บทที่ 408: ความสุขแห่งการเก็บเกี่ยว
ในจังหวะนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มของรถบรรทุกก็ดังมาจากทางเข้าหมู่บ้าน ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังต้นเสียงด้วยความประหลาดใจ
“นั่นเสียงรถบรรทุกคันใหญ่ไม่ใช่เหรอ?”
“แล้วรถบรรทุกคันใหญ่ขนาดนั้นจะเข้ามาในหมู่บ้านของเราทำไมกัน?”
“พวกเขามาหาใครกันนะ?”
คำถามผุดขึ้นในใจของชาวบ้านทุกคนที่ยืนมุงดูกันอยู่บริเวณนั้น ไม่นานนัก รถบรรทุกขนาดใหญ่ 2 คันก็ขับเคลื่อนเข้ามาจนถึงแปลงนาขนาด 10 หมู่ ก่อนจะค่อยๆ ชะลอความเร็วแล้วจอดลงอย่างสนิท
ประตูฝั่งคนขับเปิดออก พร้อมกับร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่กระโดดลงมาจากรถอย่างคล่องแคล่ว เขาสาวเท้าเดินตรงมายังตำแหน่งที่กู้เหวินหนานยืนอยู่
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปโอบบ่าของกู้เหวินหนานอย่างสนิทสนม พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า “สหาย ฉันมารับปลาแล้วนะ!”
กู้เหวินหนานเองก็ตบไหล่ของจ้าวเฟิงเบาๆ ตอบกลับไป “มาได้จังหวะพอดีเลย ฉันกำลังจะเริ่มจับปลาอยู่พอดี”
“กำลังจะเริ่มเหรอ ดีเลย! มาเร็วก็ไม่สู้มาได้จังหวะพอดีสินะ งั้นฉันขอช่วยด้วยคนแล้วกัน” พูดจบ จ้าวเฟิงก็ไม่รอช้า เขาก้มลงพับขากางเกงของตัวเองขึ้น เตรียมพร้อมลุยน้ำอย่างเต็มที่
หลังจากนั้น เมื่อได้ฟังกู้เหวินหนานอธิบายเรื่องราวทั้งหมด ชาวบ้านจึงได้เข้าใจความจริงว่า ที่แท้แล้วเขาก็ได้ติดต่อหาคนที่จะมารับซื้อปลาไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วนั่นเอง
ชายผู้มารับซื้อปลาเป็นเถ้าแก่ใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งได้มารู้จักกับกู้เหวินหนานโดยบังเอิญ และเมื่อได้ยินว่าเขามีโครงการจะเลี้ยงปลาในนาข้าว เถ้าแก่ใหญ่ก็แสดงความดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
เขาบอกกับกู้เหวินหนานในทันทีว่า ถ้าหากปลาในนาข้าวของเขาเติบโตได้ดี เขาก็จะขอรับซื้อปลาทั้งหมดเอง
เรื่องของเรื่องก็คือ เถ้าแก่ใหญ่คนนี้ทำธุรกิจค้าขายปลาเป็นอาชีพหลักอยู่แล้ว และกิจการของเขาก็ใหญ่โตไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับเรื่องการเลี้ยงปลาในนาข้าวนั้น เขาก็เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกัน ว่ากันว่าปลาที่เลี้ยงด้วยวิธีนี้จะมีรสชาติอร่อยและเนื้อแน่นกว่าปกติ
น่าเสียดายที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขากลับไม่เคยเห็นใครลงมือทำการเกษตรแบบผสมผสานนี้อย่างจริงจังสักที
พอได้ยินว่ากู้เหวินหนานกำลังจะเลี้ยงปลาในนาข้าว เถ้าแก่ใหญ่จึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่า แม้ในตอนนั้นโครงการของกู้เหวินหนานจะยังเป็นเพียงแค่แผนการ แต่เถ้าแก่ใหญ่ก็ตกลงทำสัญญาว่าจะรับซื้อปลาทั้งหมดจากนาข้าวทั้ง 10 หมู่ไว้ล่วงหน้า
