บทที่ 42: ยืมเงินกินข้าว
หลังจากโดนลงโทษให้ยืนหน้าห้อง จ้าวซินหลานและโจวซืออวี่ก็สงบปากสงบคำลงไปมาก คาบเรียนที่สองซึ่งเป็นวิชาคณิตศาสตร์ ทั้งคู่ต่างไม่มีใครยอมปริปากคุยกับใครเลย ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงพักระหว่างคาบเรียน จ้าวซินหลานยังหยิบชอล์กขึ้นมาขีดเส้นแบ่งอาณาเขตตรงกลางโต๊ะเรียนอีกด้วย
โจวซืออวี่โกรธจนควันออกหู แอบคิดว่าคราวหน้าจะไม่มีทางยอมให้อีกฝ่ายลอกการบ้านอีกเป็นอันขาด
บรรยากาศด้านนอกมืดครึ้มมืดมน คาบเรียนที่สองยังไม่ทันจบลง ด้านนอกก็เริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งร่วงลงมาจากฟ้า เสิ่นเหมียนเหมียนคิดว่า เสิ่นเจี้ยนหัวเดาสภาพอากาศได้แม่นยำทีเดียว ดูจากสถานการณ์แล้ว พอถึงเวลาเลิกเรียน พื้นดินด้านนอกคงถูกปกคลุมจนขาวโพนไปหมด ขี่จักรยานกลับบ้านคงต้องลื่นมากแน่นอน
ยิ่งถ้ามีหิมะหลุดเข้าไปทางคอเสื้อ ก็คงหนาวสะท้านน่าดู
นักเรียนคนอื่นๆ ต่างก็พากันเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความกังวล คนที่มีเงินติดตัวมาซื้อข้าวต่างแอบรู้สึกโชคดี ส่วนคนที่ไม่ไดัพกเงินมา ต่างทำหน้ามุ่ยเศร้าสร้อยไปตามๆ กัน
เป็นไปตามที่เสิ่นเหมียนเหมียนคาดไว้จริงๆ หลังจากเกล็ดน้ำแข็งร่วงลงมาได้ไม่นาน ด้านนอกก็เริ่มมีหิมะตกหนักโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย พอใกล้ถึงเวลาเลิกเรียน หิมะก็ปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นดินเรียบร้อยแล้ว
คาบเรียนสุดท้ายเป็นวิชาคณิตศาสตร์ ก่อนเลิกเรียน เฉินเจี๋ยได้เอ่ยกำชับนักเรียนเป็นพิเศษ
“นักเรียนคนไหนที่บ้านอยู่ไกล ตอนขี่จักรยานกลับบ้านระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยกันด้วยนะ”
เสียงออดหมดเวลาดังขึ้น ครั้งนี้เหล่านักเรียนไม่ได้กรูแย่งกันวิ่งออกนอกห้องเรียนเหมือนเคย คนที่บ้านอยู่ใกล้ต่างรีบเดินทางกลับบ้าน ส่วนคนที่บ้านอยู่ไกลต่างยืนเกาะขอบประตูห้องเรียน มองออกไปด้านนอกด้วยความกลุ้มใจ
เสิ่นเหมียนเหมียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ ไม่ได้รีบร้อนเดินออกไป ส่วนลู่ซือหย่วนฟุบลงกับโต๊ะเรียน เตรียมตัวจะนอนอีกรอบ
“เธอไม่กลับบ้านเหรอ”
“ไม่กลับ” ลู่ซือหย่วนตอบกลับมาโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ
“ฉันกำลังจะออกไปกินข้าว เธอจะไปไหมล่ะ ถ้าเธอไม่ได้พกเงินมา ฉันให้เธอยืมก่อนได้นะ”
เงินซื้อแผ่นปิดแผล 2 เฟิน เขายังไม่มีติดตัว แสดงว่าไม่ได้พกเงินมาแน่นอน ถ้าไม่ยอมกลับบ้าน ก็ต้องทนหิ้วท้องหิว
อากาศตอนนี้หนาวเย็นมาก ก้อนเนื้อที่เท้ายามนั่งอยู่ในห้องเรียนยังชาจนรู้สึกเจ็บ หากไม่ได้กินอะไรตกถึงท้อง คงต้องทรมานมากแน่ๆ
