บทที่ 178: ข้อเสนอของเหลยอี้
เหลยอี้ขยับตัวเล็กน้อย เขาใช้เวลาคิดไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ “ฉันยังไม่ได้บอกเธอเหรอครับ คะแนนสะสมของฉันมันพุ่งทะยานไปถึงระดับที่ไม่มีขีดจำกัดตั้งนานแล้ว อีกอย่างฉันก็ไม่ใช่พวกขี้เหนียวชอบเฝ้าสมบัติ การหาคะแนนมาตั้งมากมายแล้วไม่ยอมใช้จ่ายออกไปเลยไม่ใช่รูปแบบการใช้ชีวิตของฉันหรอก การพยายามหาคะแนนสะสมมาก็เพื่อทำให้ตัวเองสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายต่างหาก”
“อา” เซี่ยจิ้งเยียนเบิกตากว้างเล็กน้อย เธอจ้องมองใบหน้าของเหลยอี้ด้วยความไม่เข้าใจ
เหลยอี้เห็นดังนั้นจึงอธิบายเพิ่มเติม “หมายความว่าสถานการณ์ตอนนี้มันคล้ายกับมีคนถือบัตรเครดิตแบล็คการ์ดแบบรูดได้ไม่จำกัด เป็นบัตรชนิดที่ไม่มีเพดานสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น”
ชายหนุ่มหยุดจังหวะการพูดไปชั่วคราว “ใครเป็นคนบอกเธอว่าโลกใบนี้ไม่มีภารกิจ ฉันจำได้ว่าเคยบอกเธอไปแล้วหูเฉินกลับชาติมาเกิดใหม่ เขาเป็นตัวเอกของนิยายเรื่องนี้”
“เพราะเหตุนี้เหรอคะ” เซี่ยจิ้งเยียนส่ายหน้าไปมา เธอไม่รู้ข้อมูลส่วนนี้จริงๆ ภายในเรื่องราวอันซับซ้อนนี้ยังมีภารกิจอะไรซ่อนอยู่อีก
“พวกเราเพียงแค่ต้องลงมือทำลายโครงเรื่องหลักของหูเฉินทิ้งไปก็พอแล้วครับ” เหลยอี้หัวเราะในลำคอ “พูดเรื่องโลกหลอมรวมอะไรกัน โลกของพวกเรามีกฎเกณฑ์ชัดเจน จะไปยอมให้โลกอื่นเข้ามาหลอมรวมเอาง่ายๆ ได้อย่างไร สติปัญญาของโลกนิยายใบนั้นช่างไร้เดียงสา คิดเอาเองว่าการใช้กฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ของมัน โลกใบนี้ก็จะถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ไม่ยอมคิดทบทวนดูบ้างนิยายก็คือนิยาย นิยายกับโลกความเป็นจริงย่อมมีบางจุดขัดแย้งกัน เมื่อมีความขัดแย้งก็จำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไข ตัวฉันมีแผนการจะจัดการแก้ไขเรื่องนี้ให้ถูกต้อง หลังจากนั้นก็สามารถเดาผลลัพธ์ออกมาได้เลย การที่หูเฉินมีความปรารถนาจะกลับไปเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกอะไรนั่นอีกครั้งถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน”
เซี่ยจิ้งเยียนตั้งใจฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบ เธอเริ่มมีความเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น “นั่นหมายความว่า ความจริงแล้วการที่โลกนิยายพยายามหลอมรวมกับโลกของเราเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องสินะคะ”
