บทที่ 39: สักวันหนึ่ง…เธอต้องตายด้วยน้ำมือเขา!
“พ่อครับ พ่อวางใจได้เลย ผมขอเอาชีวิตและความศรัทธาของผมเป็นประกัน ผมจะดูแลหนิงหนิงเป็นอย่างดีแน่นอนครับ”
“แล้วถ้ามีเวลา ผมจะพาหนิงหนิงกลับมาเยี่ยมพวกท่านอย่างแน่นอนครับ” เซิ่งเจ๋อซีให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น
“ดี ดีมาก”
กู้เจียหนิงมองครอบครัวของเธอที่ขอบตาแดงก่ำ ความร้อนผ่าวก็แล่นขึ้นมาที่ดวงตาของเธอเช่นกัน “พ่อคะ แม่คะ พี่ๆ แล้วก็พี่สะใภ้ทุกคน หนูจะดูแลตัวเองให้ดีค่ะ จะต้องดีแน่นอน”
ในชาตินี้ เธอจะพยายามใช้ชีวิตให้ดีที่สุด จะไม่ทำให้โอกาสที่สวรรค์มอบให้เธอได้เกิดใหม่อีกครั้งต้องเสียเปล่าอย่างเด็ดขาด
ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย กู้เจียหนิงถูกเซิ่งเจ๋อซีจูงมือขึ้นรถจี๊ปไป
แต่ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเล็กน้อย
ตอนที่มีการจุดประทัด กู้เจียหนิงเกิดตกใจกลัวจนเผลอตัวโผเข้าไปหลบอยู่ข้างหลังเซิ่งเจ๋อซีโดยสัญชาตญาณ
เซิ่งเจ๋อซีรีบโอบกอดปกป้องเธอไว้ทันที “เป็นอะไรไป กลัวเสียงประทัดเหรอ”
กู้เจียหนิงพยักหน้ารับเบาๆ แต่ความจริงแล้วเธอไม่ได้กลัวเสียงประทัด เธอแค่กลัวแสงไฟต่างหาก
จนกระทั่งขึ้นมาบนรถแล้ว อาการของกู้เจียหนิงจึงค่อยๆ ดีขึ้น
เซิ่งเจ๋อซีละสายตาจากเธอก่อนจะขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ แต่ในแววตากลับฉายแววสงสัย เมื่อครู่ตอนที่จุดประทัด ท่าทีหลบเลี่ยงโดยสัญชาตญาณและความหวาดกลัวที่ฉายชัดในดวงตาของหนิงหนิง เขาเห็นมันทั้งหมด
หรือว่าหนิงหนิงเคยได้รับบาดเจ็บจากประทัดมาก่อน?
แต่เท่าที่เขาจำได้ สมัยที่เขายังอาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลเซิ่ง หนิงหนิงไม่เคยกลัวประทัดเลยนี่นา
เซิ่งเจ๋อซีเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจชั่วคราวแล้วสตาร์ทรถ
ตามธรรมเนียมแล้ว รถจี๊ปจะขับวนรอบหมู่บ้านไหวฮวาหนึ่งรอบก่อนจะกลับมาที่บ้านตระกูลกู้เพื่อทำพิธีปฏิญาณตนและร่วมงานเลี้ยงฉลองต่อไป ห้องของกู้เจียหนิงถูกตกแต่งให้เป็นห้องหอเรียบร้อยแล้ว คืนนี้เซิ่งเจ๋อซีและกู้เจียหนิงจะพักค้างที่นี่ ส่วนคุณตาคุณยายซางก็จะพักที่บ้านตระกูลกู้เช่นกัน
พอถึงวันพรุ่งนี้ คุณตาคุณยายก็จะเดินทางกลับเมืองหลวงปักกิ่ง ส่วนเซิ่งเจ๋อซีจะพากู้เจียหนิงเดินทางไปประจำการที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือด้วยกัน
รถจี๊ปค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ ชาวบ้านมากมายโดยเฉพาะเด็กๆ ต่างก็วิ่งไล่ตามหลังรถมาเป็นพรวน บรรยากาศครึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง
รถจี๊ปขับผ่านที่พักปัญญาชน
เหล่าปัญญาชนที่ไม่ได้รับเชิญต่างก็พากันออกมามุงดู
“ได้แต่งงานกับนายทหารจากเมืองหลวงปักกิ่ง กู้เจียหนิงนี่มันโชคดีจริงๆ”
“ฉันได้ยินมาว่างานนี้พ่อแม่ของนายทหารเซิ่งไม่ได้มาด้วยนะ ไม่รู้ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง บางทีพ่อแม่ของเขาอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้” จ้าวเว่ยหงพูดด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉา
คนอื่นๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย ใครจะอยากให้ลูกชายที่เป็นถึงนายทหารจากเมืองใหญ่มาแต่งงานกับสาวบ้านนอกกันล่ะ
ต่อให้สาวบ้านนอกคนนี้จะสวยหยาดเยิ้มแค่ไหนก็เถอะ
ความสวยมันเปลี่ยนแปลงทะเบียนบ้านของเธอไม่ได้หรอกนะ
“ใครว่าแต่งเข้าเมืองใหญ่แล้วจะสุขสบายเสมอไป อีกอย่าง การเป็นภรรยานายทหารก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเกิดโชคร้ายอะไรขึ้นมา ไม่แน่ว่าอาจจะต้องกลายเป็น…”
แม้จะพูดไม่จบประโยค แต่ทุกคนก็เข้าใจความหมายที่เหลือเป็นอย่างดี
ก็ในเมื่อพวกเธอต่างอิจฉากู้เจียหนิงอยู่แล้ว จะให้พูดจาอวยพรมันก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่จะให้พูดจาว่าร้ายไปมากกว่านี้ก็ไม่กล้า เพราะกลัวว่าเรื่องจะไปเข้าหูครอบครัวกู้แล้วจะโดนหมายหัวเอาได้
ถ้าหากตอนนี้กู้เจียหนิงได้ยินคำพูดแขวะของพวกเธอเข้าล่ะก็ เธอคงจะพูดออกมาว่าคนพวกนี้ก็เป็นแค่พวกองุ่นเปรี้ยว มะนาวหวานนั่นแหละ ถ้ามีโอกาสแบบนี้หล่นมาอยู่ตรงหน้าตัวเองบ้าง พวกเธอคงแทบจะกระโจนเข้าใส่กันเลยทีเดียว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการพูดจาว่าร้ายคนอื่นมักจะเจอดีเข้าสักวันหรือเปล่า ทันใดนั้นรถจี๊ปก็หักเลี้ยวอย่างกะทันหัน ทำให้ฝุ่นดินฟุ้งตลบอบอวลไปทั่ว
ฝุ่นเหล่านั้นลอยเข้าไปในปากของเหล่าปัญญาชนที่กำลังอ้าปากพูดจาว่าร้ายกันอย่างพอดิบพอดี
“บ้าเอ๊ย นี่มันขับรถภาษาอะไรกันวะ”
“แค่กๆ ในปากฉันมีแต่ทรายเต็มไปหมด”
ไม่ใช่แค่ในปากเท่านั้น แต่บนหัวของพวกเขาก็เต็มไปด้วยฝุ่นผง ทุกคนอยู่ในสภาพหัวหูฟูฟ่องมอมแมมไปตามๆ กัน
กว่าที่พวกเขาจะปัดฝุ่นออกจากตัวเสร็จและคิดจะพูดอะไรต่อ รถจี๊ปคันนั้นก็เหลือให้เห็นแค่ท้ายรถลิบๆ แล้ว
แต่พวกเด็กๆ ที่วิ่งตามรถจี๊ปมายังไม่ได้ไปไหน บางคนได้ยินคำพูดว่าร้ายของพวกเขาเข้าพอดี ตอนนี้จึงพากันแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ “พวกปากเสีย กินทรายเข้าไปซะเถอะ คนไม่ดี คนไม่ดี”
“พวกแกนะสิ ไอ้เด็กเวร!”
“เร็วเข้า วิ่งเร็ว!”
