บทที่ 376: พี่ใหญ่จะทำอสังหาริมทรัพย์
ภายในกระเป๋าเดินทางแต่ละใบที่อัดแน่นไปด้วยของฝาก มันไม่ได้เป็นเพียงสิ่งของ แต่คือความรักที่เปี่ยมล้นของพ่อแม่ที่มีต่อลูกๆ
นี่เป็นการนั่งเครื่องบินครั้งที่สองของซิงซิง แต่ถึงอย่างนั้น ความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นของเด็กชายก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย เขายังคงชะโงกหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ชี้ชวนให้น้องสาวดูเมฆรูปร่างแปลกๆ เป็นระยะๆ สร้างเสียงหัวเราะคิกคักได้ตลอดการเดินทาง
หลายชั่วโมงต่อมา เครื่องบินก็ร่อนลงจอดที่สนามบินของเมืองไห่เฉิงอย่างนิ่มนวล
“หม่าม้าคะ เรามาที่เมืองไห่เฉิงเพื่อมาหาลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่ แล้วก็พี่สือโถวเหรอคะ” เยว่เยว่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส ดวงตากลมโตเป็นประกายด้วยความคาดหวัง
กู้เจียหนิงยิ้มอย่างอ่อนโยนพร้อมกับลูบหัวลูกสาวเบาๆ “แน่นอนจ้ะ”
“แล้วพวกเขารู้ไหมคะว่าเราจะมา” เยว่เยว่ถามต่ออย่างตื่นเต้น
“รู้สิจ๊ะ ป่านนี้ลุงใหญ่ของลูกคงมารอพวกเราอยู่ที่สนามบินแล้วล่ะ” กู้เจียหนิงตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม เธอมั่นใจอย่างนั้น เพราะก่อนจะขึ้นเครื่อง พี่ใหญ่ของเธอก็โทรมายืนยันเวลาเครื่องลงเรียบร้อยแล้ว บอกว่าจะมารับด้วยตัวเอง
หลังจากลงจากเครื่องบิน เซิ่งเจ๋อซีรับหน้าที่เป็นคนเข็นรถที่เต็มไปด้วยกระเป๋าเดินทางกองโต ส่วนกู้เจียหนิงก็อุ้มถวนถวนที่ยังหลับสนิทอยู่ในอ้อมแขน ขณะที่ซิงซิงและเยว่เยว่เดินเกาะชายเสื้อของแม่แน่นไม่ยอมปล่อย เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองพลัดหลงไปในฝูงชนที่ค่อนข้างพลุกพล่าน
“หนิงหนิง ทางนี้ ทางนี้”
ขณะที่กู้เจียหนิงกำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อมองหาพี่ชายของเธอ เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมา ทำให้เธอต้องหันไปมองตามต้นเสียงทันที
แล้วเธอก็เห็นร่างที่คุ้นเคยสองร่างยืนโบกมือหยอยๆ อยู่ไม่ไกลนัก จะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ของเธอเอง
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกู้เจียหนิงทันที “พี่คะ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่อยู่ทางนั้นแน่ะค่ะ เราไปทางนั้นกันเถอะ”
กู้เหวินถิงและหยางม่านม่านเองเมื่อเห็นครอบครัวของน้องสาว ก็รีบก้าวเท้าเข้ามาหาอย่างรวดเร็วด้วยความดีใจ
กู้เหวินถิงตรงเข้าไปช่วยเซิ่งเจ๋อซีเข็นรถกระเป๋าอย่างแข็งขัน ส่วนหยางม่านม่านก็เอื้อมมือไปรับถวนถวนมาจากอ้อมแขนของกู้เจียหนิงอย่างนุ่มนวล
เมื่อก้มลงมองใบหน้าเล็กๆ ที่กำลังหลับตาพริ้มอยู่นั้น เธอก็อดที่จะอุทานออกมาเบาๆ ไม่ได้ “โอ้โห ดูสิคะเนี่ย เป็นเด็กน้อยที่น่ารักน่าชังอีกคนแล้วนะเนี่ย หลับปุ๋ยเลย”
กู้เจียหนิงพยักหน้าพลางหัวเราะเบาๆ “ใช่ค่ะ เมื่อคืนซนไปหน่อยเลยนอนไม่พอ วันนี้พอขึ้นเครื่องบินก็เลยหลับยาวมาตลอดทาง จนป่านนี้ก็ยังไม่ตื่นเลยค่ะ”
