บทที่ 50: เปิดโลกตัวอักษรภาษาอังกฤษ
เซี่ยจิ้งเยียนลอบถอนหายใจเงียบๆ ครูโจวคนนี้ชอบทำเรื่องให้ตัวเองถูกนักเรียนคนอื่นเกลียดชังอยู่เป็นประจำ เธอสังเกตเห็นชัดเจน เซี่ยเหมิงเหมิงไม่มีความเต็มใจอยากย้ายออกจากโต๊ะเรียนแถวแรกสุด ด้วยเหตุผลนี้ครูโจวถึงเลือกตัดสินใจเปิดปากพูดสั่งการออกมาตามตรง
ความจริงตัวเซี่ยจิ้งเยียนเองไม่ชอบนั่งโต๊ะแถวแรกสุดของห้องเรียน สาเหตุสำคัญคือการนั่งแถวแรกนักเรียนจะต้องสูดดมฝุ่นชอล์กปริมาณมหาศาลเข้าปอด ครูในยุคสมัยปัจจุบันเวลาสอนหนังสือ พวกเขาล้วนใช้ชอล์กสีขาวเขียนบรรยายเนื้อหาลงบนกระดานดำ โลกยุคนี้ไม่มีโปรแกรมการเรียนการสอนสมัยใหม่ ไม่มีกระดานไวท์บอร์ดผิวเรียบ ไม่มีปากกาไวท์บอร์ดไร้ฝุ่น อุปกรณ์เพียงอย่างเดียวที่มีให้ใช้งานมีเพียงแค่แท่งชอล์กเท่านั้น
เวลาครูใช้ชอล์กเขียนเนื้อหา ฝุ่นละอองอาจจะยังไม่ฟุ้งกระจายสู่อากาศมากนัก แต่เวลาใช้แปรงลบกระดานดำลบข้อความทิ้ง ฝุ่นชอล์กสีขาวจะคลุ้งไปทั่วบริเวณ นักเรียนที่นั่งอยู่แถวแรกสุดต้องรับฝุ่นชอล์กเข้าหน้าไปเต็มกอด
เด็กนักเรียนบางคนไม่ได้คิดคำนึงถึงเรื่องสุขภาพ พวกเขามองการนั่งโต๊ะแถวแรกสุดช่วยให้มองเห็นตัวหนังสือบนกระดานดำชัดเจน การนั่งแถวแรกยังเป็นตำแหน่งที่ช่วยให้ครูประจำวิชาจดจำตัวเองได้ง่าย เซี่ยเหมิงเหมิงคือหนึ่งในกลุ่มนักเรียนที่มีความคิดแบบนี้ เธอไม่อยากสละที่นั่ง เธอทำเรื่องนี้เพื่อต้องการให้ครูจดจำเธอได้แม่นยำ
“เธอตัวไม่สูง เกิดมองไม่เห็นตัวหนังสือบนกระดานดำจะทำอย่างไร” ครูโจวขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาแสดงความเป็นห่วงเซี่ยจิ้งเยียนจากใจจริง
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูมองเห็นกระดานชัดเจน สายตาของหนูดีมาก” เซี่ยจิ้งเยียนยกมือขึ้นโบกปฏิเสธความหวังดี “อีกอย่าง การนั่งแถวแรกสุดกับโต๊ะแถวที่สามไม่มีความแตกต่างกัน หนูมองเห็นตัวหนังสือบนกระดานดำชัดเจนจริงๆ ค่ะ”
“ครูครับ ให้เซี่ยจิ้งเยียนย้ายมานั่งกับผมเถอะครับ” หวังเส้าหัวยกมือขึ้นเสนอตัว
หวังเส้าหัวนั่งอยู่ตรงโต๊ะแถวที่สามพอดี เขาหันไปคุยกับเพื่อนนักเรียนหญิงข้างกาย “หวังเหมยฮวา เธอย้ายไปนั่งโต๊ะตรงนั้น ให้เซี่ยจิ้งเยียนมานั่งข้างฉัน”
ครูโจวทำท่าครุ่นคิดประเมินสถานการณ์เล็กน้อย ท้ายที่สุดเขายอมตกลงตามคำขอ “แบบนี้ก็ดี หวังเส้าหัวเป็นเด็กตั้งใจเรียน เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการของห้องพวกเรา เธอไปนั่งเรียนกับเขาก็ดี เวลาเรียนวิชาไหนมีเนื้อหาไม่เข้าใจ เธอสามารถสอบถามเขาได้ตลอดเวลา”
ครูโจวหันไปสั่งการนักเรียนหญิงต่อ “หวังเหมยฮวา เธอย้ายไปนั่งโต๊ะข้างเถียนเอินเจี๋ย”
