บทที่ 42: แผนการลับซ่อนเงินแต๊ะเอีย
เมื่อสองพ่อลูกเดินทางกลับมาถึงบ้าน หลัวจินเหลียนและเซี่ยหรูเยียนก็กลับมาถึงก่อนแล้ว เซี่ยหรูเยียนกำลังยืนเตะลูกขนไก่อย่างอารมณ์ดีอยู่บริเวณลานบ้าน พอสายตาเหลือบไปเห็นเซี่ยฟู่กุ้ยและเซี่ยจิ้งเยียนเดินเข้ามา เธอก็แสดงอาการดีใจพร้อมกับร้องทักทายเสียงใส
“พ่อ เอ้อร์หนิว กลับมากันแล้วเหรอคะ”
หลัวจินเหลียนเดินออกมาต้อนรับ ทันทีที่มองเห็นเซี่ยฟู่กุ้ยแบกฟ่อนอ้อยขนาดใหญ่เอาไว้บนหลัง เธอจึงรีบเดินเข้าไปช่วยประคองและนำอ้อยไปจัดวางในที่ร่มให้เป็นระเบียบ
“ไปทำยังไงถึงได้แบกอ้อยมาเป็นฟ่อนใหญ่ขนาดนี้คะเนี่ย”
“ก็ลูกสาวตัวดีของคุณน่ะสิ ไปบอกที่บ้านคุณลุงว่าอยากกินอ้อย คุณลุงเลยจัดแจงมัดให้ผมแบกกลับมานี่แหละ โชคดีที่ผมมีแรงแบกไหวแค่ฟ่อนเดียว ถ้าผมมีแรงแบกได้มากกว่านี้ คุณลุงคงบังคับให้ผมแบกกลับมาเพิ่มอีกแน่เลย” เซี่ยฟู่กุ้ยอธิบายพร้อมกับแสดงสีหน้าจนใจกับความเอ็นดูที่ญาติผู้ใหญ่มีให้หลาน
หลัวจินเหลียนฟังจบก็ส่งยิ้มแย้มออกมา
“แล้วคุณลุงกับคุณป้าสะใภ้สบายดีไหมคะ”
“สบายดี ร่างกายแข็งแรงกระฉับกระเฉงกันดีเลยล่ะ ผมถือโอกาสนัดหมายกับพวกท่านเอาไว้แล้วด้วย ตอนเที่ยงของวันที่สี่พวกท่านจะแวะมาทานข้าวที่บ้านเรา ส่วนคืนวันที่สี่พวกเราจะไปรวมตัวกันที่บ้านแม่ ถึงตอนนั้นคุณลุงกับคุณป้าสะใภ้ก็จะค้างคืนที่บ้านแม่หนึ่งคืน พอถึงช่วงเที่ยงของวันที่ห้าก็จะย้ายไปบ้านของเฉินเจิ้น รอให้ทานข้าวมื้อเที่ยงของวันที่ห้าเสร็จสรรพ พวกท่านถึงจะเดินทางกลับ”
เซี่ยฟู่กุ้ยแจกแจงรายละเอียดและกำหนดการล่าสุดให้หลัวจินเหลียนฟังอย่างครบถ้วน
หลัวจินเหลียนฟังกำหนดการแล้วก็แสดงความคิดเห็นออกมา
“ปัญหาหลักคือบ้านของเรายังมีขนาดเล็กเกินไป ถ้าหากบ้านเรามีพื้นที่กว้างขวางกว่านี้ ก็คงเชิญให้คุณลุงกับคุณป้าสะใภ้พักค้างคืนที่บ้านเราได้เลย ไม่ต้องเดินทางไปมาให้เหนื่อย”
“ช่วงต้นปีเราก็เพิ่งลงทุนสร้างบ้านไป ปีหน้าถ้าหากพวกท่านเดินทางมาเยี่ยมเยียนอีก ถึงตอนนั้นเราก็คงมีห้องหับพร้อมให้พวกท่านพักค้างคืนที่บ้านเราได้แล้วล่ะ” เซี่ยฟู่กุ้ยตอบกลับเพื่อคลายความกังวลของภรรยา
“อืม เป็นแบบนั้นก็ดีค่ะ” หลัวจินเหลียนพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
ในขณะที่ผู้ใหญ่กำลังพูดคุยกัน ทางด้านเซี่ยหรูเยียนก็แอบดึงแขนเซี่ยจิ้งเยียนให้เดินไปหลบมุมอยู่ด้านข้างเพื่อคุยธุระส่วนตัว
“เอ้อร์หนิว จิ้วกงกงให้เงินแต๊ะเอียเธอมาเท่าไหร่เหรอ”