พูดจบ กู้เจียหนิงก็ถือโอกาสพิจารณาพี่สะใภ้ของเธออย่างละเอียด เธอไม่ได้เจอหยางม่านม่านมานานมากแล้ว แม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะยังคงเหมือนเดิม แต่บรรยากาศและออร่ารอบตัวกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
อย่างแรกเลยคือเสื้อผ้าที่สวมใส่ มันดูทันสมัยและมีสไตล์ ต่างจากตอนที่ยังอยู่ที่ชนบทโดยสิ้นเชิง ไม่เหลือคราบความเชยแม้แต่น้อย ทรงผมก็ดัดเป็นลอนสวยงาม ใบหน้าก็แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางๆ ยิ่งไปกว่านั้น บนเรือนร่างของเธอยังแผ่รังสีของความสงบเยือกเย็นและความเป็นบัณฑิตออกมาอย่างชัดเจน หากไม่รู้มาก่อน คงคิดว่าเป็นคุณหนูที่มาจากตระกูลปัญญาชนเก่าแก่ที่ไหนสักแห่งเป็นแน่
“พี่สะใภ้ใหญ่ยิ่งนานวันยิ่งสวยขึ้นนะคะเนี่ย” กู้เจียหนิงเอ่ยชมจากใจจริง ก่อนจะหันไปพูดหยอกล้อกับพี่ชาย “พี่ใหญ่ต้องระวังตัวให้ดีๆ แล้วนะคะ ไม่อย่างนั้นอาจจะมีคนมาแอบขายขนมจีบพี่สะใภ้ใหญ่ของฉันก็ได้”
คำพูดหยอกล้อของเธอทำให้กู้เหวินถิงและหยางม่านม่านหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น
กู้เหวินถิงรับมุกต่อทันที “นั่นน่ะสิ ตอนนี้พี่สะใภ้ใหญ่ของเธอเก่งจะตายไป เธอไม่รู้หรอกว่าธุรกิจของพี่หลายๆ อย่างในตอนนี้ ล้วนเป็นฝีมือการเจรจาของพี่สะใภ้ใหญ่ของเธอทั้งนั้น เขาคือผู้ช่วยมือทองของพี่เลย การที่ได้แต่งงานกับม่านม่าน ถือเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพี่กู้เหวินถิงคนนี้แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดหวานหูของสามี หยางม่านม่านก็อดที่จะหน้าแดงระเรื่อไม่ได้ เธอทำได้เพียงค้อนให้เขาอย่างเขินอายวงหนึ่ง
กู้เจียหนิงเห็นภาพนั้นแล้วก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้ ดูท่าทางความสัมพันธ์ของพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่จะยิ่งแน่นแฟ้นและหวานชื่นขึ้นทุกวัน ช่างเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ
“ไปเถอะครับ ขึ้นรถกันก่อนดีกว่า” กู้เหวินถิงเอ่ยชวน
เมื่อเดินออกมานอกสนามบิน พวกเขาก็เห็นรถคันหนึ่งจอดรออยู่ และมันก็คือรถซานทาน่า
กู้เจียหนิงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ รถคันนี้พวกพี่ซื้อมาเหรอคะ”
“ใช่ แต่ว่าเป็นรถมือสองน่ะ บางทีเวลาไปคุยธุรกิจมันก็จำเป็นต้องใช้” กู้เหวินถิงตอบ
“ถึงจะมือสองก็คงไม่ถูกเลยนะคะ แต่ว่าการมีรถใช้เองมันก็สะดวกสบายกว่ากันเยอะจริงๆ นั่นแหละค่ะ” กู้เจียหนิงพยักหน้าเห็นด้วย
หลังจากทุกคนขึ้นไปนั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว กู้เหวินถิงก็รับหน้าที่เป็นคนขับ พร้อมกับเริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาหลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่เมืองไห่เฉิงให้ทุกคนฟัง
เรื่องมันเริ่มจากตอนที่หยางม่านม่าน ภรรยาของเขาสอบติดมหาวิทยาลัยไห่เฉิงได้ หลังจากนั้นครึ่งปี เธอก็เป็นคนเสนอให้เขาย้ายมาหาโอกาสเติบโตที่เมืองไห่เฉิง
ตอนนั้นกู้เหวินถิงแทบไม่ได้ลังเลใจเลย แม้ว่านั่นจะหมายความว่าเขาต้องลาออกจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่โรงงานเหล็กกล้าที่มั่นคงก็ตาม
