บทที่ 371: ต่างมีเส้นทางที่ต้องเติบโต
ถึงแม้หู่โพจะรู้ดีว่าตัวมันและลูกๆ ฉลาดและเข้าใจภาษามนุษย์มากแค่ไหน แต่พวกมันก็รู้สถานะของตัวเองดีว่ายังคงเป็นสุนัข ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก สุนัขมักจะเป็นฝ่ายที่ถูกทอดทิ้งเสมอ ดังนั้น การกระทำของกู้เจียหนิงจึงทำให้หู่โพซาบซึ้งใจจนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้
เซิ่งเจ๋อซีและกู้เจียหนิงใช้เวลาอยู่กับลูกๆ ที่ศูนย์ฝึกสุนัขทหารนานถึง 3 วันก่อนจะตัดสินใจเดินทางกลับ ในวันที่ต้องจากลา ซิงซิงและเยว่เยว่กอดหงอิง เหลยถิง และลูกสุนัขตัวอื่นๆ พลางร้องไห้ไม่หยุด เมื่อเด็กๆ ขึ้นรถ พวกมันก็วิ่งตามรถไปไกลแสนไกล สุดท้ายเมื่อรถลับสายตาไปแล้ว จึงค่อยๆ เดินคอตกกลับไป
บนรถ ซิงซิงและเยว่เยว่เกาะหน้าต่างมองตามร่างของหงอิงและพี่น้องของมันด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตา จนกระทั่งมองไม่เห็นอีกต่อไปจึงกลับมานั่งที่เดิม จากนั้น เด็กน้อยทั้งสองก็ซบหน้าลงกับอกแม่แล้วปล่อยโฮออกมา
กู้เจียหนิงลูบหลังปลอบโยนลูกๆ อย่างอ่อนโยน “หม่าม้ารู้ว่าลูกๆ เสียใจที่ต้องจากหงอิง เหลยถิง แล้วก็ตัวอื่นๆ พวกมันเองก็เสียใจที่ต้องจากลูกเหมือนกัน”
“แต่ว่านะ... ลูกๆ กับพวกมันต่างก็มีเส้นทางชีวิตที่ต้องเติบโตเป็นของตัวเอง”
“การพลัดพรากบางครั้งก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
“แต่เมื่อมีการจากลา ก็ย่อมมีวันได้พบกันใหม่”
“เราต้องตั้งใจเดินในเส้นทางของตัวเอง เติบโตอย่างดีที่สุด แล้วในอนาคต ค่อยกลับไปเจอเพื่อนเก่าในวันที่เราดีขึ้นกว่าเดิม”
“ถึงตอนนั้น ลูกๆ กับพวกมันก็จะกลายเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิมแล้ว”
เมื่อได้ฟังคำปลอบโยนจากผู้เป็นแม่ ดวงตาของซิงซิงและเยว่เยว่ที่เคยเต็มไปด้วยความโศกเศร้าก็ค่อยๆ ฉายแววครุ่นคิด พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่แม่พูด ในที่สุด อารมณ์ของทั้งสองก็ค่อยๆ สงบลง
หลังจากออกจากศูนย์ฝึกสุนัขทหาร พวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังสนามบินที่ใกล้ที่สุด ในยุคนี้คนธรรมดาทั่วไปไม่มีโอกาสได้ขึ้นเครื่องบิน แต่สำหรับนายทหารระดับสูงอย่างเซิ่งเจ๋อซี การยื่นขอตั๋วเครื่องบินนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
การเดินทางกลับบ้านเกิดครั้งนี้ พวกเขาจึงได้นั่งเครื่องบินกลับ
กู้เจียหนิงเคยนั่งเครื่องบินมาแล้วในชาติก่อน จึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรเป็นพิเศษ แต่สำหรับซิงซิงและเยว่เยว่ที่เคยเห็นเครื่องบินแค่ในหนังสือภาพ นี่คือครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นของจริง ความรู้สึกตื่นเต้นและประทับใจจึงเอ่อล้นออกมา โดยเฉพาะซิงซิงที่สนใจเรื่องเครื่องจักรกลเป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้เซิ่งเจ๋อซีเคยนำปลอกกระสุนมาทำเป็นโมเดลเครื่องบินรบและเครื่องบินโดยสารให้เขา ซึ่งตอนนี้ซิงซิงเก็บสะสมไว้หลายลำ แต่ละลำล้วนเป็นของล้ำค่าสำหรับเขา
