บทที่ 4 สองกระทง
“เต็มใจสิ เต็มใจอยู่แล้ว!” ความประหลาดใจระคนดีใจถาโถมเข้ามาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว เซิ่งเจ๋อซีที่เพิ่งตั้งสติได้มุมปากก็ยกยิ้มกว้างเสียจนแก้มแทบปริ แต่เพราะกลัวว่ากู้เจียหนิงจะเห็นเข้า ชายหนุ่มเลยต้องรีบหุบยิ้มแล้วลุกขึ้นเดินวนไปวนมาในห้องอยู่พักใหญ่กว่าจะกลับมานั่งลงที่เดิมได้
“พี่ดีขนาดนี้ แถมยังเป็นทหารอีก คนตาดีที่ไหนก็ต้องเลือกพี่อยู่แล้ว คราวนี้เธอก็ตาไม่บอดซะทีนะ”
กู้เจียหนิงถึงกับเบ้ปาก นี่คนเขาอุตส่าห์ชมว่าดีอยู่หรอกนะ แต่ไอ้ปากเสียๆ นี่มันอะไรกันนักหนา!
เซิ่งเจ๋อซีป้อนเธอต่อไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวจนกระทั่งไข่หวานเหล้าสาเกในชามหมดเกลี้ยง และก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยาแก้ปวดที่กินเข้าไปก่อนหน้า หรือเป็นเพราะไข่หวานเหล้าสาเกชามนี้กันแน่ ที่ทำให้อาการปวดท้องของกู้เจียหนิงบรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์ ใบหน้าที่เคยซีดขาวก็เริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง
“พี่ไปก่อนนะ พรุ่งนี้จะมาหาใหม่” เขาแอบมาแบบนี้ จะอยู่นานเกินไปก็คงไม่ดี
ฝ่ามือใหญ่หยาบกร้านเอื้อมไปลูบเส้นผมของกู้เจียหนิงที่เอนตัวลงนอนแล้วอย่างแผ่วเบา ก่อนที่เซิ่งเจ๋อซีจะกระโดดออกทางหน้าต่างหายวับไปในความมืดเช่นเดียวกับตอนที่เขามา
กู้เจียหนิงได้แต่มองตามบานหน้าต่างที่ถูกปิดลงดังเดิมอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะละสายตากลับมา...
แต่ใครจะรู้ว่าเซิ่งเจ๋อซีไม่ได้จากไปในทันที เขายืนนิ่งอยู่ในมุมมืดจับจ้องไปยังทิศทางของที่พักปัญญาชนด้วยแววตาที่ลุ่มลึกและเย็นเยียบ
***
ตกเย็น หลังจากที่ทุกคนเลิกงาน เวินจู๋ชิงก็เดินขากะเผลกกลับมายังที่พักปัญญาชน ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาเกลี้ยงเกลากลับเต็มไปด้วยร่องรอยความบูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อตอนกลางวัน เขาโดนคนเล่นงานเข้าให้ จู่ๆ ก็มีกระสอบป่านคลุมลงมาจากฟ้า ยังไม่ทันจะได้ขัดขืน หมัดและเท้าก็กระหน่ำลงมาไม่ยั้ง กว่าจะดิ้นหลุดออกจากกระสอบได้ รอบตัวก็ไม่เหลือใครแล้ว
ใครกันที่มันกล้ามาทำร้ายเขา?
เมื่อนึกถึงเรื่องที่กู้เจียหนิงกระโดดน้ำในวันนี้ ประกอบกับนิสัยของคนบ้านกู้แล้ว เวินจู๋ชิงก็ล็อกเป้าผู้ต้องสงสัยไว้ที่คนๆ หนึ่งทันที นั่นก็คือกู้เหวินโจว พี่สามของบ้านกู้! ไอ้หมอนั่นมันทั้งเลือดร้อน หมัดหนัก แถมยังรักพวกพ้องแบบไม่ลืมหูลืมตาอีกต่างหาก!
พอปลายนิ้วเผลอไปแตะโดนหางตา ความเจ็บแปลบก็แล่นปราดขึ้นมาจนเวินจู๋ชิงต้องสูดปากด้วยความซี๊ดซ๊าด ดวงตาที่เรียวยาวหรี่ลงอย่างอาฆาตแค้น รอให้เขาได้ตำแหน่งงานของกู้เหวินถิงมาเมื่อไหร่ล่ะก็ กู้เหวินโจวเอ๊ย เขาไม่ปล่อยมันไว้แน่!