เหลยอี้ตอบรับเสียงเบา “อืม ทั่วทั้งจักรวาลอันกว้างใหญ่ โลกมีจำนวนนับหมื่นพัน เพียงแค่โลกใบเล็กก็มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ยิ่งไปกว่านั้นโลกนับหมื่นพันจะดับสูญและก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่ล้วนแต่มีตัวเลขกำหนดเอาไว้ตายตัว โลกนิยายเป็นเพียงแค่หนึ่งในโลกใบเล็กจำนวนนับไม่ถ้วนเหล่านั้น ไม่นับเป็นเรื่องสำคัญอะไรเลย การดับสูญของโลกใบเล็กประเภทนี้ก็เปรียบเสมือนกระแสน้ำขึ้นน้ำลงที่แสนจะธรรมดา เป็นเพียงแค่สติปัญญาเพียงน้อยนิดนั้นมองสถานการณ์ไม่ทะลุปรุโปร่ง เพราะเหตุนี้ตอนจบในเรื่องราวนิยายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงก็เป็นเรื่องที่ปกติอย่างมาก”
ดวงตาของเซี่ยจิ้งเยียนทอประกายความสับสน เธอมีท่าทีคล้ายจะเข้าใจและคล้ายจะไม่เข้าใจ เหลยอี้จึงอธิบายสืบเนื่องต่อไป “เธอเพียงแค่ลองคิดตามดู หากโลกนิยายมีกฎเกณฑ์ตายตัวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผลงานที่ดัดแปลงต่อยอดออกมามากมายขนาดนั้นจะปรากฏขึ้นมาได้อย่างไรกัน”
เซี่ยจิ้งเยียนรับฟังคำเปรียบเทียบประโยคนี้ก็พยักหน้าด้วยความเข้าใจกระจ่างแจ้ง “เพราะเหตุนี้โลกนิยายเกิดการพังทลายจึงเป็นเรื่องปกติสินะคะ”
“ใช่ครับ เป็นเพียงแค่กฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ของสติปัญญาเพียงน้อยนิดนั้น สำหรับผู้ฝึกตนบางคนแล้วถือเป็นการตักเตือนที่ดีอย่างมาก เพราะเหตุนี้ทางฝั่งเบื้องบนจึงเลือกจะลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านการหลอมรวมของโลกใบนี้ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็โยนภารกิจนี้มาให้ฉันดูแลก็เป็นเพราะสาเหตุนี้เช่นเดียวกัน”
ชายหนุ่มอธิบายมาถึงจุดนี้ก็คล้ายกับนึกเรื่องราวสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ “อ้อ จริงสิ ภารกิจนี้ก็ต้องการความร่วมมือของเธอเช่นเดียวกัน”
“ฉันไปมีความเกี่ยวข้องอะไรกับภารกิจด้วยคะ ฉันก็ไม่ได้เป็นพนักงานของแผนกทะลุมิติของพวกนายเสียหน่อย” เซี่ยจิ้งเยียนขมวดคิ้ว เธอมีความไม่เข้าใจ
“ถ้าเธอทำสำเร็จ เธอก็จะสามารถได้รับแก่นเซียนหนึ่งชิ้นและเส้นสายแร่คริสตัลเซียนระดับสูงสุดสามเส้น ของรางวัลเหล่านี้ล้วนแต่เป็นทรัพยากรชั้นดีสำหรับการฝึกตน” เหลยอี้เลือกที่จะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด เรื่องราวที่สมควรพูดเขาก็ต้องพูดออกมา
“รางวัลใหญ่โตขนาดนี้ คงไม่ใช่ภารกิจที่มีความยากลำบากหรอกนะคะ ฉันทำไม่สำเร็จหรอก” เซี่ยจิ้งเยียนรีบออกตัว เธอแสดงท่าทีตนเองไม่ใช่ประเภทคนที่จะสามารถตะลุยทำภารกิจสุดหินให้สำเร็จลุล่วงได้
เซี่ยจิ้งเยียนมีความเข้าใจขีดความสามารถของตนเองอย่างชัดเจน
เหลยอี้มองเห็นปฏิกิริยาต่อต้านจึงรีบอธิบาย “ฉันย่อมรู้ดีเธอเป็นคนแบบไหน ความจริงแล้วภารกิจนี้สำหรับเธอถือว่ามีความง่ายดายอย่างมาก ก็คือการใช้ชีวิตเป็นตัวของตัวเอง อย่าได้เผลอกลายเป็นตัวประกอบที่ถูกสังเวยก็พอ”
มุมปากของเหลยอี้ยกสูงขึ้น “จะว่าไปแล้ว บทบาทที่เบื้องบนจัดเตรียมเอาไว้ให้เธอก็เป็นตัวประกอบที่ถูกสังเวยจริงๆ” น้ำเสียงของชายหนุ่มมีความหยอกล้อเพิ่มมากขึ้น