หวังเหมยฮวาไม่ได้กล่าวปฏิเสธคำสั่งครู เธอเก็บสมุดหนังสือของตัวเองรวมกัน จากนั้นเธอย้ายไปนั่งโต๊ะข้างเถียนเอินเจี๋ย
เซี่ยจิ้งเยียนย้ายอุปกรณ์การเรียนไปนั่งข้างหวังเส้าหัว พวกเขาเริ่มต้นชีวิตการเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะเรียนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
วันนี้ เซี่ยจิ้งเยียนใช้เวลาช่วงพักระหว่างคาบเรียนสิบนาทีมานั่งศึกษาภาษาอังกฤษ หวังเส้าหัวเดินเข้ามาจากนอกห้องเรียน เขาเห็นเพื่อนร่วมโต๊ะกำลังอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ เขารู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก “เซี่ยจิ้งเยียน เธออ่านภาษาประหลาดพวกนี้รู้เรื่องด้วยหรือ”
“ภาษาประหลาดหรือ” เซี่ยจิ้งเยียนชะงักไปเล็กน้อย เธอทำความเข้าใจความหมายของเขา “เธอหมายถึงภาษาอังกฤษหรือ”
“ภาษาที่พูดจาฟังไม่รู้เรื่อง มันมีความแตกต่างจากเสียงนกร้องตามต้นไม้ตรงไหน ฉันยังรู้สึกเสียงนกร้องไพเราะกว่าภาษาพวกนี้ตั้งเยอะ” หวังเส้าหัวพูดแสดงความคิดเห็นตามใจคิด
เซี่ยจิ้งเยียนไร้คำพูดจะอธิบาย “นี่คือภาษาอังกฤษ การพัฒนาของประเทศในยุคปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก วิทยาการหลายสาขาถูกนำเข้ามาจากฝั่งตะวันตกเพื่อใช้เป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศชาติ ทั้งเทคโนโลยีขั้นสูง วิทยาศาสตร์ประยุกต์ เครื่องจักรกลโรงงาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อน อุปกรณ์เหล่านี้ล้วนมีคู่มือการใช้งานเป็นภาษาอังกฤษ สวิตช์ควบคุมหรือปุ่มกดต่างๆ มีเพียงตัวอักษรภาษาต่างประเทศกำกับไว้ หากคนในประเทศไม่ขวนขวายหาความรู้เรื่องภาษา พวกเราจะไม่สามารถอ่านคู่มือเหล่านี้เข้าใจ พวกเราจะไม่รู้วิธีประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์ พวกเราไม่สามารถใช้งานเครื่องจักรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ความไม่รู้จะทำให้คนในประเทศตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและล้าหลังคนชาติอื่น การศึกษาภาษาต่างประเทศจึงมีความสำคัญต่ออนาคตของชาติมาก”
“หากมีวันไหน ภาษาของพวกเราสามารถทำให้คนประเทศอื่นนำไปเรียนรู้ได้ก็คงดี เมื่อถึงเวลานั้น พวกเราแค่เรียนรู้ภาษาบ้านเกิดภาษาเดียวก็เพียงพอ” หวังเส้าหัวพูดความคาดหวังของตัวเอง
เซี่ยจิ้งเยียนชะงัก เธอจินตนาการถึงยุคอนาคต ภาษาของประเทศตัวเองกลายเป็นภาษาสากลของโลก เธอส่งยิ้มบางๆ “วันนั้นต้องมาถึงแน่นอน ประเทศของพวกเราจะต้องเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ฉันเชื่อมั่น จะต้องมีสักวัน ภาษาของพวกเราจะกลายเป็นภาษาสากลของโลก สิ่งนี้ต้องการคนรุ่นใหม่รุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างพวกเราไปช่วยกันสร้างสรรค์ประเทศ หวังเส้าหัว หากเธอมีความตั้งใจอยากให้ภาษาของพวกเรากลายเป็นภาษาสากลของโลก เธอต้องตั้งใจเรียนหนังสือ โตขึ้นมา เธอต้องตอบแทนประเทศชาติอันยิ่งใหญ่ของพวกเรา กลายเป็นบุคลากรที่มีความสามารถ ฉันเชื่อมั่นความหวังของพวกเราจะกลายเป็นจริงในอนาคต”