ภาพเครื่องบินที่เคยเห็นในหนังสือหรือโมเดลปลอกกระสุนที่พ่อทำให้ล้วนมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่เครื่องบินของจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ากลับมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ความแตกต่างนี้สร้างความประหลาดใจให้ซิงซิงอย่างมาก เขายืนเบิกตากว้างจ้องมองอย่างไม่วางตา
เมื่อเครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ซิงซิงยิ่งรู้สึกทึ่งมากขึ้นไปอีก ขณะที่มองออกไปนอกหน้าต่าง เขารู้สึกเหมือนตัวเองได้อยู่ใกล้ท้องฟ้าและก้อนเมฆมากกว่าที่เคยจินตนาการไว้
“ปะป๊า เล่าเรื่องเครื่องบินรบให้ผมฟังอีกได้ไหมครับ” ซิงซิงดึงแขนเสื้อของพ่อเบาๆ
“ได้สิลูก”
เซิ่งเจ๋อซีจึงเริ่มอธิบายเรื่องเครื่องบินรบให้ลูกชายฟัง โดยเลือกเฉพาะข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้ ทั้งรูปร่างลักษณะและหน้าที่ของมัน
เยว่เยว่ไม่ค่อยสนใจเรื่องเครื่องบินรบเท่าไหร่ เธอจึงหยิบหนังสือภาพขึ้นมาดูเงียบๆ แต่ซิงซิงกลับตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ ยิ่งฟังดวงตาก็ยิ่งเป็นประกาย
“แล้วปะป๊าเคยขับเครื่องบินรบไหมครับ” เขาถามขึ้น
“เคยสิ”
ถึงแม้จะไม่ได้ขับบ่อยนัก แต่เซิ่งเจ๋อซีก็เคยมีประสบการณ์มาแล้ว เพราะเขาคือราชาแห่งทหารผู้มีความสามารถรอบด้าน แค่เครื่องบินรบลำเล็กๆ ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเลย
“ปะป๊าครับ แล้วเครื่องบินรบของเราสู้ของประเทศอื่นได้ไหมครับ ผมได้ยินมาว่าเครื่องบินรบของประเทศอื่นเก่งกว่าของเราอีก” ซิงซิงถามด้วยความสงสัย
คำถามของลูกชายทำให้เซิ่งเจ๋อซีนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะลูบหัวเล็กๆ ของเขาเบาๆ แล้วตอบว่า “ซิงซิง ปะป๊าจะไม่โกหกลูกนะ ที่ลูกได้ยินมาเป็นเรื่องจริง”
“แต่ตอนนี้ประเทศของเรากำลังพัฒนาในทุกๆ ด้าน”
“ประเทศของเราเปรียบเสมือนสิงโตที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหล”
“และสักวันหนึ่ง สิงโตตัวนี้จะต้องลืมตา เผยคมเล็บ และยืนผงาดอยู่แถวหน้าของโลกได้อย่างแน่นอน”
“เพียงแต่ว่า... เรื่องนี้ต้องอาศัยความพยายามของคนจำนวนมาก ไม่ใช่สิ่งที่ทำสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน”
“แต่ปะป๊าเชื่อมั่นว่าอนาคตของประเทศเราจะต้องแข็งแกร่งอย่างแน่นอน!”
ดวงตาของเซิ่งเจ๋อซีลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่น แม้จะไม่รู้ว่าตนเองจะได้เห็นอนาคตอันรุ่งโรจน์นั้นหรือไม่ แต่ในตอนนี้ เขาพร้อมที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อมัน
ซิงซิงฟังพลางเอียงคอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นสบตาพ่อ ราวกับตัดสินใจครั้งสำคัญได้แล้ว “ปะป๊าครับ โตขึ้นผมจะสร้างเครื่องบินรบที่เก่งกว่านี้ให้ได้”
“ผมจะขับเครื่องบินด้วย”
“ผมจะทำให้เครื่องบินของประเทศเราเก่งกว่าของประเทศอื่นให้ได้เลยครับ!”
แววตาของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานอันแรงกล้า
เซิ่งเจ๋อซีตะลึงงันไปชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เขายื่นกำปั้นออกไป “ดีมากลูก พ่อเชื่อว่าซิงซิงของพ่อทำได้อย่างแน่นอน”
“พ่อจะรอดู”
ซิงซิงยื่นมือเล็กๆ ที่กำเป็นหมัดออกไปชนกับกำปั้นใหญ่ของพ่อ เป็นการทำสัญญาใจระหว่างสองพ่อลูก
การเดินทางที่เคยใช้เวลาหลายวันหลายคืนบนรถไฟ บัดนี้ย่นระยะเวลาเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมงบนเครื่องบิน เมื่อเครื่องลงจอด ซิงซิงและเยว่เยว่ต่างก็รู้สึกทึ่งกับความรวดเร็วนี้ เพราะพวกเขาเคยผ่านประสบการณ์การเดินทางอันยาวนานบนรถไฟกับพ่อแม่มาแล้ว ครั้งนี้จึงได้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนว่าเครื่องบินนั้นเร็วกว่าและสะดวกสบายกว่ามาก
และซิงซิงก็ยิ่งมุ่งมั่นมากขึ้นไปอีก ไม่ใช่แค่จะขับเครื่องบินให้ได้ แต่เขาจะต้องพัฒนาเครื่องบินรบที่เหนือกว่าให้ได้!
หลังจากลงจากเครื่องบิน พวกเขายังต้องนั่งรถต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อกลับไปยังหมู่บ้านไหวฮวา
ในขณะที่ครอบครัวของเซิ่งเจ๋อซีกำลังมุ่งหน้ากลับบ้านนั้น ที่หมู่บ้านไหวฮวา หรือจะกล่าวให้ถูกคือทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างเดียวกัน นั่นคือการประกาศใช้นโยบาย “ระบบสัญญาจ้างเหมาตามครัวเรือน”
ใช่แล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการประกาศนโยบาย “การแบ่งที่ดินทำกินให้แต่ละครัวเรือน” มาครั้งหนึ่งแล้ว ตอนนี้ทางเบื้องบนก็ได้ออกเอกสารราชการฉบับใหม่มาอีกครั้ง เป็นนโยบายที่เรียกว่า “ระบบสัญญาจ้างเหมาตามครัวเรือน”
พูดง่ายๆ ก็คือ ที่ดินทำกิน ภูเขาหัวโล้น บ่อน้ำ ป่าไม้ และทรัพยากรอื่นๆ ที่เคยเป็นของรัฐ ตอนนี้จะเปิดให้บุคคลทั่วไปหรือครอบครัวสามารถทำสัญญาเช่าเพื่อใช้ประโยชน์ได้ในราคาและระยะเวลาที่กำหนด
หลังจากทำสัญญาแล้ว ไม่ว่าจะปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์อะไร ผลประโยชน์ทั้งหมดที่ได้ก็จะตกเป็นของผู้เช่า
เมื่อนโยบายนี้ประกาศออกมา เลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้านก็รีบเรียกรวมพลชาวบ้านเพื่อชี้แจงและกระตุ้นให้ทุกคนเข้าร่วม แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่กลับลังเลใจ
เหตุผลประการแรกคือ เงินเก็บของแต่ละคนมีไม่มากนัก ในขณะที่สัญญาเช่านั้นมีระยะเวลาขั้นต่ำ 5 ปี และสูงสุดถึง 30 ปี แม้จะเป็นสัญญาแค่ 5 ปี ราคาค่าเช่าก็ไม่ใช่ถูกๆ
แน่นอนว่าทางเบื้องบนก็คำนึงถึงปัจจัยนี้เช่นกัน จึงได้เสนอทางออกมา 2 ทาง คือ หนึ่ง ชาวนาสามารถกู้ยืมเงินจากธนาคารได้ และสอง ยิ่งรีบทำสัญญาเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีสิทธิ์เลือกที่ดินก่อนและยังได้รับส่วนลดพิเศษอีกด้วย
ส่วนเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้ชาวบ้านลังเลนั้น…
[จบบท]