“หนูยังไม่ได้นับเลย ยังไม่ได้เปิดซองแดงดูด้วยซ้ำไปค่ะ” เซี่ยจิ้งเยียนมองเซี่ยหรูเยียนแวบหนึ่ง ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อหยิบซองแดงออกมาเปิดดู ด้านในมีธนบัตรใบละห้าหยวนบรรจุอยู่
ต้องยอมรับความจริงเลยว่า ซองแดงที่ฉีหู่มอบให้หลานนั้นมีมูลค่ามากที่สุดมาโดยตลอด เป็นแบบนี้มาทุกปี แม้กระทั่งคุณปู่เซี่ยกับคุณย่าเซี่ยเองก็ยังให้เงินแต๊ะเอียหลานในซองแดงแค่ห้าเหมาเท่านั้น
“ห้าหยวนเลยเหรอ เยอะขนาดนี้เชียว” เซี่ยหรูเยียนเบิกตากว้างพร้อมกับแสดงใบหน้าอิจฉาออกมา
“จิ้วกงกงจะเดินทางมาหาเราในวันที่สี่ ถึงตอนนั้นท่านต้องเตรียมเงินแต๊ะเอียมาให้พี่แน่นอน พี่เองก็ต้องได้ห้าหยวนเหมือนกันนั่นแหละค่ะ” เซี่ยจิ้งเยียนวิเคราะห์นิสัยของญาติผู้ใหญ่ เธอไม่เชื่อว่าฉีหู่จะมีนิสัยลำเอียง
ความเป็นจริงแล้ว ตอนที่อยู่บ้านฉีหู่ เขาต้องการให้เซี่ยฟู่กุ้ยนำเงินแต๊ะเอียในส่วนของเซี่ยหรูเยียนกลับมาให้ด้วย แต่เซี่ยฟู่กุ้ยอ้างเหตุผลปฏิเสธออกไปว่า ตัวเด็กยังไม่ได้มาอวยพรปีใหม่ด้วยตัวเองเลย จะให้รับเงินไปก่อนได้อย่างไร ฉีหู่รับฟังเหตุผลจึงบอกความจำนงค์ออกไปว่า รอให้ถึงวันที่สี่เขาจะนำเงินแต๊ะเอียมามอบให้เซี่ยหรูเยียนด้วยตัวเอง
เซี่ยหรูเยียนรับฟังแล้วก็ไม่มีท่าทีอิจฉาน้องสาวอีกต่อไป เธอพยักหน้ารับอย่างคาดหวัง
“ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
บทสนทนาของสองพี่น้องไม่พ้นหูของหลัวจินเหลียน เธอจึงเดินเข้ามาแทรก
“รอให้พ้นเทศกาลหยวนเซียวไปก่อนเถอะ พวกเธอสองคนต้องเอาเงินแต๊ะเอียพวกนี้มาให้ฉัน ฉันจะช่วยเก็บซ่อนไว้ให้พวกเธอเอง” หลัวจินเหลียนเสนอตัวรับฝากเงินเหมือนเช่นทุกปี
“หนูไม่เอาด้วยหรอกค่ะ” เซี่ยจิ้งเยียนยังไม่ทันได้อ้าปาก เซี่ยหรูเยียนก็ชิงปฏิเสธเสียงแข็งออกมาก่อน “แม่คะ แม่พูดประโยคนี้มาทุกปี แต่แม่เคยเอาเงินก้อนนั้นมาคืนให้พวกเราตอนไหนกัน แม่บอกแค่ว่ารอให้พวกเราโตก่อนแล้วค่อยนำเงินมาให้ ตอนนี้ฉันก็อายุสิบสามปีแล้วนะคะ แต่ทุกครั้งที่ฉันเอ่ยปากขอเงินแม่ แม่ก็ไม่เคยยอมให้ฉันเลยสักครั้งเดียว”
“เด็กตัวแค่นี้อย่างพวกเธอมีความจำเป็นต้องเอาเงินไปใช้จ่ายที่ไหนกัน อีกอย่าง อายุสิบสามปีนี่เรียกว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วหรือไง” หลัวจินเหลียนมองดูท่าทีต่อต้านของเซี่ยหรูเยียนแล้วก็รู้สึกปวดหัว “ฉันล่ะไม่รู้เหมือนกันว่าเธอไปได้นิสัยแบบนี้มาจากใคร ทำไมถึงได้เห็นความสำคัญของเงินทองมากมายขนาดนี้”