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เถ้าแก่ใหญ่และกู้เหวินหนานก็ได้ติดต่อพูดคุยกันเป็นระยะๆ เพื่อติดตามความคืบหน้าของการเลี้ยงปลา จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ การเลี้ยงปลาก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ทันทีที่กู้เหวินหนานโทรศัพท์ไปแจ้งข่าวดี เถ้าแก่ใหญ่ก็รีบเดินทางมาที่หมู่บ้านไหวฮวาเพื่อดูผลผลิตด้วยตาของตัวเอง ไม่เพียงแค่มาดูเท่านั้น ในเย็นวันนั้น เหยาชุนฮวายังได้ลงมือจับปลาขึ้นมา 1 ตัว เพื่อทำเมนูปลานึ่งซีอิ๊วเลี้ยงต้อนรับแขกคนสำคัญ
และเพียงแค่คำแรกที่ได้ลิ้มลองรสชาติของเนื้อปลา เถ้าแก่ใหญ่ก็ถึงกับตาโตด้วยความประทับใจ เขาตัดสินใจทันทีว่าจะรับซื้อปลาทั้งหมดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พร้อมทั้งจ่ายเงินมัดจำก้อนโตไว้ให้ก่อนอีกด้วย
ส่วนจ้าวเฟิง ชายหนุ่มที่ขับรถบรรทุกมานั้น แท้จริงแล้วเขาคือเพื่อนร่วมงานเก่าของกู้เหวินหนานสมัยที่ยังทำงานอยู่ที่ร้านขายธัญพืช
หลังจากที่กู้เหวินหนานตัดสินใจออกมาทำสัญญาเช่าที่ดิน เขาก็ได้ขายตำแหน่งงานที่ร้านขายธัญพืชทิ้งไป ซึ่งการตัดสินใจของเขาในครั้งนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับตอนที่กู้เหวินถิงขายตำแหน่งงานที่โรงงานเหล็กกล้าเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อชาวบ้านได้ทราบข่าว ต่างก็พากันรู้สึกเสียดายแทนเป็นอย่างยิ่ง
ก็จะไม่ให้พวกเขารู้สึกแบบนั้นได้อย่างไร ในเมื่อนั่นคืองานที่มั่นคงดั่งชามข้าวเหล็ก ที่สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้เลยนะ มีเงินเดือนประจำ แถมวันหยุดเทศกาลก็ยังมีสวัสดิการต่างๆ อีกมากมาย ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะมีสวัสดิการแบ่งบ้านพักให้อีกด้วยซ้ำไป
การตัดสินใจขายงานดีๆ แบบนี้ทิ้งไป มันช่างน่าเสียดายจริงๆ
ตอนที่กู้เหวินโจวต้องลาออกจากงานที่สหกรณ์การค้าและการตลาด นั่นก็เป็นเพราะเขาไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อเขาสอบติดมหาวิทยาลัย แถมยังเป็นมหาวิทยาลัยปักกิ่งอันทรงเกียรติอีกด้วย การไปเรียนต่อจึงเป็นหนทางที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
แต่สำหรับกู้เหวินถิงและกู้เหวินหนานนั้น พวกเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้นี่นา การขายงานที่มั่นคงทิ้งไปแบบนี้ มันดูไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
แต่ไม่ว่าความคิดของชาวบ้านจะเป็นอย่างไร ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของสองพี่น้องตระกูลกู้ได้