คำอธิบายของเซี่ยจิ้งเยียนทำให้ดวงตาของหวังเส้าหัวมีประกายแสงสว่างแห่งความหวัง “ฉันทำได้หรือ”
“ย่อมทำได้อยู่แล้ว ผลการเรียนของเธออยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม เธอถึงสามารถรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการของห้องพวกเรา นิสัยของเธอเปิดเผย การคบหาสมาคมกับผู้คนก็ทำได้ดีเยี่ยม หากในอนาคตเธอมีความพยายามมุ่งมั่น เธออาจจะกลายเป็นนักการทูตที่มีความสามารถระดับประเทศ”
เซี่ยจิ้งเยียนคิดไม่ถึง คำพูดให้กำลังใจตามใจคิดของเธอประโยคเดียว มันทำให้หวังเส้าหัวมีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน ยี่สิบปีให้หลัง เขากลายเป็นนักการทูตอัจฉริยะที่มีความสามารถมากจริงๆ แน่นอน เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“เซี่ยจิ้งเยียน ฉันอยากเรียนภาษาอังกฤษ เธอช่วยสอนฉันได้ไหม” ไม่รู้เป็นเพราะคำพูดของเซี่ยจิ้งเยียนทำให้หวังเส้าหัวมีความหวังกับอนาคตหรือเปล่า เขาถึงตัดสินใจเปิดปากขอร้องออกมา
เซี่ยจิ้งเยียนพยักหน้าเล็กน้อย “เรื่องนี้ย่อมทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้ฉันมีความรู้แค่ผิวเผิน หากฉันสอนเนื้อหาไม่ดี เธออย่าโกรธฉันนะ”
“ไม่โกรธ ไม่โกรธ ฉันยังไม่รู้เรื่องภาษาประหลาดพวกนี้เลย เธออุตส่าห์สอนฉัน ฉันมีแต่ความรู้สึกขอบคุณ” หวังเส้าหัวรีบตอบกลับ เขาแสดงจุดยืนของตัวเองชัดเจน
เซี่ยจิ้งเยียนหยิบหนังสือภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานออกมา เธอเริ่มเปิดหนังสือไปยังหน้าแรก เธอสอนหวังเส้าหัวให้เรียนรู้ตัวอักษรเป็นลำดับแรก
“ความจริงตัวอักษรพวกนี้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับพินอินของพวกเรา เพียงแต่วิธีการอ่านออกเสียงแตกต่างกัน ภาษาอังกฤษอ่านว่าเอ พินอินอ่านว่าอา ภาษาอังกฤษอ่านว่าบี พินอินอ่านว่าปัว เวียนหัวแล้ว เวียนหัวแล้ว” หวังเส้าหัวเรียนตัวอักษรไปสองสามตัว เขายกมือประคองศีรษะตัวเอง
“ความจริงมันก็ไม่ได้แย่นะ มันไม่ได้ยากอย่างที่เธอพูด หากคำนวณดูแล้ว ตัวอักษรจีนของพวกเรามีความยากมากที่สุด ภาษาอังกฤษมียี่สิบหกตัวอักษร นำมาสุ่มเลือกผสมรวมกันเป็นคำศัพท์ ส่วนรากศัพท์ตัวอักษรจีนของพวกเรามีจำนวนเยอะมาก ถึงจะเป็นพินอินก็ยังมีเสียงนาสิกหน้า เสียงนาสิกหลัง เสียงม้วนลิ้น เสียงเรียบ ภาษาอังกฤษไม่มีกฎเกณฑ์ยุ่งยากสิ่งเหล่านี้” เซี่ยจิ้งเยียนส่งยิ้มให้กำลังใจ
