บทที่ 10: ข้อตกลง
“เอาล่ะ ทั้งสองคนหยุดโต้เถียงกันได้แล้ว”
จ้าวเซียนไหลส่งเสียงขัดจังหวะการโต้เถียงของคนทั้งสองคนอย่างตัดบท พร้อมทั้งเสนอความคิดเห็นขึ้นมา
“เหมียนเหมียนยังเหลือเวลาเรียนชั้นมัธยม 3 อีกครึ่งเทอมไม่ใช่หรือ เอาเป็นว่าลองให้เด็กคนนี้เรียนชั้นมัธยม 3 ให้จบเสียก่อน แล้วค่อยมาดูผลการเรียนว่าพัฒนาขึ้นไหม จากนั้นค่อยมาตัดสินใจกันอีกที”
สถานการณ์เฉพาะหน้าในเวลานี้คงทำได้เพียงเท่านี้ ส่วนเรื่องราวในวันข้างหน้าก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเสิ่นเหมียนเหมียนเองว่าจะทำตัวให้ประสบความสำเร็จได้หรือไม่ เขาไม่อยากดับความหวังที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเด็กสาว
“ไม่”
“หนูตกลงค่ะ”
เสิ่นเหมียนเหมียนรีบส่งเสียงตอบรับขึ้นมาก่อนที่โจวหลานฟางจะมีโอกาสเอ่ยปากปฏิเสธ
ช่วงชีวิตในชาติที่แล้วตอนที่เธอต้องช่วยโจวซืออวี่เลี้ยงลูก เธอเคยแอบศึกษาหาความรู้ตามไปด้วยไม่น้อย แม้เวลาจะผ่านมานานจนหลงลืมไปเกือบหมด แต่การนำกลับมารบทวนใหม่อีกครั้งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร
เธอมีความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม
จ้าวเซียนไหลหันไปมองหน้าเสิ่นเจี้ยนหัว
“เธอตกลงตามนี้ไหม”
“ผมตกลงครับ”
ในเมื่อเรื่องราวพูดคุยกันมาถึงขั้นนี้แล้ว อย่างไรเขาก็จำเป็นต้องรักษาหน้าตาของผู้ใหญ่บ้านเอาไว้
โจวหลานฟางขบฟันด้วยความโมโห นังเด็กคนนี้ปากไวเสียจริง กล้าดีอย่างไรมาพูดตัดหน้าเธอ
ในตอนนี้เสิ่นเจี้ยนหัวได้ปากรับคำผู้ใหญ่บ้านไปเรียบร้อยแล้ว หากเธอแสดงอาการคัดค้านออกไปอีกก็จะเป็นการแสดงเจตนาเปิดเผยมากเกินไป เสิ่นเจี้ยนหัวจะต้องโมโหใส่เธออย่างแน่นอน ดังนั้นเธอจึงต้องข่มความแค้นเอาไว้ในใจ
นังเด็กตัวแสบ อยากจะเรียนหนังสือนักใช่ไหม ไว้ค่อยหาวิธีสั่งสอนทีหลังก็ยังไม่สาย
เมื่อตกลงเรื่องราวกันเป็นที่เรียบร้อย จ้าวเซียนไหลก็กำชับเสิ่นเจี้ยนหัวอีกสองสามคำ ก่อนจะเดินกลับบ้านของตัวเอง
ทันทีที่ส่งผู้ใหญ่บ้านออกจากประตูบ้านไป โจวหลานฟางก็เริ่มส่งเสียงอาละวาดขึ้นมา
“ตอนนี้บ้านเราไม่มีเงินเก็บเหลืออยู่เลยสักหยวน คุณจะไปหาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมครึ่งเทอมหลังให้มัน”
“เข้าไปคุยกันข้างในห้อง”
เสิ่นเจี้ยนหัวเกรงว่าภรรยาจะหลุดปากพูดความลับสำคัญออกมาเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เขาจึงหันไปบอกกับเสิ่นเหมียนเหมียน
“เหมียนเหมียน เธอกลับห้องไปพักผ่อนก่อนเถอะ”
“ค่ะ”
เสิ่นเหมียนเหมียนรับคำอย่างว่าง่าย แต่เธอกลับไม่ได้เดินกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง หากแต่แอบก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อตรงไปยังบ้านของผู้ใหญ่บ้านจ้าวเซียนไหลอีกครั้ง
