บทที่ 55: ผูกพันธะกับคนไข้หมายเลข 2
ไม่อย่างนั้น ถ้าพวกเขาได้ยินความคิดของเขาเข้า คงต้องรีบแก้ต่างเสียงดังแน่นอนว่า ถ้าหน้าตาอย่างกู้เจียหนิงยังเรียกว่าน่าเกลียดอยู่ล่ะก็ บนโลกนี้ก็คงไม่มีคนหน้าตาดีอีกแล้ว
กู้เจียหนิงขึ้นไปนั่งบนเบาะข้างคนขับเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยๆ ดึงผ้าพันคอสีแดงสดลง เผยให้เห็นใบหน้าที่ขาวเนียนละเอียดอ่อน งดงามและอ่อนหวานราวกับดอกไม้แรกแย้ม เธอหันไปมองเซิ่งเจ๋อซีที่กำลังสตาร์ทรถอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“พี่ซีคะ ฉันคาดไม่ถึงเลยว่าพี่จะสนิทสนมกับเพื่อนทหารและพวกพี่สะใภ้กับคุณป้าได้ดีขนาดนี้นะคะ”
เธอยังนึกว่าคนปากร้ายอย่างเขาจะไม่มีเพื่อนเสียอีก
เซิ่งเจ๋อซีได้แต่คิดในใจ ที่เห็นว่าทุกคนสนิทสนมกับเขาขนาดนี้ ก็เพราะเมื่อก่อนพากันจะแนะนำสาวๆ ให้เขาไปดูตัวนั่นแหละ แต่เรื่องแบบนี้อย่าให้เด็กคนนี้รู้เลยจะดีกว่า
“จริงสิคะพี่ซี เมื่อกี้ที่ทุกคนพูดเรื่อง ‘อุ่นเรือนหอ’ มันหมายความว่าอะไรเหรอคะ” กู้เจียหนิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เซิ่งเจ๋อซีจึงอธิบายให้เธอฟัง
สำหรับทหารที่เพิ่งแต่งงาน เมื่อได้รับการจัดสรรบ้านพักและพาภรรยามาอยู่ด้วยแล้ว ก็จะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เชิญเพื่อนทหารที่สนิทสนมหรือเพื่อนบ้านมาร่วมรับประทานอาหาร ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า ‘อุ่นเรือนหอ’ เพื่อสร้างบรรยากาศที่คึกคักและทำให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกัน จะได้เข้าสังคมกันได้ง่ายขึ้นในอนาคต
“อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง แล้วเราต้องเตรียมด้วยไหมคะ” กู้เจียหนิงถาม
“ได้สิ แต่การจัดเลี้ยงต้องเตรียมอาหารเยอะหน่อยนะ ถึงตอนนั้นพี่อาจจะต้องไปฝึก คงไม่มีเวลามาช่วย”
วันนี้เขายังอยู่ในช่วงลาพัก แต่พรุ่งนี้ก็ต้องกลับเข้ากรมไปฝึกซ้อมตามปกติแล้ว บางครั้งอาจต้องออกปฏิบัติภารกิจด้วยซ้ำ ถึงตอนนั้นเขาคงไม่มีเวลามาอยู่เป็นเพื่อนเธอหรือทำอาหารให้เธอบ่อยๆ ได้อีก คงต้องปล่อยให้เธอไปทานอาหารที่โรงอาหารของค่ายแทน
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เซิ่งเจ๋อซีก็รู้สึกกลัดกลุ้มใจขึ้นมาเล็กน้อย เขารู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมกับเธอเลย
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะคะ” กู้เจียหนิงรู้สึกว่าการอุ่นเรือนหอก็เป็นเรื่องที่จำเป็นอยู่เหมือนกัน “งั้นเดี๋ยววันหลังฉันลองไปถามพี่สะใภ้จางดูดีกว่าค่ะ”
“ได้เลย”
อันที่จริง กู้เจียหนิงไม่ได้อยากจะทำอาหารเองหรอก แต่เธอก็คิดว่าน่าจะจ้างคนมาช่วยได้ โดยให้ค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่ก็ใช้เครื่องสแกนร่างกายอัจฉริยะในดวงตาของเธอ ตรวจสแกนร่างกายให้กับคนที่มาช่วยงานและแขกที่มาร่วมงานทุกคน ถือเป็นการตรวจสุขภาพให้ฟรีๆ ก็น่าจะเป็นความคิดที่ไม่เลวเลย
รถจี๊ปแล่นออกจากเขตกองทัพ มุ่งหน้าไปยังทิศทางของภูเขาใหญ่
ขณะที่รถวิ่งอยู่บนถนน กู้เจียหนิงก็นึกขึ้นได้ว่าเธอเคยรับปากจะรักษาอาการป่วยให้เซิ่งเจ๋อซี
“ระบบ ผูกเซิ่งเจ๋อซีเป็นคนไข้” เธอสั่งการระบบในใจ
[ติ๊ง! ผูกเซิ่งเจ๋อซีเป็นคนไข้หมายเลข 2 สำเร็จ ทำการสแกนเรียบร้อยแล้ว สามารถตรวจสอบอาการป่วยที่เกี่ยวข้องได้ในส่วนการเรียนรู้ หัวข้อข้อมูลคนไข้]
