถมาช่วยดูแลกู้เจียหนิงในช่วงอยู่เดือนได้
“อะไรนะ! คุณยายของลูกเขยขาเจ็บเหรอ โอ๊ยตายแล้ว ทำไมเพิ่งจะมาบอกพวกเราเอาป่านนี้ พวกเราไม่รู้เรื่องเลย”
“แล้วตอนนี้ท่านเป็นยังไงบ้าง”
“แต่ถ้าคุณยายของลูกเขยเจ็บแบบนี้ แล้วใครจะดูแลหนิงหนิงตอนอยู่เดือนล่ะ”
“ตายจริง ฉันน่าจะไปที่นั่นด้วยตัวเอง ฉันน่าจะไปดูแลลูก”
“คุณแม่ครับ คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมลางานมาดูแลหนิงหนิงในช่วงอยู่เดือนเอง คุณแม่วางใจได้เลยครับ ผมจะดูแลเธอเป็นอย่างดีแน่นอน”
[จบบท]