“แม่คะ พวกเราไม่ได้ไปขโมยของใครหรือไปแย่งชิงใครมาเสียหน่อย การเห็นความสำคัญของเงินเป็นความชอบส่วนตัวที่หนูคิดว่าไม่ได้มีอะไรเสียหายเลยนะคะ” เซี่ยจิ้งเยียนยิ้มกริ่มพลางอธิบายไกล่เกลี่ยสถานการณ์ “เอาแบบนี้ดีไหมคะ พอถึงช่วงเทศกาลหยวนเซียว พวกเราจะเอาเงินซองแดงทั้งหมดที่รวบรวมได้มาให้แม่ดูเป็นหลักฐาน จากนั้นพวกเราจะนำไปหาที่ซ่อนกันเอาเอง ถ้าแม่สามารถค้นหาเจอ แม่ก็ริบเงินก้อนนั้นไปได้เลย แต่ถ้าแม่หาไม่เจอ เงินก้อนนี้ก็จะตกเป็นของพวกเรา และพวกเราจะเก็บรักษาเอาไว้เองค่ะ”
เซี่ยจิ้งเยียนมองเห็นหลัวจินเหลียนขมวดคิ้ว เธอเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ดีว่า หลัวจินเหลียนเพียงแค่เป็นห่วง กลัวพวกเธอจะนำเงินไปใช้จ่ายซื้อของแบบสุรุ่ยสุร่าย
“แน่นอนค่ะ ถ้าพวกเราเป็นฝ่ายชนะและได้สิทธิ์ในการเก็บซ่อนเงินเอาไว้เอง ในชีวิตประจำวันเวลาพวกเรานำเงินไปใช้ซื้อของ พวกเราจะทำบัญชีบันทึกรายรับรายจ่ายเอาไว้ด้วย พอเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง แม่ก็สามารถมาขอตรวจดูบัญชีได้ตลอดเวลา เพื่อดูว่าพวกเราใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายหรือเปล่า ถ้าพวกเราใช้เงินแบบไม่ระมัดระวัง ถึงตอนนั้นแม่ค่อยใช้อำนาจยึดเงินทั้งหมดกลับไปเก็บไว้ให้พวกเราก็ยังไม่สายนะคะ”
หลัวจินเหลียนลองคิดทบทวนตามข้อเสนอ วิธีการนี้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่ภายในบ้านก็มีอยู่แค่นี้ ในบ้านมีซอกหลืบหรือมุมอับตรงไหนบ้าง เธอในฐานะคนดูแลบ้านย่อมรู้ดีไปหมดทุกซอกทุกมุม หากถึงเวลาต้องออกตามหาเงินจริงๆ เธอไม่เชื่อหรอกว่าตัวเองจะหาไม่เจอ
“ตกลงตามนี้ รอให้พ้นเทศกาลหยวนเซียวไปก่อน ถึงตอนนั้นพวกเธอต้องมานับเงินต่อหน้าฉันให้ชัดเจน จากนั้นพวกเธอค่อยนำเงินไปซ่อน ถ้าฉันหาเจอ เงินพวกนั้นจะตกเป็นของฉันทั้งหมด”
“ไม่มีปัญหาค่ะ” เซี่ยจิ้งเยียนยิ้มรับข้อตกลง ก่อนจะหันไปถามความเห็นพี่สาว “พี่คิดว่ายังไงคะ ยอมรับข้อเสนอนี้ไหม”
“ไม่มีปัญหาแน่นอน” เซี่ยหรูเยียนกลอกตาไปมา คล้ายกับคิดหาวิธีจัดการเรื่องนี้เอาไว้ในใจแล้ว เธอจึงพยักหน้ารับด้วยความมั่นใจ
เซี่ยจิ้งเยียนมองดูท่าทีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของเซี่ยหรูเยียนแล้วก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้าง เธอมีลิ้นชักระบบคอยช่วยเหลือ แค่โยนเงินเข้าไปเก็บในลิ้นชักระบบก็จบเรื่องแล้ว แต่เซี่ยหรูเยียนไม่ได้มีระบบแบบนี้ เธอจึงนึกภาพไม่ออกว่าเซี่ยหรูเยียนจะนำเงินไปซ่อนไว้ที่ไหนให้รอดพ้นสายตาของหลัวจินเหลียน