เด็กๆ พูดจบก็รีบวิ่งหนีกระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง แล้วกลับไปวิ่งไล่ตามรถจี๊ปต่อ
“พี่ตั้งใจทำใช่ไหมคะ” ในรถ กู้เจียหนิงเอ่ยถามเซิ่งเจ๋อซี
เซิ่งเจ๋อซีซึ่งกำลังวางมืออยู่บนพวงมาลัยพยักหน้ารับตรงๆ “แน่นอนว่าพี่ตั้งใจ”
“พวกเขาคงคิดว่าพี่ไม่ได้ยินสินะ เหอะ”
“ปากเสียๆ แบบนั้น ให้กินทรายเข้าไปถือว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ”
กู้เจียหนิงถึงกับทำหน้าไม่ถูก แต่ก็ยังยกนิ้วโป้งให้เขา “ทำได้ดีมากค่ะ”
ก็ถูกแล้ว ผู้ชายก็แบบนี้แหละ ต้องชมเชยบ้างเวลาที่เขาออกหน้าแทนเรา เพื่อที่คราวหน้าเขาจะได้ตั้งใจทำดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก
อีกอย่าง คำพูดของคนพวกนั้นเธอก็ได้ยินเหมือนกัน
กู้เจียหนิงเองก็รู้สึกโกรธอยู่บ้าง เธอเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น และไม่คิดว่าการ ‘คิดเล็กคิดน้อย’ จะเป็นคำในแง่ลบเสมอไป ในเมื่อคนอื่นดูถูกและด่าทอเรา เราก็ควรจะเอาคืนไปบ้าง
ต้องคิดเล็กคิดน้อยนี่แหละถูกแล้ว!
ไม่อย่างนั้นคนพวกนี้ก็จะยิ่งได้ใจ!
แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว กู้เจียหนิงก็รู้สึกว่าตัวเองกับเซิ่งเจ๋อซีช่างเหมาะสมกันดีจริงๆ
ไม่นาน รถจี๊ปก็ขับผ่านหน้าบ้านของตระกูลเปา
เวินจู๋ชิงซึ่งกำลังหาบน้ำซักผ้าอยู่ในลานบ้านเห็นเหตุการณ์พอดี ข้างๆ เขาคือเปาซานเยี่ยนที่กำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมอยู่
เปาซานเยี่ยนมองรถจี๊ปที่ขับผ่านไปอย่างรวดเร็ว แววตาฉายแววอิจฉาออกมาวูบหนึ่ง
เธอก็อยากนั่งรถจี๊ปแบบนั้นบ้างเหมือนกัน
เปาซานเยี่ยนรู้ดีว่าในรถคันนั้นน่าจะเป็นกู้เจียหนิงกับสามีนายทหารของเธอ
กู้เจียหนิงนี่ช่างโชคดีจริงๆ เป็นคนบ้านนอกเหมือนกันกับเธอแท้ๆ แต่กลับหาผู้ชายที่เป็นถึงนายทหารจากเมืองหลวงปักกิ่งได้
พวกผู้ชายก็มองกันแต่ที่หน้าตาทั้งนั้นแหละ
เมื่อเทียบกับรูปร่างกำยำและใบหน้าที่หยาบกร้านของตัวเองแล้ว รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นและใบหน้าที่สวยงามอ่อนเยาว์ของกู้เจียหนิงคือสิ่งที่เปาซานเยี่ยนอิจฉา
อิจฉาจนบางครั้งที่อารมณ์โมโหร้ายพลุ่งพล่านขึ้นมา เธอก็อยากจะหาทางทำลายใบหน้างามราวกับดอกไม้ของกู้เจียหนิงให้ย่อยยับไปเลยด้วยซ้ำ
แต่เปาซานเยี่ยนก็ยังยับยั้งชั่งใจตัวเองไว้ได้
เธอรู้ดีว่าเบื้องหลังของกู้เจียหนิงคือครอบครัวกู้ ซึ่งไม่ใช่คนที่เธอจะไปหาเรื่องด้วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่กู้เจียหนิงแต่งงานกับนายทหารแล้ว และจากเรื่องที่ร่วมมือกันวางแผนเล่นงานเวินจู๋ชิงจนเขาไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันและต้องยอมเสียเปรียบไปเงียบๆ เปาซานเยี่ยนก็รู้ได้ทันทีว่ากู้เจียหนิงเป็นคนที่ดูภายนอกใสซื่อ แต่แท้จริงแล้วกลับมีแผนการล้ำลึก
