บทที่ 375: การจากลาอีกครั้ง
เรื่องที่บ้านตระกูลกู้เลือกที่ดินสำหรับสร้างบ้านหลังใหม่นั้น ไม่ได้เป็นความลับอะไรมากมายนัก ในไม่ช้า คนในหมู่บ้านไหวฮวาก็เริ่มรู้ข่าวนี้กันทั่ว
และก็มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ตัดสินใจทำตาม พวกเขากัดฟัน รวบรวมเงินเก็บทั้งหมดที่มีเพื่อไปซื้อที่ดินผืนใหม่เป็นของตัวเองเช่นกัน
เมื่อมีคนสงสัยไปถามไถ่ว่าทำไมถึงตัดสินใจซื้อที่ดินในตอนนี้ พวกเขาก็จะได้รับคำตอบที่ตรงไปตรงมาว่า ทำตามบ้านตระกูลกู้นั่นแหละ
ชาวบ้านคนหนึ่งอธิบายความคิดของตัวเองให้เพื่อนบ้านฟังอย่างภาคภูมิใจว่า “เธอก็ดูสิ บ้านตระกูลกู้น่ะมีแต่คนฉลาดๆ ทั้งนั้น บ้านฉันมันอาจจะโง่เขลาไปหน่อย แต่คนโง่ก็เรียนรู้ที่จะเดินตามรอยคนฉลาดได้นี่นา พวกเขาทำอะไร เราก็แค่ทำตามไปนั่นแหละ รับรองว่าไม่ผิดพลาดแน่”
พวกเขาเชื่ออย่างสุดใจว่าการตัดสินใจใดๆ ของครอบครัวกู้ล้วนผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว และย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ ดังนั้น การซื้อที่ดินตามอย่างพวกเขาจึงเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างไม่ต้องสงสัย
อย่างไรก็ตาม กระแสการซื้อที่ดินในครั้งนี้ไม่ได้รุนแรงเหมือนตอนที่แห่กันไปทำสัญญาเช่าที่ดินทำการเกษตร ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่รู้สึกว่าการซื้อที่ดินในตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็น
พวกเขาคิดว่า ตราบใดที่บ้านที่อยู่ปัจจุบันยังพอมีที่ให้ซุกหัวนอน ก็ยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ไว้รอจนกว่าครอบครัวจะขยายใหญ่ขึ้น หรือบ้านเริ่มคับแคบแล้วค่อยคิดเรื่องซื้อที่ดินใหม่ก็ยังไม่สาย
ด้วยเหตุนี้ จึงมีเพียงคนกลุ่มหนึ่งที่ตัดสินใจทำตาม ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังคงรอดูท่าทีต่อไป ไม่ได้เกิดเป็นกระแสการแห่ซื้อที่ดินครั้งใหญ่ขึ้นมา
แต่แล้วในอีกหลายปีต่อมา เมื่อราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ที่ดินทำเลดีๆ ก็หายากขึ้นทุกวัน หรือแม้กระทั่งการขออนุมัติที่ดินสักผืนก็กลายเป็นเรื่องที่ยากแสนยากเย็น ตอนนั้นเองที่คนเหล่านั้นต่างก็ต้องมานั่งเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองในอดีต
“เฮ้อ ถ้ารู้แบบนี้ วันนั้นยอมกัดฟันซื้อที่ดินตามบ้านตระกูลกู้ไปก็ดีแล้ว”
“นั่นสิ ไม่น่าเลยจริงๆ ดูบ้านตระกูลกู้ตอนนี้สิ พวกเขาไปไกลถึงไหนต่อไหนกันแล้ว”
แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของอนาคต
หลังจากที่ซิงซิงและเยว่เยว่ได้กลับมาบ้านเกิดของหม่าม้าพร้อมกับกู้เจียหนิง พวกเขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวิ่งเล่นซุกซนกับจ้วงจ้วง ลูกพี่ลูกน้องคนโต และฉิงฉิง ลูกพี่ลูกน้องสาวคนสวย พวกเขาสนิทกันอย่างรวดเร็ว
ส่วนลูกพี่ลูกน้องคนใหม่ที่เพิ่งเกิด ซึ่งเป็นลูกสาวของป้าสะใภ้รองนั้น ยังเล็กเกินไป อายุไล่เลี่ยกับถวนถวน จึงยังไม่สามารถมาร่วมวงเล่นสนุกกับพวกเขาได้