หลังจากที่กู้เหวินหนานขายงานของตัวเองแล้วหันมาทำสัญญาเช่าที่ดินได้ไม่นาน จ้าวเฟิงเพื่อนร่วมงานของเขาก็ได้ตัดสินใจขายตำแหน่งงานของตัวเองตามไปติดๆ
แต่เขาไม่ได้กลับบ้านเกิดไปทำสัญญาเช่าที่ดินเหมือนกู้เหวินหนาน แต่เลือกที่จะไปทำธุรกิจขับรถขนส่งกับคุณลุงของเขาแทน สองลุงหลานได้ร่วมกันสร้างทีมรถขนส่งขึ้นมาเพื่อรับงานโดยเฉพาะ
และในวันนี้ ที่เขาขับรถบรรทุกคันใหญ่มาถึง 2 คัน ก็เป็นเพราะกู้เหวินหนานได้ติดต่อเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าให้มาช่วยขนปลาที่นา
และแล้วจ้าวเฟิงก็มาถึงตามนัดหมาย พร้อมบรรยากาศการจับปลาที่เริ่มต้นขึ้นอย่างคึกคักและร้อนแรง
ปลาตัวใหญ่อ้วนพีถูกจับขึ้นมาจากน้ำทีละตัว ทีละตัว บางครั้งแค่ใช้สวิงช้อนลงไปเพียงครั้งเดียว ก็ได้ปลาเต็มสวิงจนแทบจะยกไม่ขึ้น
ปลาแต่ละตัวดิ้นกระแด่วๆ อย่างมีชีวิตชีวา พวกมันไม่เพียงแต่มีจำนวนมาก แต่ยังมีขนาดที่ใหญ่มากอีกด้วย ปลาแต่ละตัวมีน้ำหนักอย่างน้อย 2 จิน บางตัวที่ใหญ่เป็นพิเศษก็หนักถึง 3-4 จินเลยทีเดียว
ไม่เพียงเท่านั้น จำนวนของปลาก็มีมากมายมหาศาล เมื่อมองลงไปในนาข้าว จะเห็นฝูงปลาแหวกว่ายอยู่แน่นขนัดไปหมด ช่างเป็นภาพที่น่าชื่นใจเสียจริวๆ
ภาพความสำเร็จตรงหน้าทำเอาชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันอิจฉาตาร้อนไปตามๆ กัน
ปลาที่จับขึ้นมาได้ทั้งหมดถูกลำเลียงขึ้นไปบนรถบรรทุกคันใหญ่ ปลาจากนาข้าวทั้ง 10 หมู่ถูกขนขึ้นรถบรรทุกตัวแล้วตัวเล่า
การทำงานดำเนินไปตลอดทั้งวันเต็มๆ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้าน ในที่สุดปลาก็ถูกขนย้ายไปจนหมด
“พวกเธอดูสิ ต้นข้าวพวกนั้นก็เติบโตได้ดีมากเลยนะ”
“ลำต้นแต่ละต้นนี่ดูแข็งแรงกว่าต้นข้าวที่เราเคยปลูกกันมาอีกนะ”
“ใช่ๆ แล้วดูรวงข้าวนั่นสิ เมล็ดเต่งตึงมากเลย แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาด้วย”
“พวกเธอว่ามันเป็นเพราะหลักการอะไรกันแน่นะ?” ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะว่าในตอนแรกที่ได้ยินว่าจะมีการเลี้ยงปลาในนาข้าว ทุกคนต่างก็คิดว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร ปลาที่เลี้ยงไว้ในนาจะไม่กัดกินต้นกล้าจนเสียหายหมดเหรอ?
เมื่อความสงสัยมีมากเกินกว่าจะเก็บไว้ได้ ชาวบ้านจึงตัดสินใจเดินเข้าไปถามกู้เหวินหนานโดยตรง
กู้เหวินหนานได้ฟังคำถามก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “เรื่องนี้ น้องสาวของผมเคยอธิบายให้ฟังครับ เขาเรียกมันว่าการหมุนเวียนของสสาร แล้วก็สมดุลทางนิเวศวิทยาน่ะครับ”
“พวกคุณลุงคุณป้าคิดว่าปลามันจะกินต้นกล้าใช่ไหมครับ? ไม่ใช่เลยครับ ปลาพวกนี้มันกินพวกวัชพืชในนาข้าว แล้วก็กินพวกแมลงศัตรูพืชด้วย พอแมลงร้ายถูกปลากินไป ต้นกล้าก็ไม่ถูกทำลาย มันก็ต้องเติบโตได้ดีกว่าเดิมสิครับ จริงไหม?”