[ติ๊ง! ตรวจพบว่าคนไข้หมายเลข 2 คือสามีของโฮสต์ ซึ่งเป็นบุคคลในภารกิจหลัก เมื่อโฮสต์รักษาคนไข้หมายเลข 2 สำเร็จ จะได้รับรางวัลดังนี้: ยาเม็ดโฉมงามกลิ่นหอมสวรรค์ 1 เม็ด, ยาเม็ดต้านร้อยพิษ 10 เม็ด, เสื้อเกราะล่องหนกันกระสุน 1 ตัว และคะแนน 200 แต้ม]
ก่อนหน้านี้ คนไข้หมายเลข 2 ถึง 10 คือหมูในเล้าของหมู่บ้านไหวฮวา แต่หลังจากที่รักษาหมูทั้ง 9 ตัวจนหายดีแล้ว กู้เจียหนิงก็ได้ยกเลิกการผูกพันธะกับพวกมันไป ส่วนคนไข้หมายเลข 1 คือพี่สะใภ้ใหญ่ของเธอ ซึ่งยังไม่ได้ยกเลิกการผูกพันธะ ทำให้เธอสามารถติดตามดูสภาพร่างกายของพี่สะใภ้ได้ตลอดเวลา ตอนนี้ร่างกายของพี่สะใภ้ใหญ่หายดีแล้วและอยู่ในช่วงที่พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์
เมื่อพี่สะใภ้ใหญ่ตั้งท้อง ภารกิจแรกก็จะสำเร็จลุล่วง และเธอก็จะได้รับยาเม็ดกายาศักดิ์สิทธิ์เพื่อการตั้งครรภ์มาครอง
เมื่อเห็นรายการรางวัลที่ปรากฏขึ้นมา กู้เจียหนิงถึงกับร้องว้าวในใจ
รางวัลครั้งนี้มันช่างมากมายมหาศาลจริงๆ
ยาเม็ดโฉมงามกลิ่นหอมสวรรค์ แค่ชื่อก็บอกสรรพคุณแล้วว่าเมื่อทานเข้าไป เธอจะยิ่งงดงามขึ้นกว่าเดิม แถมยังมีกลิ่นกายหอมกรุ่นอีกด้วย ของสิ่งนี้ช่างถูกใจกู้เจียหนิงผู้รักสวยรักงามเป็นที่สุด
ยาเม็ดต้านร้อยพิษก็เข้าใจได้ไม่ยาก เมื่อทานแล้วก็จะต้านทานพิษได้ทุกชนิด ของชิ้นนี้ก็ดีไม่แพ้กัน ไว้หาเวลาเหมาะๆ เอาให้ตัวเองกับพี่ซีกินคนละเม็ดดีกว่า ไหนๆ ก็มีตั้ง 10 เม็ด
ส่วนเสื้อเกราะล่องหนกันกระสุน ก็ตามชื่อเลยคือสามารถกันกระสุนและล่องหนได้ เพียงแค่เธอได้รับรางวัลนี้มา แล้วบอกกับระบบว่าต้องการให้ใครสวมใส่ ระบบก็จะสวมใส่ให้คนนั้นโดยอัตโนมัติ ส่วนผู้ที่สวมใส่จะไม่รู้ตัว ไม่ทันได้สังเกต และไม่รู้เลยว่าตัวเองได้สวมเสื้อผ้าที่ล่องหนได้เพิ่มมาอีกหนึ่งชั้น
เว้นแต่ว่าจะมีกระสุนพุ่งเข้ามาแล้วถูกเสื้อเกราะนี้สะท้อนออกไป คนที่มีประสาทสัมผัสไวหน่อยก็อาจจะพอรู้สึกถึงความผิดปกติได้บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมองไม่เห็นอยู่ดี
กู้เจียหนิงรู้สึกตื่นเต้นจนหัวใจพองโต
ของสิ่งนี้เหมาะกับพี่ซีที่สุดแล้ว
เซิ่งเจ๋อซีเป็นทหาร ต้องออกปฏิบัติภารกิจอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งอาจต้องไปแนวหน้า เผชิญหน้ากับเหล่าร้ายที่โหดเหี้ยม ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ และกระสุนก็ไม่มีตา ทุกครั้งที่เซิ่งเจ๋อซีออกปฏิบัติภารกิจ ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บ
ถ้าหากได้สวมเสื้อเกราะล่องหนกันกระสุนนี้ ก็จะช่วยหลีกเลี่ยงอันตรายนั้นได้
ดังนั้น เธอต้องรีบรักษาอาการป่วยของพี่ซีให้หายโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้รับรางวัลเหล่านี้มา
ขณะที่เซิ่งเจ๋อซีกำลังขับรถอยู่นั้น กู้เจียหนิงก็ใช้สมาธิเปิดหน้าต่างข้อมูลคนไข้ขึ้นมา เพื่อตรวจสอบสภาพร่างกายของเขา
ประมาณ 15 นาทีต่อมา รถก็จอดลงที่ตีนภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง
อาจเป็นเพราะอากาศที่หนาวจัด บริเวณนี้จึงไร้วี่แววของผู้คน มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น
“มานี่” เซิ่งเจ๋อซีก้าวลงจากรถก่อน แล้วจึงอุ้มกู้เจียหนิงลงมา จากนั้นก็จูงมือเธอเดินลึกเข้าไปในป่า
เส้นทางค่อนข้างซับซ้อน แต่โชคดีที่เซิ่งเจ๋อซีดูจะคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี เขาพาเธอเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปตามทาง เดินต่อไปอีกราวสิบกว่านาที ทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง
เอ๊ะ?