เรื่องนี้ต้องยอมรับเลยว่า เซี่ยหรูเยียนเป็นคนที่มีสมองและความคิดฉลาดหลักแหลมมาก หากระบบไม่เป็นคนคอยรายงานความเคลื่อนไหว เซี่ยจิ้งเยียนก็คงไม่มีทางรู้เลยว่า เซี่ยหรูเยียนแอบจัดการเจาะรูตรงกลางหนังสือเรียนเล่มเก่าที่เรียนจบและไม่ได้อ่านแล้ว จากนั้นก็นำธนบัตรไปยัดซ่อนไว้ด้านใน ก่อนจะนำหนังสือเล่มนั้นไปวางซ้อนทับรวมกับหนังสือเล่มอื่นไว้บนโต๊ะหนังสือด้านข้างเพื่อพรางตา
การกระทำนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับผู้เยี่ยมยุทธ์ที่ใช้วิธีเร้นกายซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางฝูงชนในตลาด
หากเสี่ยวเอไม่เป็นคนคอยทำหน้าที่รายงาน เซี่ยจิ้งเยียนก็คงไม่มีทางรู้เหมือนกันว่า ท่ามกลางกองหนังสือมากมายบนโต๊ะนั้น จะมีเงินที่เซี่ยหรูเยียนแอบซ่อนเอาไว้
ต้องยอมรับเลยว่า พรสวรรค์ในการเก็บซ่อนเงินของเซี่ยหรูเยียนนั้นสามารถเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง
เซี่ยฟู่กุ้ยยืนมองดูท่าทางของหลัวจินเหลียนและลูกสาวทั้งสองคนที่กำลังจับมือท้าพนันกัน เขาส่งยิ้มบางๆ ออกมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด เขากลับมีความรู้สึกสังหรณ์ใจว่า การเดิมพันในครั้งนี้หลัวจินเหลียนอาจจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
หากผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบนั้นจริง ย่อมแสดงให้เห็นว่าลูกสาวทั้งสองคนมีความคิดความอ่านที่ฉลาดมากกว่าผู้เป็นพ่อแม่ คนรุ่นใหม่ย่อมต้องเก่งกาจและพัฒนาเหนือกว่าคนรุ่นเก่า นี่คือสิ่งที่คนเป็นพ่ออย่างเขาปรารถนาอยากจะมองเห็น
เมื่อถึงเช้าวันที่สาม ครอบครัวของพวกเขาเดินทางไปทานข้าวเพื่ออวยพรปีใหม่ที่บ้านของคุณปู่เซี่ย
วันนี้คุณปู่เซี่ยมีอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษ สาเหตุหลักเป็นเพราะลูกสาวทั้งสองคนต่างพาลูกเขยกลับมาทานข้าวร่วมโต๊ะที่บ้าน เขาในฐานะผู้นำครอบครัวจึงมีความสุขตามธรรมชาติ
เซี่ยจิ้งเยียนลอบมองสังเกตการณ์บรรยากาศรอบตัวอย่างใจเย็น คุณปู่เซี่ยให้ความทะนุถนอมและเอ็นดูหลานสาวรวมถึงหลานชายฝั่งของลูกสาวทั้งสองคนเป็นอย่างมาก ส่วนตัวเธอและเซี่ยหรูเยียนนั้น คุณปู่เซี่ยไม่ได้มีความรู้สึกรังเกียจหรือชิงชัง แต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกชื่นชอบหรือโปรดปรานเช่นเดียวกัน
หากให้เลือกหลานสาวคนโปรด คุณปู่เซี่ยและคุณย่าเซี่ยจะมีความรักและชื่นชอบลูกสาวสองคนของเซี่ยเจียไฉมากกว่าใคร
