บทที่ 37: คำยุยง
“คุณทำเงินหายจริงๆ งั้นหรือ” เสิ่นเจี้ยนหัวจ้องมองผู้เป็นภรรยาด้วยใบหน้าตึงเครียด “คุณก็รู้ดีว่าผมมีนิสัยยังไง เรื่องบางเรื่องไม่ใช่ว่าผมจะไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ผมแค่ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เท่านั้น การขโมยเงินไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะเอามาพูดจาส่งเดชได้”
โจวหลานฟางรู้สึกทำตัวไม่ถูก แววตาลุกลี้ลุกลนหลบเลี่ยงไม่กล้าสบตากับเสิ่นเจี้ยนหัวตรงๆ “ฉัน ถ้าหากเด็กคนนั้นไม่ได้ขโมยเงินไป แล้วของพวกนั้นจะได้มาจากไหนกันล่ะคะ”
ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมานานหลายปี ทันทีที่เห็นท่าทีของภรรยา เสิ่นเจี้ยนหัวก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ทันที เป็นอย่างที่คิดไว้ เขาเข้าใจเสิ่นเหมียนเหมียนผิดไปจริงๆ เสิ่นเจี้ยนหัวรู้สึกโมโหจนแน่นหน้าอกไปหมด
ช่วงนี้ก็ใกล้จะถึงเทศกาลปีใหม่แล้ว ชาวบ้านในชนบทล้วนปรารถนาให้ครอบครัวมีความสุขสงบและเจริญรุ่งเรือง เขาก็ไม่อยากมานั่งทะเลาะเบาะแว้งให้เสียบรรยากาศ ชายวัยกลางคนพยายามข่มความโกรธเอาไว้แล้วต่อว่าภรรยา “ทำไมคุณยิ่งแก่ถึงได้ยิ่งเลอะเลือนแบบนี้”
“คุณเชื่อจริงๆ หรือคะว่าเฮ่อนานเป็นคนมอบครีมทาผิวตลับนั้นให้” โจวหลานฟางไม่ได้รู้สึกเลยสักนิดว่าตัวเองทำผิด “เขาจะเอาครีมทาผิวมาให้เด็กคนนั้นด้วยเหตุผลอะไรกัน”
เสิ่นเจี้ยนหัวขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น เรื่องนี้เขาก็รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน มีผู้คนมากมายตั้งใจอยากจะประจบประแจงเฮ่อนาน แต่อีกฝ่ายก็ไม่เคยสนใจไยดีใคร กลับมาทำดีกับลูกสาวของเขามากขนาดนี้ เด็กคนนี้ยังอายุน้อยนัก เขาจึงไม่อยากจะคิดไปในทางที่ไม่ดี
การที่เขาไม่คิด ไม่ได้หมายความว่าโจวหลานฟางจะไม่คิดเรื่องนี้ “พ้นช่วงปีใหม่นี้ไปเสิ่นเหมียนเหมียนก็อายุ 16 ปีแล้วนะคะ เด็กบางคนโตเป็นสาวเร็ว อายุ 15 หรือ 16 ก็เริ่มมีลูกกันแล้ว ถ้าขืนคุณยังไม่ยอมอบรมสั่งสอนให้ดีๆ สักวันถ้าถูกคนอื่นหลอกพาตัวไปขายจะทำยังไงคะ”
สายเลือดของพวกผู้หญิงไร้ค่าก็ย่อมมีสันดานไม่ดีติดตัวมาด้วย อายุยังน้อยแค่นี้ก็รู้จักหลอกล่อเอาข้าวของจากผู้ชายเสียแล้ว
ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นเสิ่นเจี้ยนหัวยอมจ่ายเงินให้ผู้หญิงไร้ค่าคนนั้นไปมากเท่าไหร่ ถึงได้พาเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนี้กลับมาเลี้ยงดู
“คุณเป็นคนเป็นแม่ ทำไมถึงได้พูดจาแบบนี้” เสิ่นเจี้ยนหัวตวาดด้วยความไม่พอใจ เสิ่นเหมียนเหมียนยังเป็นแค่เด็ก คนในครอบครัวเดียวกันยังพูดจาให้ร้ายขนาดนี้ แล้วคนนอกจะเอาไปพูดต่อว่าเสียๆ หายๆ ขนาดไหน
ชื่อเสียงของเด็กผู้หญิงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากชื่อเสียงต้องมาด่างพร้อยไป พวกคนไม่ดีก็จะพากันมารุมล้อมเหมือนแมลงวันตอมของเสีย เรื่องนี้มันน่าอับอายขายหน้ายิ่งกว่าการถูกตราหน้าว่าเป็นหัวขโมยเสียอีก
เสิ่นเจี้ยนหัวเป็นคนที่รักหน้าตาและศักดิ์ศรีของตัวเองเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีความคิดแบบหัวโบราณ หากต้องมีวันนั้นเกิดขึ้นมาจริงๆ เขาคงต้องโกรธจนอกแตกตายเป็นแน่