“ถุยถุย คำพูดเด็กน้อยไม่มีความผิด คำพูดเด็กน้อยไม่มีความผิด” เซี่ยจิ้งเยียนทำหน้าทะเล้น “คนเก่งกาจแบบฉันจะเป็นตัวประกอบที่ถูกสังเวยไปได้อย่างไรคะ”
“นั่นสิ คนเก่งแบบเธอจะเป็นตัวประกอบที่ถูกสังเวยไปได้อย่างไร” เหลยอี้ส่งเสียงหัวเราะออกมา “ฉันรู้ข้อมูลก็แค่บอกให้เธอรับทราบ เพราะเหตุนี้เธอเป็นคนตัดสินใจเอง ภารกิจนี้จะทำหรือไม่ทำ”
“มีแก่นเซียน มีเส้นสายแร่ อีกอย่าง ทำไม่สำเร็จก็ยังมีนายคอยช่วยไม่ใช่หรือไงคะ ทำสิ” เซี่ยจิ้งเยียนพยักหน้ารับคำด้วยความเด็ดขาด
เหลยอี้หัวเราะเสียงเบา “เธอจ้องจะกินแรงฉันเสียจริง” แต่คำพูดประโยคนี้ของเซี่ยจิ้งเยียนปฏิเสธไม่ได้เลยมันทำให้เขารับฟังแล้วรู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างมาก
“อะไรนะคะ” เซี่ยจิ้งเยียนได้ยินประโยคบ่นพึมพำของเหลยอี้ไม่ชัดเจน
“ไม่มีอะไรครับ เธอไปเก็บสมุนไพรของเธอต่อไปเถอะ อย่างไรเสียฉันก็มอบข้อมูลสำคัญส่วนนี้ให้เธอไปแล้ว ภายในใจของเธอมีความระมัดระวังเตรียมตัวไว้ก็ดี หูเฉินในเมื่อกลับชาติมาเกิดใหม่ เขามีความเป็นไปได้อย่างมากจะมาวางแผนการร้ายกับเธอ” เหลยอี้พูดเตือนสติ
“ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก ฉันก็ไม่ได้เป็นเด็กอายุแปดขวบจริงๆ เสียหน่อย” เซี่ยจิ้งเยียนไม่ได้นำบุคคลอย่างหูเฉินมาใส่เอาไว้ในสายตา
สำหรับเรื่องราวของตัวประกอบที่ถูกสังเวยหรือตัวร้ายอะไรพวกนั้น เซี่ยจิ้งเยียนโยนเรื่องน่าปวดหัวเหล่านี้ทิ้งเอาไว้ด้านหลังศีรษะตั้งนานแล้ว
เซี่ยจิ้งเยียนให้ความสนใจเพียงแค่แหวนมิติของตนเองเท่านั้น “เพราะเหตุนี้การที่นายลงมือทำภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงนายก็ยังมีคะแนนสะสมเป็นของตอบแทนสินะคะ”
“ใช่แล้วครับ คะแนนสะสมรอบนี้ก็มีจำนวนไม่น้อยเลย เพราะเหตุนี้การเอาคะแนนสะสมมาใช้จ่ายสักหน่อยเธอไม่ต้องกังวล หากรู้สึกภายในใจมีความรู้สึกผิดจริงๆ ก็ถือเสียว่าเป็นการเบิกจ่ายยืมเงินล่วงหน้า ภายภาคหน้าเธอได้รับคะแนนสะสมเป็นของตัวเองก็ค่อยนำคะแนนสะสมมาคืนฉันก็พอ” เหลยอี้พูดอธิบายอย่างตรงไปตรงมา
เพียงแต่ภายในคำพูดประโยคนี้กลับเต็มไปด้วยลูกไม้ลวดลาย ภายภาคหน้าหากหญิงสาวต้องการคะแนนสะสมก็ต้องทำภารกิจ เมื่อต้องทำภารกิจเธอก็ต้องอยู่ทำงานด้วยกันกับเหลยอี้ เพราะเหตุนี้เบื้องบนกำหนดเอาไว้แล้วพวกเขาสองคนต้องผูกมัดเข้าด้วยกัน น่าเสียดายความหมายแอบแฝงนี้เซี่ยจิ้งเยียนกลับไม่ทันสังเกตเห็น
เซี่ยจิ้งเยียนเพียงแค่ใช้ความคิดใคร่ครวญชั่วครู่ เธอมีความปรารถนาต่อแหวนมิติอย่างแท้จริง อย่างไรเสียภายภาคหน้าหากต้องเดินทางออกจากบ้านไปไกล ลำพังเพียงแค่ตะกร้าสะพายหลังของตนเองใบนี้ย่อมไม่เพียงพอต่อการใช้งาน แต่เธอมีความต้องการจะใช้คะแนนสะสมของเหลยอี้จริงๆ หรือ
เซี่ยจิ้งเยียนในเวลานี้รู้สึกตนเองมีความดัดจริตเล็กน้อย เห็นอยู่ชัดเจนบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือสามีในชาติก่อนของตนเอง อีกทั้งเขายังได้กลับชาติมาเกิดใหม่เหมือนกันกับตนเอง อีกฝ่ายก็ประกาศจุดยืนชัดเจนตนเองคือภรรยาในอนาคตของเขาในชาตินี้ แต่เธอกลับยังคงไม่กล้าเปิดปากพูดออกไปตามอำเภอใจว่ามีความต้องการคะแนนสะสม