“ปีนี้ครอบครัวของเราจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาอีก สายเลือดตระกูลเซี่ยเราเจริญรุ่งเรืองและเติบโตขึ้นในทุกรุ่น ฉันเห็นภาพแบบนี้แล้วก็มีความสุข” คุณปู่เซี่ยแสดงสีหน้ายินดีปรีดา
ทางด้านชีเหมยอิงผู้เป็นภรรยาของเซี่ยเจียไฉมีใบหน้าแดงระเรื่อ เธอเพิ่งจะตั้งครรภ์ลูกอีกคน
เซี่ยเจียไฉเองก็มีใบหน้าแดงเปล่งปลั่งด้วยความภาคภูมิใจ
“รอให้เหมยอิงคลอดลูกชายให้พ่อ ถึงตอนนั้นพ่อต้องช่วยสั่งสอนเขาให้ดีด้วยนะครับ”
“ขอแค่ได้เห็นแกว่ามีลูกชายสืบสกุล ฉันก็นอนตายตาหลับแล้ว” คำพูดนี้ของคุณปู่เซี่ยไม่ได้มีเจตนาเจาะจงหรือกระทบกระเทียบถึงใคร เป็นเพียงการสะท้อนแนวคิดดั้งเดิมของคนรุ่นเก่าเท่านั้น
แม้ว่าในสังคมปัจจุบันจะมีการรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศอย่างกว้างขวาง แต่ในกรอบความคิดของคนรุ่นเก่า การไม่มีลูกชายสืบสกุลก็มีค่าเท่ากับการไม่มีผู้สืบทอดสายเลือด
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะคะ ไม่แน่ว่าคุณอาสะใภ้รองอาจจะคลอดน้องสาวออกมาอีกคนก็ได้” เซี่ยหรูเยียนโพล่งขึ้นมากลางวงสนทนา
“ต้าหนิว อย่าพูดจาเหลวไหล” หลัวจินเหลียนรีบส่งเสียงดุลูกสาวทันควัน
เซี่ยหรูเยียนเบ้ปากเล็กน้อยและเลือกที่จะเงียบ ไม่พูดอะไรออกมาอีก
เมื่อได้ยินแบบนั้น ชีเหมยอิงก็มีสีหน้าไม่ค่อยพอใจ
“ฉันไปเชิญคนมาช่วยคำนวณดูตั้งนานแล้ว ท้องนี้มีโอกาสได้ลูกชายสูงมาก”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอแสดงความยินดีกับน้องรองล่วงหน้า ขอให้สมปรารถนา ได้ลูกชายอย่างที่ตั้งใจไว้นะ” เซี่ยฟู่กุ้ยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สะดวกจะพูดอะไรออกไป เขาทำได้เพียงหัวเราะผสมโรงและกล่าวอวยพรเพื่อช่วยกลบเกลื่อนปัญหาที่ลูกสาวของตนก่อขึ้น
คุณปู่เซี่ยมีสีหน้าไม่ค่อยดีนักขณะปรายตามองดูเซี่ยหรูเยียน
“ลูกสาวคนนี้โตแล้ว พวกแกควรจะอบรมสั่งสอนกฎระเบียบให้ดี เวลาออกไปข้างนอกจะได้ไม่ไปพูดจาล่วงเกินคนอื่นเขา”
หลัวจินเหลียนรู้ดีว่าคำพูดของเซี่ยหรูเยียนนั้นไม่เหมาะสม แต่ลูกของตัวเองย่อมรักและเอ็นดู แม้ว่าลูกจะทำผิดพลาดประการใด เธอจะพากลับไปอบรมสั่งสอนที่บ้านด้วยตัวเองเท่านั้น
ตอนนี้เมื่อได้ยินคุณปู่เซี่ยพูดตำหนิออกมาแบบนี้ ความจริงในใจของเธอรู้สึกไม่ชอบใจเป็นอย่างมาก แต่ทำได้เพียงปั้นหน้าส่งยิ้มรับคำ
“พ่อพูดถูกแล้วค่ะ เดี๋ยวฉันจะพาต้าหนิวกลับไปอบรมสั่งสอนให้ดีเองค่ะ”
[จบบท]