หวังเส้าหัวยกนิ้วหัวแม่มือชื่นชมเซี่ยจิ้งเยียน “เซี่ยจิ้งเยียน เธอเก่งมาก เธอสามารถทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้”
ถึงแม้หวังเส้าหัวจะรู้สึกรำคาญความยุ่งยากของหลักภาษา แต่เพื่อทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง เขาเลิกบ่นเรื่องความยุ่งยาก เขาตั้งใจเรียนรู้เนื้อหาไปพร้อมกับเซี่ยจิ้งเยียน
คาบเรียนที่สี่ในช่วงบ่ายของทุกวันมักจะเป็นคาบเรียนอิสระ เมื่อหวังเส้าหัวทำการบ้านในชั้นเรียนเสร็จ เขาจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษกับเซี่ยจิ้งเยียน
โจวฝูหยวนเดินเข้ามาเก็บสมุดการบ้าน เขาเห็นพวกเขาสองคนกำลังนั่งศึกษาตัวอักษรภาษาอังกฤษ เขารู้สึกสงสัย “พวกเธอกำลังเรียนภาษาอังกฤษหรือ”
“โจวฝูหยวน เธอก็รู้จักภาษาอังกฤษด้วยหรือ” หวังเส้าหัวถามกลับ
โจวฝูหยวนพยักหน้าตอบรับ “ตอนนี้พี่ชายของฉันเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ฉันเห็นเขาทำการบ้านวิชาภาษาอังกฤษทุกวัน ฉันเลยเคยเห็นรูปประโยคพวกนี้มาบ้าง ทำไมพวกเธอถึงคิดอยากเรียนภาษาอังกฤษ”
“ไม่ใช่ฉันที่คิดอยากเรียนภาษาอังกฤษ ฉันเห็นเซี่ยจิ้งเยียนท่องจำภาษาอังกฤษ ฉันทนความสงสัยไม่ไหวเลยเรียนตาม” หวังเส้าหัวอธิบายเหตุผลอยู่ด้านข้าง “จากนั้นฉันรู้สึกการเรียนภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องแย่ ประเทศของพวกเรากำลังพัฒนา รัฐบาลมีการนำเข้าเทคโนโลยีขั้นสูง ความรู้วิทยาศาสตร์ขั้นสูงจากต่างประเทศจำนวนไม่น้อย แต่สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นข้อมูลฉบับภาษาอังกฤษ หากพวกเราไม่เรียนรู้ พวกเราย่อมไม่เข้าใจ ฉันเลยอยากกลายเป็นคนที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของต่างประเทศ เมื่อฉันโตขึ้น ฉันจะเป็นนักแปลทางการทูต”
หวังเส้าหัวนำความรู้มาประยุกต์ใช้งาน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความฝันในวัยเยาว์อันสดใส มองเพียงปราดเดียวทุกคนก็รับรู้สิ่งนี้คือเป้าหมายสูงสุดของเขา
โจวฝูหยวนรับฟังจบ เขาใช้ความคิดไตร่ตรองเล็กน้อย
โจวฝูหยวนนับว่าเป็นลูกรักของสวรรค์ พ่อแม่ของเขาเป็นพนักงานประจำกินเงินเดือนทั้งคู่ ทะเบียนบ้านของเขาเป็นทะเบียนบ้านของผู้อยู่อาศัยในเขตเมือง หากวันนี้เขาไม่ได้ยินคำพูดเกี่ยวกับความฝันอันเร่าร้อนของหวังเส้าหัว เขารู้สึกในอนาคต ตัวเขาเพียงแค่สอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนอาชีวศึกษาระดับกลาง สอบเข้าโรงเรียนเทคนิค จากนั้นรอรับการจัดสรรงานจากรัฐบาล เขาก็จะมีหน้าที่การงานทำอย่างสบายใจ
[จบบท]