จ้าวเซียนไหลเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าบ้าน ก้นยังไม่ทันแตะเก้าอี้ พลันเห็นเสิ่นเหมียนเหมียนเดินตามเข้ามาอีกรอบ ความคิดแรกที่แล่นเข้าหัวของเขาก็คือโจวหลานฟางก่อเรื่องอาละวาดขึ้นมาอีกแล้ว
“แม่ของเธอลงมือตีเธออีกแล้วหรือ”
คิ้วของเฮ่อนานขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เด็กสาวเพิ่งจะเดินกลับบ้านไป แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่กลับยังคงบางเบาเหมือนเดิม แสดงว่าพ่อของเธอไม่ได้ใส่ใจดูแลเธอเลย
เสิ่นเหมียนเหมียนสังเกตเห็นสีหน้าของเฮ่อนาน เธอจึงแอบคิดว่าเขากำลังรู้สึกรำคาญที่เธอคอยแต่สร้างปัญหาหรือเปล่า
แต่ถึงอย่างไร เธอก็ไม่สามารถถอยหลังกลับได้อีกแล้ว
เด็กสาวพยายามละสายตาออกจากเฮ่อนาน
“คุณลุงจ้าวคะ ครั้งนี้หนูไม่ได้มาฟ้องเรื่องคุณแม่ค่ะ แต่หนูอยากจะมาขอยืมเงิน”
“ยืมเงินอย่างนั้นหรือ”
“ยืมเงินเหรอ”
จ้าวเซียนไหลและหลี่ชุนฮวาต่างพากันประหลาดใจ ดวงตาสีล้ำลึกของเฮ่อนานมีรอยไหววูบขึ้นมาเล็กน้อย
เสิ่นเหมียนเหมียนรวบรวมความกล้าพูดต่อไป
“คุณลุงจ้าว คุณป้าหลี่คะ สถานการณ์ในบ้านของหนูทุกคนก็ทราบดี พอถึงเวลาต้องจ่ายค่าเทอมจริงๆ คุณแม่ต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้หนูได้เรียนต่อแน่ๆ ค่ะ ดังนั้นหนูเลยอยากจะขอสอบถามไว้ก่อน หากคุณแม่ไม่ยอมจ่ายค่าเทอมให้หนูจริงๆ พวกคุณพอจะให้หนูยืมเงินก่อนได้ไหมคะ”
โดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบคำถาม เธอก็รีบเอ่ยรับประกันอย่างรวดเร็ว
“ก่อนที่โรงเรียนมัธยมปลายจะเปิดเทอม หนูจะหาเงินมาคืนให้ทุกคนอย่างแน่นอนค่ะ หนูสามารถเขียนสัญญากู้ยืมเงินเอาไว้ให้ได้นะคะ”
ตามนิสัยของโจวหลานฟางแล้ว พอถึงกำหนดจ่ายค่าเทอมจะต้องหาเรื่องก่อปัญหาขึ้นมาอีกแน่ เธอจึงต้องเตรียมทางถอยเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ค่าเทอมชั้นมัธยม 3 เป็นเงินจำนวน 30 หยวน เธอมีความมั่นใจว่าจะต้องหาเงินมาคืนได้ทันก่อนเปิดเทอมมัธยมปลายอย่างแน่นอน
จ้าวเซียนไหลและหลี่ชุนฮวาหันมามองหน้ากัน ทั้งคู่ต่างเข้าใจความหมายของเสิ่นเหมียนเหมียนแล้วว่า เงินก้อนนี้เป็นการแอบมายืมโดยไม่ให้สองสามีภรรยาตระกูลเสิ่นรับรู้
เงินจำนวน 30 หยวนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย การทำนาตลอดทั้งปีขายข้าวได้เงินเพียงร้อยกว่าหยวนเท่านั้น ส่วนคนที่ออกไปทำงานข้างนอกก็ได้ค่าจ้างเดือนละ 20 หยวน บางคนได้เพียงสิบกว่าหยวนเท่านั้น
อย่างไรเสิ่นเหมียนเหมียนก็ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง หลี่ชุนฮวาจึงรู้สึกลังเลใจ
จ้าวเซียนไหลนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เหมียนเหมียน เรื่องเงินค่าเทอม ลุงสามารถช่วยออกสำรองให้เธอไปก่อนได้ แต่มีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่งนะ”
ดวงตาของเสิ่นเหมียนเหมียนเป็นประกายสดใสขึ้นมา
“คุณลุงจ้าวพูดมาได้เลยค่ะ”
[จบบท]