ขณะที่กำลังครุ่นคิดว่าเรื่องที่กู้เจียหนิงกระโดดน้ำในวันนี้ อาจจะทำให้เธอต้องพักฟื้นอีกสักวันสองวันกว่าจะมาหาเขาเพื่อมอบตำแหน่งงานให้ได้นั้น เวินจู๋ชิงก็เดินมาถึงที่เปลี่ยวแห่งหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นเอง เขาก็สังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เป็นจริงดังคาด!
ในชั่วพริบตา กระสอบป่านใบเดิมก็ลอยมาจากฟ้าอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะโดนอัดซ้ำสองอย่างสะบักสะบอม
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ การทุบตีอย่างบ้าคลั่งก็หยุดลง เขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แต่ดูเหมือนว่าคนร้ายจะจากไปแล้ว
หลังจากดิ้นรนอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็หลุดออกจากกระสอบป่านได้สำเร็จ ทันทีที่อากาศบริสุทธิ์สัมผัสใบหน้า เวินจู๋ชิงก็รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง
ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา ตอนนี้กลับบวมเป่งเขียวช้ำจนดูไม่ต่างอะไรกับหัวหมู มองไม่เห็นเค้าเดิมเลยแม้แต่น้อย
เวินจู๋ชิงมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าไอ้คนร้ายมันต้องอิจฉาในความหล่อของเขาแน่ๆ เพราะหมัดแต่ละหมัดที่ประเคนเข้ามา แทบจะเล็งเป้ามาที่ใบหน้าของเขาทั้งนั้น
เขานั่งพักอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะใช้มือยันต้นไม้เพื่อพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนได้อย่างทุลักทุเล ตอนนี้ทั่วทั้งร่างกายของเขาปวดระบมไปหมด โดยเฉพาะที่ใบหน้า
ใบหน้าของเขาบูดเบี้ยว แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
ครั้งนี้เป็นฝีมือของใครอีก?
เขามั่นใจว่าไม่ใช่กู้เหวินโจวแน่ๆ แล้วจะเป็นใครได้ล่ะ? คนอื่นในบ้านกู้ หรือจะเป็นพวกปัญญาชนที่นี่ที่อิจฉาเขา?
เวินจู๋ชิงไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าคนร้ายเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เพราะมันไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีการส่งเสียงใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย
อย่าให้รู้นะว่าเป็นใคร ไม่อย่างนั้นล่ะก็...
เวินจู๋ชิงกัดฟันฝืนทนความเจ็บปวดกลับมายังที่พักปัญญาชน พอคนอื่นๆ เห็นสภาพของเขาต่างก็พากันสูดหายใจเฮือกใหญ่
เมื่อมีคนเข้ามาถามไถ่ เขาก็ได้แต่บอกปัดไปว่าตัวเองแค่สะดุดล้ม แต่ก็ไม่วายพูดจาชี้นำไปทางกู้เหวินโจวแบบเนียนๆ
ในบรรดาปัญญาชนที่นี่ มีหญิงสาวที่แอบชอบเวินจู๋ชิงอยู่ไม่น้อย พวกเธอจึงพากันเดือดดาลแทนเขาทันที
“ต้องเป็นไอ้กู้เหวินโจวแน่ๆ มันคงเอาระเบิดอารมณ์เรื่องที่กู้เจียหนิงกระโดดน้ำมาลงที่คุณ” จ้าวเว่ยหงกำหมัดแน่น ใบหน้าเคร่งขรึมคาดเดา