เซี่ยจิ้งเยียนยกมือขึ้นมาหยิกแก้มของตนเองเบาๆ เธอรู้สึกตนเองคล้ายจะมีความเสแสร้งมากเกินไปแล้ว
“ไม่มีเรื่องอะไรไปบีบแก้มตัวเองทำไมครับ” เหลยอี้มองดูการกระทำแปลกประหลาดของเซี่ยจิ้งเยียนกลับรู้สึกพูดไม่ออก
เซี่ยจิ้งเยียนทำปากยื่น “ฉันเพียงแค่คิดไม่ตกค่ะ”
“คิดเรื่องอะไรไม่ตกครับ” เหลยอี้เกิดความสงสัย
เหลยอี้ถึงแม้จะเป็นบุคคลระดับผู้ยิ่งใหญ่ทรงพลัง แต่สำหรับความคิดจิตใจอันซับซ้อนของเด็กผู้หญิงเขากลับยังคงไม่มีความเข้าใจมากนัก ถึงแม้เขาจะทุ่มเททำการวางแผนการรอบด้านเพื่อเซี่ยจิ้งเยียนเอาไว้หมดแล้ว แต่บางเรื่องราวก็ยังคงเป็นปริศนา ยกตัวอย่างเช่นในเวลานี้ ท้ายที่สุดแล้วเซี่ยจิ้งเยียนกำลังคิดอะไรอยู่ เขาก็ยังคงมืดแปดด้าน
เซี่ยจิ้งเยียนมองดูเหลยอี้หนึ่งแวบ หลังจากนั้นจึงค่อยๆ เปิดปากพูดอธิบาย “ฉันเพียงแค่รู้สึกตนเองมีความดัดจริตเล็กน้อย เรื่องที่ฉันคิดไม่ตกก็คือ เพราะเหตุใดตนเองถึงได้มีความคิดดัดจริตแบบนี้ขึ้นมาได้”
“หา” เหลยอี้ส่งสัญญาณให้เซี่ยจิ้งเยียนพูดต่อไป คล้ายกับว่าคนบนโลกใบนี้ที่กล้าพูดวิจารณ์ว่าตนเองมีความดัดจริตก็มีเพียงแค่เซี่ยจิ้งเยียนคนเดียว
เซี่ยจิ้งเยียนระบายความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา “ความจริงฉันชอบแหวนมิติมาก ต้องรู้เอาไว้นั่นคือแหวนมิตินะคะ ใครบ้างไม่อยากนอนหลับฝันได้ครอบครอง เดิมทีฉันคิดว่านั่นเป็นเพียงแค่สิ่งของวิเศษที่มีตัวตนอยู่ภายในหนังสือนิยายเท่านั้น ปัจจุบันเมื่อรู้ว่าสามารถครอบครองได้ ฉันย่อมมีความตื่นเต้นดีใจอย่างเป็นธรรมชาติ แต่พอต้องมาใช้คะแนนสะสมของนาย ฉันกลับรู้สึกไม่สบายใจ ความจริงฉันรู้ดีการใช้คะแนนสะสมของนาย นายไม่ได้เก็บมาใส่ใจ แต่ฉันรับรู้ชัดเจนว่าตนเองมีความต้องการจะใช้คะแนน กลับรู้สึกการทำแบบนี้ไม่ค่อยดี รู้สึกตนเองมีความเสแสร้งเล็กน้อย อย่างไรก็ดูมีความดัดจริตเล็กน้อยค่ะ”
“เธอก็ไม่ได้เพิ่งจะมาดัดจริตวันสองวันเสียหน่อยครับ” เหลยอี้รับฟังคำพูดของเซี่ยจิ้งเยียนกลับรู้สึกตลกขบขัน ที่แท้ทำท่าทางวุ่นวายมาตั้งนานก็มีเรื่องราวเพียงแค่นี้เอง
“อะไรที่เรียกว่าฉันไม่ได้เพิ่งจะมาดัดจริตวันสองวันคะ ฉันดัดจริตน้อยมากตกลงไหม” เซี่ยจิ้งเยียนแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อคำพูดปรักปรำของเหลยอี้
“เธอก็ไม่ต้องคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้วุ่นวายปวดหัวหรอกครับ เธอเพียงแค่โฟกัสถึงเรื่องราวเรื่องเดียว เธอมีความต้องการแหวนมิติวงนี้หรือไม่” เหลยอี้จี้เข้าสู่ประเด็นหลักโดยตรง
“ย่อมต้องการอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ” เซี่ยจิ้งเยียนพยักหน้าตอบกลับอย่างจริงจัง
[จบบท]