ในความคิดของเขา งานที่เสียไปสามารถหาใหม่ได้เสมอ แต่การได้อยู่เคียงข้างภรรยาต่างหากคือสิ่งที่สำคัญกว่า
ไม่ใช่ว่าเขากังวลว่าภรรยาจะเปลี่ยนใจหลังจากได้เรียนมหาวิทยาลัย เหมือนที่ชาวบ้านในหมู่บ้านชอบพูดกัน เขาเชื่อใจในนิสัยของม่านม่านเป็นอย่างดี แต่ในใจของกู้เหวินถิง ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด และถ้าจะให้เจาะจงลงไปอีก ภรรยาก็คือคนที่สำคัญที่สุดในบรรดาสิ่งที่สำคัญทั้งหมด การได้อยู่ด้วยกันกับภรรยาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับเขา
ดังนั้นหลังจากที่ได้รับฟังคำแนะนำของหนิงหนิงในตอนนั้น เขาก็ตัดสินใจลาออกจากงานที่โรงงานเหล็กกล้าอย่างเด็ดเดี่ยว แล้วมุ่งหน้ามายังเมืองไห่เฉิง ส่วนลูกๆก็ฝากให้พ่อกับแม่ช่วยดูแลไปก่อนชั่วคราว
พอเล่ามาถึงตรงนี้ เขาก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ “จะว่าไปตอนที่มาถึงไห่เฉิงช่วงแรกๆ น่ะ มันลำบากจริงๆ นะ” เมื่อนึกย้อนไปถึงช่วงเวลานั้น กู้เหวินถิงก็ยังคงรู้สึกสะท้อนใจอยู่ไม่หาย
ตอนนั้นที่พักอาศัยก็เป็นแค่ห้องเช่าเล็กๆ ที่เช่าเขาอยู่ แถมยังเพิ่งมาถึงเมืองไห่เฉิงใหม่ๆ ไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ไม่รู้จักใครเลยสักคน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเริ่มต้นทำอะไรดี
หยางม่านม่านที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เสริมขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ไม่ต่างกัน “ตอนนั้นพี่ใหญ่ของเธอได้ยินมาว่าทำงานก่อสร้างได้เงินดี แถมยังจ่ายเป็นรายวันอีกด้วย เขาก็เลยคิดจะไปทำ”
“ฉันไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่เลย งานก่อสร้างน่ะ มันเหนื่อยจะตายไป”
“แต่ฉันก็รั้นเขาไม่ไหว สุดท้ายเขาก็ไปทำจนได้”
ตอนแรกกู้เหวินถิงตั้งใจจะไปทำงานก่อสร้างเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายแค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่หลังจากนั้น เขาก็เริ่มเรียนรู้ทุกอย่างไปพร้อมๆกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานในตำแหน่งไหน ขอแค่มีคนยอมสอน เขาก็จะพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด
“พี่เชื่อมาตลอดว่า อะไรก็ตามที่เรียนรู้มาได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้หรือทักษะ มันจะกลายเป็นของเรา และเราจะสามารถนำมันมาใช้ประโยชน์เพื่อตัวเองได้เสมอ”
และแน่นอนว่า กู้เหวินถิงมีความสามารถในการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติที่ยอดเยี่ยมมาก เขายังเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีและรู้จักวิธีจัดการกับผู้คนอย่างชาญฉลาดอีกด้วย แม้ว่าสมองของเขาอาจจะไม่ปราดเปรื่องเหมือนน้องสามที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ แต่เขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย
เพียงแค่ครึ่งปี เขาก็สามารถเรียนรู้อะไรต่างๆ จากในไซต์งานก่อสร้างได้มากมาย