แม้ว่าอายุกายของเสิ่นเหมียนเหมียนจะเพิ่งสิบกว่าปี แต่อายุด้านจิตวิญญาณของเธอเกือบจะ 40 ปีแล้ว เธอไม่ได้คิดอะไรเกินเลย เพียงแค่มองลู่ซือหย่วนเป็นเหมือนเด็กคนหนึ่งเท่านั้น
ลู่ซือหย่วนเงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยท่าทางขวยเขินเล็กน้อย “เธอพกเงินมาเท่าไร”
ดูออกได้ไม่ยากเลยว่า หมอนี่คงไม่เคยยืมเงินใครมาก่อนแน่ๆ
“เหลืออยู่ 2 เหมา 3 เฟินค่ะ” เสิ่นเหมียนเหมียนชูมือที่บวมพองเหมือนซาลาเปาขึ้นมา ชูสองนิ้วแล้วตามด้วยสามนิ้ว “พอสำหรับก๋วยเตี๋ยวสองชามค่ะ”
ลู่ซือหย่วนไม่ได้แสดงความเกรงใจเลยสักนิด เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงออกไปทันที ความรวดเร็วและเด็ดขาดของเขาทำเอาเสิ่นเหมียนเหมียนตั้งตัวตามไม่ทัน
เขาเอ่ยเร่ง “รีบเดินหน่อย วันนี้ร้านก๋วยเตี๋ยวต้องมีคนไปกินเยอะแน่ ช้ากว่านี้เดี๋ยวต้องไปยืนต่อแถว”
เสิ่นเหมียนเหมียนพูดอะไรไม่ออก
เด็กคนนี้ไม่ทำตัวเกรงใจเหมือนเป็นคนอื่นเลยจริงๆ
นักเรียนส่วนใหญ่ทยอยกลับกันไปเกือบหมดแล้ว คนที่ยังหลงเหลืออยู่ล้วนเป็นคนที่ไม่ได้พกเงินมา หรือไม่ก็เป็นคนที่กำลังรอเพื่อน จึงไม่มีใครคอยสังเกตเสิ่นเหมียนเหมียนและลู่ซือหย่วนมากนัก
หมอนั่นขายาว ร่างสูงใหญ่ ก้าวเดินนำหน้าทิ้งห่างเสิ่นเหมียนเหมียนไปไกล ทำให้คนอื่นยิ่งไม่สงสัยเลยว่าทั้งคู่เดินทางมาด้วยกัน
เกล็ดหิมะปลิวไสวหลุดเข้ามาในเสื้อผ้า รู้สึกเย็นเหยียบ เสิ่นเหมียนเหมียนอดไม่ได้ที่จะหดคอลง พยายามกระชับเสื้อผ้าห่อหุ้มร่างกายให้มิดชิดขึ้นกว่าเดิม
ร้านก๋วยเตี๋ยวสองสามแห่งที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงเรียน ตอนนี้แน่นขนัดไปด้วยนักเรียนที่เข้าไปจับจองพื้นที่ ทั้งสองคนต่างมีนิสัยไม่ชอบความแออัดเหมือนกัน จึงเดินมุ่งหน้าไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ห่างออกไปจากโรงเรียนโดยไม่ได้นัดหมาย
ภายในร้านนอกจากผู้ใหญ่สองคนแล้ว มีเพียงนักเรียนชายที่ไม่คุ้นหน้าอีกสองคนเท่านั้น เสิ่นเหมียนเหมียนและลู่ซือหย่วนเดินไปหาที่นั่งว่าง พลางส่งเสียงบอกเจ้าของร้านที่กำลังง่วนอยู่ในครัว
“เถ้าแก่คะ เอาก๋วยเตี๋ยวชามเล็กสองชามค่ะ”
สิ้นเสียงของเธอ ลู่ซือหย่วนก็รีบเอ่ยเสริมขึ้นมาทันที “เพิ่มหมั่นโถวอีกสองลูกด้วยครับ”
“พวกเธอนั่งรอแป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวก๋วยเตี๋ยวก็เสร็จแล้ว” เสียงเจ้าของร้านดังขัดออกมาจากในครัว
เสิ่นเหมียนเหมียนทำหน้าเจื่อน สั่งเยอะขนาดนี้ จะกินหมดหรือไงกัน
เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าของเธอ ลู่ซือหย่วนจึงนึกว่าเธอกำลังกังวลเรื่องเงิน “เธอไม่ได้บอกว่ามีเงินอยู่ 2 เหมา 3 เฟินหรอกเหรอ ถ้ารวมกับเงินค่าแผ่นปิดแผล พรุ่งนี้ฉันจะเอามาคืนเธอ 1 เหมา 4 เฟิน”
หมั่นโถวราคาลูกละ 1 เหมา พวกเขามีปัญญาจ่ายไหวอยู่แล้ว
[จบบท]