“ทั้งๆ ที่เป็นยัยกู้เจียหนิงนั่นแหละที่คอยตามตอแยคุณไม่เลิก ทำให้คุณต้องลำบากใจแทบตาย แล้วยังจะมาสร้างเรื่องกระโดดน้ำเองอีก ชาวบ้านกลับมาโทษว่าเป็นความผิดของปัญญาชนเวินได้ยังไงกัน ปัญญาชนเวินจะไปบังคับให้กู้เจียหนิงไปขอตำแหน่งงานของพี่ใหญ่บ้านกู้มาได้ยังไง”
ในใจของจ้าวเว่ยหง ปัญญาชนเวินนั้นทั้งอ่อนโยนดุจหยกงาม หน้าตาดี นิสัยก็อบอุ่นเอาใจใส่ แถมยังเป็นคนเซี่ยงไฮ้ ครอบครัวก็ดี เรียกได้ว่าเป็นตัวเลือกสามีในอุดมคติเลยทีเดียว
แม้ว่าจ้าวเว่ยหงจะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายผู้ชาย ทั้งน้ำเสียงยังห้าวหาญ แต่หลังจากที่เวินจู๋ชิงเคยให้หมั่นโถวแป้งขาวแก่เธอครั้งหนึ่ง เธอก็ตกหลุมรักเขาเข้าอย่างจัง และคอยปกป้องเขามาโดยตลอด
ไม่ว่าจะในที่พักปัญญาชนหรือในหมู่บ้านไหวฮวา มีผู้หญิงไม่รู้กี่คนที่หลงใหลในตัวปัญญาชนเวิน
แต่ปัญญาชนเวินเคยพูดไว้ว่า เขามาที่ชนบทเพื่อสร้างสรรค์หมู่บ้านใหม่ ยังไม่อยากคิดเรื่องคู่ครองหรือการแต่งงานในตอนนี้
จ้าวเว่ยหงรู้สึกว่าปัญญาชนเวินไม่ได้มีดีแค่หน้าตาและนิสัย แต่ยังมีอุดมการณ์ที่สูงส่ง ยิ่งทำให้เธอชอบเขามากขึ้นไปอีก
และในบรรดาผู้หญิงที่ชอบเวินจู๋ชิงทั้งหมด คนที่เธอเกลียดขี้หน้าที่สุดก็คือกู้เจียหนิง!
ยัยนั่นมักจะใช้เส้นสายที่พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน คอยมาวอแวปัญญาชนเวินถึงที่พักอยู่บ่อยๆ นิสัยของปัญญาชนเวินก็ดีเกินไป ไม่รู้จักปฏิเสธเพราะกลัวคนอื่นจะเสียใจ เลยทำให้กู้เจียหนิงยิ่งได้ใจและเหิมเกริมมากขึ้นเรื่อยๆ
เธอได้แต่กลัวว่า สักวันหนึ่งปัญญาชนเวินจะทนแรงกดดันจากคนรอบข้างไม่ไหว แล้วยอมคบกับกู้เจียหนิงในที่สุด
หลี่เจวียน หญิงสาวหน้าตาสะสวยที่ถักเปียสองข้าง ยกอ่างน้ำเข้ามาพลางพูดว่า “ปัญญาชนเวินคะ ใช้น้ำนี่เช็ดหน้าก่อนนะคะ แล้วค่อยทายา”
ดูเหมือนเธอจะได้ยินบทสนทนาที่จ้าวเว่ยหงพูดเมื่อครู่นี้ จึงกล่าวเสริมขึ้น “พวกเราปัญญาชนในหมู่บ้านก็เป็นเหมือนเบี้ยล่าง ทำอะไรพวกชาวบ้านไม่ได้หรอกค่ะ พวกเขาจะพูดยังไงก็ได้ เรามีแต่ต้องก้มหน้ารับความทุกข์ไป”
พูดจบ เธอก็ทำทีเป็นนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ “อ้อ จริงสิคะ ฉันได้ยินเรื่องหนึ่งมา วันนี้เหมือนจะมีแม่สื่อมาที่หมู่บ้านไหวฮวาด้วยนะคะ บอกว่ามีคนจะมาดูตัวกู้เจียหนิง แล้วยัยนั่นก็ตอบตกลงด้วยค่ะ”
เวินจู๋ชิงที่กำลังนอนพิงเตียงอยู่แววตาไหววูบไปชั่วขณะ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะคลายออกในเวลาต่อมา
คงเป็นเรื่องโกหก