ขณะที่สือโถวและซินซิน ลูกพี่ลูกน้องอีกสองคน พวกเขาอาศัยอยู่กับลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่ที่เมืองไห่เฉิง การกลับมาครั้งนี้จึงน่าเสียดายที่ไม่ได้เจอกัน
ข่าวการกลับมาของกู้เจียหนิงแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานเหล่าคุณหมอจากโรงพยาบาลในอำเภอ รวมถึงบรรดาผู้นำของอำเภอก็พากันเดินทางมาเยี่ยมเยียนที่บ้านตระกูลกู้
แน่นอนว่าเป้าหมายหลักของพวกเขาคือการมาพบกู้เจียหนิง ‘หมอเทวดา’ ที่พวกเขานับถือ
นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่ทราบข่าวและต่างดั้นด้นเดินทางมา เพราะชื่อเสียงด้านการรักษาของกู้เจียหนิงนั้นโด่งดังเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขากำลังเผชิญกับความเจ็บป่วยที่หาทางรักษาไม่ได้ การกลับมาของกู้เจียหนิงจึงเปรียบเสมือนแสงสว่างแห่งความหวังสุดท้าย พวกเขาจึงตัดสินใจเดินทางมาที่บ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ
อันที่จริงการกลับมาในครั้งนี้ กู้เจียหนิงตั้งใจว่าจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการพักผ่อนและอยู่กับครอบครัวให้เต็มที่ เธอไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ เพราะมีเวลาอยู่แค่ไม่นานนัก
หากมีเวลามากพอเหมือนครั้งก่อนๆ เธอก็คงจะเปิดคลินิกตรวจรักษาฟรีให้กับทุกคนไปแล้ว
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับชาวบ้านที่เดินทางมาขอความช่วยเหลือด้วยตัวเองถึงหน้าประตูบ้าน เธอก็ไม่สามารถใจแข็งพอที่จะปฏิเสธหรือขับไล่ไสส่งพวกเขาไปได้
ยิ่งเมื่อได้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจและความหวังที่ฉายชัดอยู่ในแววตาของพวกเขาแต่ละคน ความตั้งใจเดิมของกู้เจียหนิงก็พลันสั่นคลอน
สุดท้ายเธอก็ต้องยอมใจอ่อนและตัดสินใจที่จะเลือกรับรักษาผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป
สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงมากนัก เธอก็จะแนะนำให้พวกเขาไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลในอำเภอแทน
ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ฉุกเฉิน หรือเป็นโรคที่การแพทย์ในยุคปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เธอก็จะรับไว้ดูแลด้วยตัวเอง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ด้วยประสบการณ์ทางคลินิกที่สั่งสมมาอย่างโชกโชน ประกอบกับการศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในมิติหมอเทวดา กู้เจียหนิงกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าฝีมือการรักษาของเธอในตอนนี้นั้นอยู่ในระดับแนวหน้าของยุคสมัย หรืออาจจะก้าวล้ำไปไกลกว่านั้นแล้วด้วยซ้ำ
‘ช่วยคนหนึ่งชีวิต ประเสริฐกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น’ เมื่อมีโอกาสอยู่ตรงหน้าเธอก็คิดว่าควรจะทำบุญสร้างกุศลไปในตัวเสียเลย
ทางด้านผู้ป่วยและครอบครัวของพวกเขาเองก็รู้จักกาลเทศะเป็นอย่างดี
เมื่อทราบว่ากู้เจียหนิงยินดีที่จะเปิดบ้านให้การรักษา พวกเขาก็ไม่ได้กรูกันเข้ามาจนเกิดความวุ่นวายแต่อย่างใด