ชาวบ้าน ฟังดูก็มีเหตุผลดีเหมือนกันนะ
กู้เหวินหนานอธิบายต่ออย่างกระตือรือร้น “แล้วก็อีกอย่างนะครับ พอปลากินอาหารเข้าไป มันก็ต้องขับถ่ายออกมาใช่ไหมครับ? ของเสียที่ปลาขับถ่ายออกมาก็กลายเป็นปุ๋ยชั้นดีให้กับต้นกล้า พอต้นกล้าได้ปุ๋ยดีๆ มันก็ต้องเจริญงอกงามเป็นธรรมดา”
“เพราะฉะนั้น การทำนาข้าวเลี้ยงปลาจึงเป็นการสร้างระบบที่ข้าวและปลาอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันครับ”
“เราอาจจะเรียกได้ว่า พวกมันมีความสัมพันธ์แบบช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็ได้”
“ไม่ใช่แค่ต้นข้าวที่เติบโตได้ดี แต่ปลาก็ยังเติบโตได้ดีไปด้วยครับ”
ชาวบ้านต่างพากันพยักหน้าหงึกๆ แสดงสีหน้าเหมือนเพิ่งจะบรรลุสัจธรรม “อ้อ! ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ฟังดูก็สมเหตุสมผลดีนะ”
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็ลองทำนาข้าวเลี้ยงปลาแบบนี้ดูบ้างดีไหมนะ?”
“วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ต้นข้าวของเรางอกงามขึ้น แต่เรายังจะได้ปลาเป็นผลพลอยได้อีกด้วย”
“นี่ พ่อหนุ่มรองบ้านกู้ ถ้าหลังจากนี้พวกเราจะลองทำนาข้าวเลี้ยงปลาดูบ้าง แล้วมีอะไรไม่เข้าใจ จะสามารถมาถามเธอได้ไหม?”
กู้เหวินหนานพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล “แน่นอนครับ ได้อยู่แล้ว แต่ผมขอพูดให้ชัดเจนไว้ก่อนนะครับ ว่าการทำนาข้าวเลี้ยงปลามันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว มันมีข้อควรระวังอยู่ไม่น้อยเลย ถ้าพวกคุณลุงคุณป้ามาถาม ผมก็จะบอกทุกอย่างที่ผมรู้โดยไม่มีปิดบังแน่นอนครับ”
“แต่ถ้าหลังจากนั้นพวกคุณลุงคุณป้าทำแล้วไม่ได้ผล ก็อย่ามาโทษผมก็แล้วกันนะครับ!” แม้ว่ากู้เหวินหนานจะเต็มใจที่จะแบ่งปันความรู้ให้กับชาวบ้าน เพราะเห็นว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน แต่เขาก็ยังพอจะเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อยู่บ้าง
ดังนั้นการพูดคุยให้เข้าใจตรงกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
และเมื่อชาวบ้านได้ฟังคำพูดของกู้เหวินหนาน พวกเขาก็รีบตอบกลับในทันที “ไม่หรอกๆ พวกเราจะไปโทษเธอได้อย่างไรกัน”
“ใช่แล้ว แค่เธอยอมบอกพวกเราก็ดีมากแล้ว” เพราะในยุคสมัยนี้ หลายสิ่งหลายอย่างมักจะถูกเก็บไว้เป็นความลับของตระกูล ใครกันจะยอมเอาของดีประจำตระกูลมาบอกคนอื่นง่ายๆ
“ถ้าหากว่าพวกเราทำแล้วไม่ได้ผล มันก็เป็นเพราะฝีมือของพวกเราเองนั่นแหละ”
“ใช่ๆ ก็เป็นอย่างนั้นแหละ”
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากชาวบ้าน กู้เหวินหนานก็รู้สึกโล่งใจ หลังจากที่ปลาทั้งหมดถูกขนย้ายไปจนหมด เถ้าแก่ใหญ่ก็ได้เดินทางมาถึง พร้อมกับนำเงินค่าปลาส่วนที่เหลือมามอบให้กับกู้เหวินหนาน
กู้เหวินหนานมองเงินที่วางซ้อนกันเป็นปึกๆ ในมือด้วยความรู้สึกตื่นเต้นดีใจ ก่อนจะยื่นเงินปึกใหญ่นั้นให้กับซูเหมี่ยว ภรรยาของเขาให้เป็นคนเก็บรักษาเอาไว้
[จบบท]