คนแบบนี้ ทางที่ดีควรอยู่ให้ห่างเข้าไว้
ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ เปาซานเยี่ยนก็สังเกตเห็นว่าข้างๆ ตัวเงียบไป
เมื่อหันไปมองก็พบว่าเวินจู๋ชิงที่ควรจะกำลังซักผ้าอยู่กลับหยุดมือและกำลังยืนจ้องมองไปยังทิศทางที่รถจี๊ปขับจากไปอย่างไม่วางตา
จากมุมของเปาซานเยี่ยน เธอไม่เห็นสีหน้าและแววตาของเวินจู๋ชิง
แต่พอคิดถึงเรื่องที่เวินจู๋ชิงเคยพัวพันกับกู้เจียหนิงมาก่อน ใบหน้าของเปาซานเยี่ยนก็พลันมืดครึ้มลง
เธอผุดลุกขึ้นแล้วเตะเข้าไปที่เวินจู๋ชิงหนึ่งที
เวินจู๋ชิงที่ไม่ทันได้ตั้งตัวถูกเตะจนล้มลงไปในกะละมังซักผ้า
กะละมังที่เต็มไปด้วยน้ำถูกเตะจนคว่ำ น้ำเย็นเฉียบราดรดกางเกงของเขาจนเปียกโชก ทำให้เขารู้สึกหนาวเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
“แกมองอะไร มีอะไรน่าดูนักหนา”
“ทำไม หรือว่าแกยังคิดถึงกู้เจียหนิงอยู่”
เวินจู๋ชิงกัดฟันกรอด กำหมัดแน่นจนแทบอยากจะฆ่าเปาซานเยี่ยนให้ตายคามือ แต่ความเจ็บปวดจากการที่ถูกเปาซานเยี่ยนทุบตีอยู่เป็นระยะๆ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เวินจู๋ชิงไม่กล้าต่อต้าน
เขาทำได้เพียงข่มความโกรธเอาไว้แล้วเงยหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เยี่ยนจื่อ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ผมแค่ได้ยินเสียงรถก็เลยเงยหน้าขึ้นไปมองดูเฉยๆ ผมกับสหายกู้เจียหนิงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย”
“เหอะ รู้ตัวก็ดีแล้ว เขาน่ะแต่งงานกับนายทหารจากเมืองหลวงปักกิ่ง ไม่มีทางมาชายตามองแกหรอก แกก็อยู่กับฉันไปเงียบๆ เถอะ อย่าได้คิดอะไรอกุศล ไม่อย่างนั้น…” เปาซานเยี่ยนหรี่ตาลง ขู่เวินจู๋ชิงหนึ่งทีก่อนจะหันหลังเดินเข้าบ้านไป
เวินจู๋ชิงมองแผ่นหลังของเปาซานเยี่ยนที่เดินเข้าบ้านไป ถ้าหากตอนนี้เปาซานเยี่ยนหันกลับมามอง เธอก็จะได้เห็นว่าสีหน้าของเวินจู๋ชิงได้เปลี่ยนไปแล้ว ความอ่อนโยนเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอำมหิตและเหี้ยมเกรียม
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาได้เห็นธาตุแท้ของเปาซานเยี่ยนแล้วว่าเธอเป็นผู้หญิงที่อารมณ์ร้ายและชอบใช้กำลัง เวินจู๋ชิงรู้สึกว่าถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังเขาต้องถูกเปาซานเยี่ยนตีจนตายเข้าสักวัน
ไม่ได้ เขาต้องหาทางหนีออกไปให้ได้
และอีกอย่าง ผู้หญิงที่ชื่อเปาซานเยี่ยนคนนี้! สักวันหนึ่ง เขาจะฆ่าเธอให้ตาย!
[จบบท]