เวินจู๋ชิงรู้ดีว่ากู้เจียหนิงเทใจให้เขาทั้งดวงขนาดไหน วันนี้ขนาดยอมกระโดดน้ำเพื่อเขาได้ ก็เพื่อจะเอาตำแหน่งงานนั้นมาเอาใจเขาแล้วขอคบกับเขาไม่ใช่หรือไง แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่จู่ๆ จะหันไปตกลงดูตัวกับคนอื่น
เหล่าปัญญาชนหญิงไม่กล้าไปหาเรื่องคนบ้านกู้เพราะเรื่องที่เวินจู๋ชิงโดนทำร้าย ในใจจึงได้แต่คิดกันไปต่างๆ นานาว่าช่วงนี้ปัญญาชนเวินร่างกายไม่สะดวก พวกเธอต้องฉวยโอกาสนี้ดูแลเขาให้ดีที่สุด เพื่อสร้างความประทับใจและกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ช่วงเย็นวันนั้น เซิ่งเจ๋อซีก็ขับรถจากหมู่บ้านไหวฮวากลับมายังโรงแรมในตัวอำเภอ
เขานอนเหยียดกายอยู่บนเตียง สองมือรองไว้ใต้ศีรษะ รูปร่างสูงโปร่งแทบจะกินพื้นที่เตียงใหญ่ขนาด 2 เมตรไปจนหมด ขาที่เหยียดยาวไขว้กันอย่างสบายๆ สายตาเหม่อมองไปยังถุงของขวัญที่เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ บนตู้ข้างเตียง พลางนึกย้อนไปถึงการพบปะกับกู้เจียหนิงเมื่อตอนกลางวัน ริมฝีปากที่เม้มสนิทก็ค่อยๆ เผยอรอยยิ้มออกมา ดวงตาคู่คมกริบเป็นประกายระยิบระยับ
แต่แล้ว คิ้วที่เพิ่งจะคลายออกของเซิ่งเจ๋อซีก็ขมวดเข้าหากันอีกครั้งเมื่อนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้
เขามองออกว่าก่อนหน้านี้กู้เจียหนิงคงจะชอบไอ้ปัญญาชนที่ชื่อเวินอะไรนั่นจริงๆ
แต่ตอนนี้ เธอกลับเปลี่ยนท่าทีแล้วยอมที่จะลองดูใจกับเขา
“เวินจู๋ชิง ไอ้หน้าขาว!” เซิ่งเจ๋อซีพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เจือปนความหงุดหงิดและขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ความริษยาแผ่ขยายออกไปราวกับหนามแหลมคมที่ทิ่มแทงหัวใจของเขาจนพรุน
เซิ่งเจ๋อซีสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์ที่คุกรุ่น
เขารู้ดีว่ากู้เจียหนิงยังไม่ได้ชอบเขามากขนาดนั้น หรืออาจจะแค่รู้สึกดีด้วยนิดหน่อยเท่านั้น
แต่...ไม่เป็นไร
สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว คือฉวยโอกาสจากการดูตัวครั้งนี้ ทำให้กู้เจียหนิงแต่งงานกับเขาให้เร็วที่สุด แล้วพาเธอไปอยู่ด้วยกันที่ค่ายทหาร ผูกมัดเธอไว้ข้างกายเขาให้แน่นหนา
ขอแค่เธอได้มาเป็นคนของเขา เขาก็มั่นใจเต็มร้อยว่าสักวันหนึ่ง เขาจะหยั่งรากลึกลงไปในหัวใจของยัยเด็กโง่นั่นให้เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ แล้วถีบหัวส่งไอ้หมาที่ชื่อจู๋ชิงหรือจวี๋ชิงอะไรนั่นออกไปให้ไกลๆ
เหอะ คนที่ยุยงให้เด็กโง่นั่นไปกระโดดน้ำกลางฤดูหนาวเพื่อตำแหน่งงานงี่เง่าได้ จะเป็นคนดีไปได้ยังไงกัน วันนี้ที่อัดมันไปหนึ่งดอก ก็แค่เก็บดอกเบี้ยล่วงหน้าเท่านั้นแหละ
เพียงแต่...
เรื่องสภาพร่างกายของเขา พรุ่งนี้ถ้าบอกไปแล้ว ไม่รู้ว่ายัยเด็กโง่กับคนบ้านกู้จะคิดยังไง จะปฏิเสธเขารึเปล่านะ?
[จบบท]