“แล้วหลังจากนั้นนะ พี่ชายของเธอก็ใจกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดคิดจะรับเหมางานเองเลย!” หยางม่านม่านเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมีความทึ่งเจือปนอยู่
“คือพี่คิดแบบนี้นะ พี่รู้สึกว่าการทำงานให้คนอื่นไปตลอด มันก็ได้แค่เงินเดือนตายตัว แต่ถ้าเราได้เป็นนายของตัวเอง มันก็จะไม่เหมือนกันอีกต่อไปแล้ว” กู้เหวินถิงอธิบายความคิดของตัวเองอย่างกระตือรือร้น
“พี่รู้สึกว่า หลังจากนี้ประเทศของเราจะต้องพัฒนาไปอย่างรวดเร็วแน่นอน”
“แล้วยิ่งมีคนย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยก็จะเป็นปัญหาใหญ่ตามมา”
“พอที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอ มันก็ต้องมีการก่อสร้างเพิ่มขึ้นถูกไหม”
“พี่ก็เลยมองว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างนี่แหละ เป็นธุรกิจที่มีอนาคตไกล แล้วก็สามารถทำกำไรได้อย่างแน่นอน” กู้เหวินถิงร่ายยาวถึงวิสัยทัศน์ของเขาด้วยแววตาที่มุ่งมั่น
กู้เจียหนิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความทึ่ง พี่ใหญ่ของเธอคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ มีหัวคิดก้าวไกลขนาดนี้เชียว นี่เขากำลังจะพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือเจ้าของบริษัทรับเหมาในอนาคตอย่างนั้นเหรอ
ในฐานะของคนที่เกิดใหม่มา กู้เจียหนิงรู้ดีว่าธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์คือหนึ่งในอาชีพที่จะทำเงินได้มหาศาลในอนาคต และการวิเคราะห์ของพี่ชายเธอก็ถูกต้องแม่นยำทุกประการ
แต่ดูเหมือนว่าความคิดของกู้เจียหนิงจะยังมองภาพความฝันของพี่ชายเธอได้เล็กเกินไป
“พี่คิดว่านะ ตอนนี้พี่อาจจะเป็นแค่คนที่สร้างบ้านให้คนอื่น”
“แต่พอค่อยๆ เก็บเงินไปเรื่อยๆ พี่ก็จะเริ่มซื้อที่ดินของตัวเอง แล้วก็สร้างบ้านของตัวเอง จากนั้นก็เอาบ้านที่สร้างไปให้คนอื่นเช่า ต่อไปในอนาคตพี่กับพี่สะใภ้ใหญ่ของเธอก็จะได้เป็นเศรษฐีเจ้าของหอพัก เป็นเสือนอนกินได้แล้วไงล่ะ ฮ่าๆๆ” กู้เหวินถิงหัวเราะร่าออกมาอย่างมีความสุขกับภาพฝันอันสวยงามที่เขาวาดไว้
กู้เจียหนิงถึงกับตาโตเป็นไข่ห่าน!!! สุดยอดไปเลยพี่ใหญ่ของฉัน! ที่แท้พี่ก็ไม่ได้แค่อยากจะเป็นผู้รับเหมา ไม่ได้อยากจะเป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้าง แต่พี่กำลังจะทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เลยต่างหาก! มันยอดเยี่ยมมาก ยอดเยี่ยมที่สุดไปเลย!
“พี่ใหญ่ ความคิดนี้สุดยอดมากค่ะ ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งเลย” กู้เจียหนิงรู้ดีว่าในอีกไม่ช้าไม่นาน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้ง่ายราวกับหยิบเงินจากอากาศ
และในตอนนี้ที่ทุกอย่างยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น พี่ชายของเธอก็มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลขนาดนี้แล้ว แถมยังมีพื้นฐานด้านการก่อสร้างที่แข็งแกร่งอีกด้วย
ดังนั้นภาพฝันที่เขาวาดไว้ในอนาคตจึงมีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นความจริงอย่างแน่นอน
[จบบท]