บทที่ 65: จดหมายรักสีชมพูในหนังสือภาษาอังกฤษ
ตอนนี้เป็นเวลา 2 ทุ่มกว่า เสิ่นเหมียนเหมียนยังไม่รู้สึกง่วงนอน อีกเพียง 3 วันก็จะถึงการสอบปลายภาค เธอต้องรีบใช้เวลาทบทวนบทเรียน ความรู้ที่เธอพลาดไปก่อนหน้านี้มีมากเกินไป แม้ว่าตอนนี้หัวสมองของเธอจะเรียนรู้ได้รวดเร็วเพียงใด ทว่าสำหรับเนื้อหาใหม่บางอย่าง เธอจำเป็นต้องดูโจทย์ตัวอย่างเพื่อทำความเข้าใจให้ถ่องแท้เสียก่อน
หนังสือหลายเล่มที่พี่เฮ่อให้มา เล่มที่สำคัญเธออ่านจบไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่เล่ม ซึ่งดูเหมือนหนังสืออ่านเล่นนอกเวลา เธอค้นดูเล็กน้อย และพบหนังสือภาษาอังกฤษ 1 เล่มปะปนอยู่ในกองหนังสือนั้น
สภาพหนังสือยังดูใหม่มาก ดูจากรอยพับแล้วเหมือนยังไม่เคยมีใครเปิดอ่านมาก่อน
ในศตวรรษที่ 21 เด็กๆ เริ่มเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษกันตั้งแต่ชั้นอนุบาล แต่ในยุค 80 แบบนี้ ทุกคนเพิ่งจะได้เริ่มเรียนกันตอนมัธยมต้น สมัยก่อนเสิ่นเหมียนเหมียนสอบวิชานี้ได้คะแนน 0 มาตลอด
ไม่ใช่แค่เธอคนเดียวที่ทำคะแนนได้แย่ นักเรียนทั้งห้องมีคนที่สอบผ่านแค่ 3 ถึง 4 คนเท่านั้น ขนาดครูสอนภาษาอังกฤษเองก็ยังมีระดับความรู้ไม่ได้ดีไปกว่านักเรียนเท่าใดนัก
เธอรู้ดีถึงความสำคัญของการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ จึงเปิดหนังสือออกดู เนื้อหาในนั้นค่อนข้างกระจัดกระจาย แต่เธอก็พอจะทำความเข้าใจประโยคง่ายๆ ได้บ้าง พูดไปแล้วเรื่องนี้คงต้องขอบคุณลูกชายและลูกสาวของโจวซืออวี่
ในตอนนั้นเด็ก 2 คนมักจะท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่ที่บ้าน ลูกสาวของโจวซืออวี่เรียนหนังสือไม่เก่ง แต่กลับทำคะแนนวิชาภาษาอังกฤษได้ดีมาก เด็กคนนั้นมักจะใช้ภาษาอังกฤษมาด่าทอเธออยู่บ่อยครั้ง จนทำให้คนที่ไม่มีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษอย่างเธอ ค่อยๆ ซึมซับและฟังคำศัพท์ง่ายๆ ออกไปโดยปริยาย
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ แววตาของเธอก็ฉายแววเย็นชา นิสัยใจคอของลูกสาวโจวซืออวี่แทบจะถอดแบบมาจากผู้เป็นแม่ ทั้งเห็นแก่ตัวและชอบความรักสวยรักงามเหมือนกันทุกประการ
ทางด้านโจวซืออวี่ที่นอนซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ เธอจึงจงใจพลิกตัวไปมาด้วยท่าทางกระแทกกระทั้น แรงสั่นสะเทือนนั้นทำให้หนังสือภาษาอังกฤษที่วางอยู่บนตักของเสิ่นเหมียนเหมียนร่วงหล่นลงไปบนพื้น
เสิ่นเหมียนเหมียนได้สติกลับมา เธอขมวดคิ้วเข้าหากันพร้อมกับหันไปมองอีกฝ่าย โจวซืออวี่ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ
“ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ ใครใช้ให้เธอถือไม่แน่นเองล่ะ”
ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาต่อล้อต่อเถียงกับโจวซืออวี่ เสิ่นเหมียนเหมียนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความโกรธเอาไว้ เธอโน้มตัวลงไปข้างเตียงเพื่อหยิบหนังสือขึ้นมา ตอนที่หยิบหนังสือนั้นกระดาษแผ่นเล็กสีชมพูก็ร่วงหล่นลงมาจากด้านใน
เธอเก็บกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาเงียบๆ บนกระดาษมีตัวหนังสือขนาดเล็กเขียนด้วยปากกาหมึกซึม ลายมือดูสวยงามเป็นระเบียบ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลายมือของผู้หญิง
'เฝ้าตามหาเขาตระเวนทั่วร้อยพันองศา เหลียวหลังมองกลับไป คนผู้นั้นกลับยืนอยู่ตรงที่แสงไฟสลัว' ตรงมุมขวาล่างมีชื่อลงนามเอาไว้ เฉิงซีหนิง
เป็นชื่อที่ไพเราะมาก ดูจากชื่อก็รู้ทันทีว่าเป็นผู้หญิง
หรือว่านี่จะเป็นจดหมายรักที่คนอื่นเขียนให้พี่เฮ่อ
นี่เป็นหนังสือเรียนของชั้นมัธยมต้น นั่นหมายความว่ามีคนมอบจดหมายรักฉบับนี้ให้พี่เฮ่อตั้งแต่ตอนที่เขาเรียนอยู่มัธยมต้น ดูจากสถานการณ์แล้ว เขาคงไม่เคยสังเกตเห็นกระดาษแผ่นนี้เลยด้วยซ้ำ แล้วเธอควรจะนำกระดาษแผ่นนี้ไปคืนเขาดีหรือไม่
ผู้หญิงที่ชื่อเฉิงซีหนิงคนนั้น คงคาดไม่ถึงว่าพี่เฮ่อจะไม่เคยเห็นกระดาษแผ่นนี้เลย บางทีเธออาจจะกระวนกระวายใจอยู่หลายวันหลายคืนเพราะเรื่องจดหมายแผ่นนี้ก็เป็นได้
หลังจากคิดทบทวนไปมา เสิ่นเหมียนเหมียนก็ตัดสินใจว่า รอให้เจอพี่เฮ่อในครั้งหน้า เธอค่อยบอกเรื่องกระดาษแผ่นนี้ให้เขารับรู้
ส่วนเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ เธอคงไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เธอก็นำกระดาษแผ่นนั้นสอดกลับเข้าไปในหนังสือภาษาอังกฤษตามเดิม จากนั้นก็เก็บใส่กระเป๋านักเรียน เพื่อที่ว่าเวลาบังเอิญเจอพี่เฮ่อในครั้งหน้า เธอจะได้หยิบส่งคืนให้เขาได้สะดวก
หลังจากเก็บของเสร็จเรียบร้อย เธอเพิ่งจะล้มตัวลงนอน ฝ่าเท้าที่มีกลิ่นเหม็นอับของโจวซืออวี่ก็ยื่นมาพาดตรงหน้าอกของเธอ โจวซืออวี่ในตอนนี้ยังไม่ค่อยรักความสะอาด อีกทั้งยังขี้เกียจเป็นอย่างมาก เวลาเข้านอนตอนกลางคืนก็ไม่ยอมล้างเท้า กลิ่นเหม็นของเท้านั้นไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทนรับได้เลย
ฐานะทางบ้านของพวกเธอไม่ค่อยดีนัก จึงไม่มีเงินซื้อผ้าห่มมาเพิ่มอีก 1 ผืน เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เธอจึงทำได้เพียงพลิกตัวหันหลังให้กับฝ่าเท้าของโจวซืออวี่ และพยายามอดทนกับเรื่องทั้งหมดนี้ต่อไป
[จบบท]