มีเพียงผู้ป่วยที่มีอาการหนักจริงๆ หรือผู้ที่โรงพยาบาลวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่รักษายากเท่านั้น ที่จำเป็นต้องเดินทางมาขอความช่วยเหลือจากเธอเป็นที่พึ่งสุดท้าย
และผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือของเธอได้อย่างชัดเจน
โรคภัยไข้เจ็บที่ในสายตาของผู้ป่วย ญาติพี่น้อง หรือแม้กระทั่งคณะแพทย์ในโรงพยาบาลอำเภอ มองว่าเป็นเรื่องที่ยากต่อการรักษา หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรักษาให้หายขาดได้ แต่สำหรับกู้เจียหนิงแล้ว เพียงแค่ยาจีนไม่กี่เทียบ หรือการฝังเข็มเพียงไม่กี่ครั้ง อาการป่วยเหล่านั้นก็ทุเลาลงและหายเป็นปลิดทิ้งภายในเวลาไม่กี่วัน
กู้เจียหนิงอดคิดในใจไม่ได้ว่า ‘ก็ยังดีที่ในบรรดาโรคเหล่านี้ยังไม่มีมะเร็งซึ่งเป็นโรคที่ยังรักษาไม่หายอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นฉันในตอนนี้ก็คงจะจนปัญญาเหมือนกัน’
ใช่แล้ว… ต้องบอกว่า ‘ในตอนนี้’ ยังไม่มีหนทางรักษา ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะไม่มี
กู้เจียหนิงได้วางแผนไว้ในใจแล้วว่าหลังจากนี้ หากมีเวลาว่างเมื่อไหร่ เธอจะทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนรู้วิธีการปรุงยาและวิจัยตัวยาใหม่ๆ ในมิติหมอเทวดาอย่างจริงจัง
เธอรู้สึกว่าในเมื่อระบบได้เลือกเธอและมอบมิติอันน่าอัศจรรย์นี้ให้แล้ว ก็ไม่ควรจะปล่อยให้เสียเปล่า
กู้เจียหนิงคิดไปไกลอย่างกล้าหาญ บางทีในอนาคต เธออาจจะสามารถพัฒนายาที่สามารถรักษามะเร็งให้หายขาดได้ก็เป็นได้ คนเราก็ต้องมีความฝันกันบ้างสิ จริงไหม เผื่อว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นจริงขึ้นมาก็ได้
เนื่องจากมีแผนการที่จะต้องเดินทางต่อไปยังเมืองไห่เฉิง ครอบครัวของกู้เจียหนิงจึงมีเวลาอยู่ที่หมู่บ้านไหวฮวาเพียงแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น
“จะไปกันเร็วขนาดนี้เลยเหรอลูก”
“ไปคราวนี้ ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกทีเมื่อไหร่นะ”
ในคืนก่อนวันที่จะต้องเดินทาง กู้เจียหนิงเลือกที่จะนอนกับเหยาชุนฮวา แม่ของเธอ
เหยาชุนฮวากอดลูกสาวสุดที่รักไว้ในอ้อมแขน ดวงตาของเธอแดงก่ำ น้ำตาคลอหน่วยด้วยความอาลัยอาวรณ์
กู้เจียหนิงซบหน้าลงบนอกของแม่ สูดดมกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์ที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก
ดูเหมือนว่าแม่ทุกคนจะมีกลิ่นกายพิเศษเป็นของตัวเอง และสำหรับลูกๆ แล้ว อ้อมกอดและกลิ่นกายของแม่คือสิ่งที่พวกเขาโหยหาและผูกพันอยู่เสมอ
กู้เจียหนิงในตอนนี้ก็เช่นกัน
ไม่ว่าเธอจะเติบโตขึ้นมากแค่ไหน หรือแม้กระทั่งในวันที่เธอแก่ชรา ตราบใดที่พ่อกับแม่ยังอยู่ เธอก็ยังคงเป็นเด็กน้อยในสายตาของพวกเขาได้เสมอ ยังคงมีคนที่รัก คอยเป็นห่วง และคิดถึงเธออยู่เสมอ
“แม่คะ ครั้งนี้พอไปถึงเมืองปักกิ่งแล้ว หนูคิดว่าคงจะไม่ได้เข้าไปอยู่ในเขตทหารหรอกค่ะ”