“คุณก็เอาแต่ปกป้องเด็กคนนี้ไปเถอะค่ะ ระวังว่าวันข้างหน้าคุณจะต้องมานั่งเสียใจทีหลัง”
“คุณหาเวลาไปพูดคุยกับเสิ่นเหมียนเหมียนให้ดีๆ เตือนว่าเป็นเด็กผู้หญิงไม่ควรไปรับข้าวของจากคนอื่นมั่วซั่ว” หลังจากได้ฟังคำพูดของโจวหลานฟาง เขาก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาบ้าง
ถึงแม้ว่าลูกสาวของเขาจะตัวเล็ก แต่หน้าตากลับจิ้มลิ้มพริ้มเพรา มองดูก็รู้ว่าโตขึ้นจะต้องกลายเป็นหญิงสาวที่หน้าตาดีอย่างแน่นอน ทางที่ดีควรจะระมัดระวังตัวเอาไว้ก่อน
จิตใจคนเรายากแท้หยั่งถึง
เมื่อลองทบทวนดูอีกครั้ง เขาก็พูดเตือนสติภรรยาต่อ “ตอนนี้เสิ่นเหมียนเหมียนก็โตเป็นสาวแล้ว เวลาคุณจะพูดอะไรก็หัดระวังปากระวังคำเอาไว้บ้าง อย่าเอะอะก็ด่าทอหรือทุบตีลูก ระวังว่าวันข้างหน้าเด็กคนนี้จะเกลียดชังคุณเข้าจริงๆ”
“เด็กคนนี้มันก็เป็นแค่คนเนรคุณ เลี้ยงให้ตายยังไงก็ไม่เชื่องหรอกค่ะ คุณไม่เห็นสายตาที่เด็กคนนั้นมองฉันเวลาปกติหรือไง จ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อฉันอย่างนั้นแหละ”
เสิ่นเจี้ยนหัวรู้สึกว่าภรรยาพูดจาเกินจริงไปหน่อย “คุณจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับเด็กทำไม พวกเราก็มีลูกสาวแค่คนเดียว พอแก่ตัวไปก็ต้องพึ่งพาเด็กคนนี้ไม่ใช่หรือไง”
“ต่อไปฉันไม่หวังพึ่งให้เด็กคนนั้นมาเลี้ยงดูหรอกค่ะ”
รอให้โจวซืออวี่ของเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แล้วแต่งงานกับคนในเมือง ถึงตอนนั้นก็สามารถรับเธอไปใช้ชีวิตสุขสบายในเมืองได้แล้ว
“คุณก็ดีแต่ปากแข็ง ไม่พึ่งเสิ่นเหมียนเหมียนแล้วคุณจะไปพึ่งใคร ที่พวกเราเลี้ยงดูเสิ่นเหมียนเหมียนมา ก็เพราะอยากให้มีลูกคอยดูแลอยู่ข้างกายตอนแก่เฒ่าไม่ใช่หรือ”
ส่วนโจวซืออวี่ อย่างไรเสียก็เป็นแค่หลานสาว ไม่ได้มีหน้าที่ต้องมารับผิดชอบเลี้ยงดูพวกเขา อย่างมากที่สุดก็คงทำได้แค่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนเป็นครั้งคราว
แต่เสิ่นเหมียนเหมียนนั้นแตกต่างออกไป ความจริงแล้วเขาวางแผนเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าวันข้างหน้าจะหาลูกเขยแต่งเข้าบ้านให้เสิ่นเหมียนเหมียนสักคน ฐานะยากจนหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแค่เป็นคนที่ขยันขันแข็งและอดทนต่อความยากลำบากได้ วันข้างหน้าก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี
พวกเขาเองก็ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะไม่มีคนคอยดูแลยามแก่เฒ่า
ต่อให้ในอนาคตเสิ่นเหมียนเหมียนจะล่วงรู้ถึงชาติกำเนิดที่แท้จริงของตัวเอง หากยังเห็นแก่ความดีของพวกเขา เด็กคนนี้ก็คงไม่ทอดทิ้งพวกเขาไปอย่างแน่นอน
แต่ภรรยาของเขากลับไม่เคยเข้าใจเหตุผลข้อนี้เลยสักนิด
“เอาล่ะค่ะ เหตุผลพวกนี้ทำไมฉันจะไม่เข้าใจ” โจวหลานฟางไม่อยากทำให้เสิ่นเจี้ยนหัวโกรธขึ้นมาจริงๆ เธอจึงรีบปรับท่าทีให้โอนอ่อนลง “คุณไม่รู้หรือคะว่าฉันเป็นคนนิสัยยังไง ฉันมันก็แค่คนปากเปราะไปอย่างนั้นเอง”
เมื่อได้ยินภรรยาพูดแบบนั้น เสิ่นเจี้ยนหัวถึงได้รู้สึกเบาใจและเดินทางไปทำงานที่โรงงานอิฐ
[จบบท]