กู้เจียหนิงมองก้อนหินตรงหน้าด้วยความสงสัย
ทันใดนั้น เซิ่งเจ๋อซีก็เดินเข้าไปแล้วออกแรงผลักก้อนหินขนาดใหญ่นั้นออกไป
วินาทีต่อมา เบื้องหลังก้อนหินก็ปรากฏถ้ำที่มีความสูงประมาณหนึ่งเมตรกว่าๆ ที่ปลายสุดของถ้ำดูเหมือนจะมีแสงสว่างรำไรส่องลอดออกมา
“ไม่คิดเลยว่าหลังก้อนหินก้อนนี้จะมีถ้ำอยู่ด้วย” กู้เจียหนิงเอ่ยขึ้นอย่างทึ่งๆ
“เดินตามหลังพี่มานะ ก้มตัวลง ค่อยๆ เดิน ระวังอย่าให้หัวไปชนหินล่ะ” เซิ่งเจ๋อซีกำชับ
“ค่ะ”
แม้ในใจจะยังสงสัยว่าถ้ำเล็กๆ แคบๆ แบบนี้จะเข้าไปได้จริงๆ หรือ แต่กู้เจียหนิงก็ยังคงเชื่อใจเซิ่งเจ๋อซี เธอปล่อยให้เขาจูงมือพาเดินเข้าไปข้างในอย่างช้าๆ โดยก้มตัวลงเดินตามหลังเขาไป
ตอนที่เริ่มเข้าไป ทางเดินค่อนข้างแคบ สำหรับกู้เจียหนิงที่ตัวเล็กอยู่แล้วก็ยังพอไหว แต่สำหรับเซิ่งเจ๋อซีที่มีความสูงถึงหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรนั้น แทบจะต้องย่อตัวครึ่งนั่งครึ่งเดินเข้าไปเลยทีเดียว กู้เจียหนิงเห็นแล้วยังรู้สึกอึดอัดแทน
แต่ในไม่ช้า เธอก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง
ยิ่งเดินลึกเข้าไปข้างในมากเท่าไหร่ กู้เจียหนิงก็พบว่าทางเดินข้างหน้ายิ่งสูงและกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็สามารถยืนตัวตรงเดินได้แล้ว และในที่สุดเซิ่งเจ๋อซีก็สามารถยืดตัวตรงเดินได้เช่นกัน
“เอ๊ะ ข้างหน้าสว่างขึ้นเรื่อยๆ เลยค่ะ แล้วทำไมฉันรู้สึกร้อนขึ้นมานิดหน่อยก็ไม่รู้”
เธอแต่งตัวหนาๆ ออกมา แต่ตอนนี้กลับยิ่งเดินยิ่งรู้สึกร้อน สามารถสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิรอบข้างที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน
“พี่ซีคะ จะถึงแล้วใช่ไหมคะ”
“ถึงแล้วล่ะ”
หืม?
ทันทีที่กู้เจียหนิงก้าวเท้าไปข้างหน้าและเงยหน้าขึ้น ภาพตรงหน้าก็พลันสว่างวาบและเปิดโล่ง
เบื้องหน้าของเธอคือสระน้ำขนาดใหญ่ รอบๆ สระเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ที่กำลังเบ่งบานสะพรั่ง ไอร้อนระอุพวยพุ่งขึ้นมาจากสระน้ำ ในอากาศยังอบอวลไปด้วยกลิ่นกำมะถันจางๆ
รอบด้านถูกโอบล้อมด้วยกำแพงหิน มีเพียงทางเข้าออกเดียวคือเส้นทางที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมา และช่องโหว่บนเพดานถ้ำที่แสงสว่างส่องลงมา
สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ดูมืดสลัวเลย ตรงกันข้าม กลับสว่างไสวเป็นอย่างยิ่ง
“ว้าว นี่คือบ่อน้ำพุร้อนสินะคะ” กู้เจียหนิงรีบวิ่งเข้าไปที่ขอบสระ แล้วยื่นมือลงไปสัมผัสกับผิวน้ำ เพื่อทดสอบอุณหภูมิที่อุ่นกำลังดี
[จบบท]