“ที่เมืองปักกิ่ง เรามีบ้านอยู่หลายหลังเลย หนูคิดว่าจะเลือกเรือนสี่ประสานสักหลังไว้อยู่อาศัยค่ะ”
“ถ้าพ่อกับแม่มีเวลาว่าง ก็มาเที่ยวหาหนูได้นะคะ ที่เรือนสี่ประสานมีห้องเยอะแยะเลย รับรองว่ามีที่ให้พ่อกับแม่พักแน่นอนค่ะ”
เมื่อเหยาชุนฮวาได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกว่าความคิดนี้ไม่เลวเลย
หากต้องไปอยู่ในเขตทหารจริงๆ ก็อาจจะไม่สะดวกสบายนัก ถึงแม้ว่าตำแหน่งของลูกเขยจะสูงขึ้น แต่พื้นที่ในบ้านพักทหารก็มีจำกัด อาจจะไม่ได้หลังใหญ่โตอะไรมากนัก
ดังนั้นหากลูกสาวไม่ได้พักอยู่ในเขตทหาร แต่ไปอยู่ที่เรือนสี่ประสานแทน ข้อจำกัดต่างๆ ก็จะน้อยลง แถมยังมีพื้นที่กว้างขวางกว่ากันมาก
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยสิลูก”
“แน่นอนค่ะแม่ ดีมากๆ เลย”
กู้เจียหนิงคล้องแขนแม่ของเธอไว้แน่น พลางวาดฝันถึงอนาคตอย่างมีความสุข “ถึงตอนนั้น แม่กับพ่อต้องมาด้วยกันนะคะ”
“หนูจะพาแม่กับพ่อไปดูจัตุรัสเทียนอันเหมิน ไปดูรูปปั้นของท่านประธานเหมา ไปเดินเที่ยวในพระราชวังต้องห้าม ไปดูพิธีเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา…”
เมื่อได้ฟังลูกสาวพูดถึงแผนการในอนาคต ดวงตาของเหยาชุนฮวาก็เริ่มเปล่งประกายขึ้นเรื่อยๆ “ได้สิลูก ตกลงตามนี้เลย ถ้ามีเวลาเมื่อไหร่ พ่อกับแม่จะไปหาแน่นอน!”
บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝันถึงอนาคต ช่วยบรรเทาความเศร้าโศกจากการที่จะต้องลาจากกันของเหยาชุนฮวาให้ลดน้อยลงไปได้บ้าง
วันรุ่งขึ้น แม้ว่าจะไม่อยากให้ถึงวันจากลาแค่ไหน แต่สุดท้ายวันนี้ก็มาถึง ครอบครัวของกู้เจียหนิงและเซิ่งเจ๋อซีก็ต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านไหวฮวา
เพื่อนทหารของเซิ่งเจ๋อซีขับรถจี๊ปมารับพวกเขาเพื่อไปส่งที่สนามบิน
การจากไปของกู้เจียหนิง ทำให้เหยาชุนฮวาดูซึมเซาลงไปถนัดตา พ่อกู้เดินเข้ามาตบไหล่ภรรยาเบาๆ พร้อมกับพูดปลอบใจว่า “เดี๋ยวก็ได้เจอกันอีกน่า”
“ตอนนี้ เรามาช่วยกันสร้างบ้านสไตล์ตะวันตกของเราให้เสร็จดีกว่า”
“รอให้หนิงหนิงกับครอบครัวกลับมาครั้งหน้า พวกเขาก็จะได้อยู่บ้านหลังใหม่ที่กว้างขวางสว่างไสวของเราแล้วนะ”
คำพูดของสามีช่วยจุดประกายความหวังในใจของเหยาชุนฮวาขึ้นมาได้บ้าง
ปกติเหยาชุนฮวาไม่ใช่คนมองโลกในแง่ร้ายอยู่แล้ว เมื่อได้ยินสามีพูดเช่นนั้น เธอก็เริ่มหันมาทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการสร้างบ้านหลังใหม่ทันที
พวกเขาเริ่มสั่งซื้อวัสดุที่จำเป็น จ้างคนงานที่ต้องการ และในที่สุดการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ทางด้านนี้ ครอบครัวของกู้เจียหนิงเดินทางมาถึงสนามบินพร้อมกับสัมภาระกองโต
ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่ลูกสาวเดินทางออกจากบ้านของพ่อแม่ ก็มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ
กระเป๋าเดินทางทุกใบอัดแน่นไปด้วยข้าวของที่พ่อกับแม่จัดเตรียมให้จนเต็ม ทั้งของกินของใช้ ราวกับว่าความรักและความห่วงใยทั้งหมดของพวกเขาถูกบรรจุลงในกระเป๋าใบใหญ่ใบน้อยเหล่านั้น
[จบบท]