บทที่ 54: สังเกตการณ์วันวิวาห์
เซี่ยจิ้งเยียนเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ แน่นอนเวลานี้เธอทำได้เพียงแค่คิดทบทวนอยู่เงียบๆ ท้ายที่สุดวันนี้ก็เป็นวันแรกที่เธอได้พบหน้าหลี่เสี่ยวลี่ผู้เป็นป้าสะใภ้ สำหรับเรื่องราวหลังจากนี้ เธอตัดสินใจว่าจะหาโอกาสเตือนหลัวฉีซื่อผู้เป็นยายสักหน่อยก็น่าจะเพียงพอแล้ว
บรรยากาศการรับเจ้าสาวดำเนินไปตามประเพณี เมื่อขบวนเดินทางไปถึงบ้านตระกูลหลี่ ลำดับแรกทุกคนต้องกินขนมมงคลตามธรรมเนียม จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการเร่งรัดให้เจ้าสาวเดินทางออกจากบ้าน
ภายใต้สถานการณ์ปกติ พิธีการนี้ต้องทำการเร่งรัดถึง 3 ครั้ง นี่คือธรรมเนียมปฏิบัติแต่โบราณ เป็นตัวแทนสื่อความหมายว่าครอบครัวฝั่งบ้านเกิดของเจ้าสาวมีความรักและอาลัยอาวรณ์ ไม่อยากให้ลูกสาวออกเรือนจากบ้านไป ทั้งยังเป็นการแสดงออกว่าตัวของเจ้าสาวเองก็มีความผูกพันและไม่อยากจากครอบครัวฝั่งบ้านเกิดไปเช่นเดียวกัน
เมื่อเจ้าสาวก้าวเท้าออกจากประตูบ้านและขึ้นไปนั่งบนรถไถ บรรดาญาติมิตรต่างมองดูรถไถขับเคลื่อนจากไปจนลับสายตา ทำได้เพียงเฝ้ารอคอยให้ถึงกำหนดการกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดหลังจากผ่านไป 3 วันเต็ม ครอบครัวฝั่งบ้านเกิดถึงจะมีโอกาสได้พบหน้าเจ้าสาวอีกครั้ง
หลี่เสี่ยวลี่มีบรรดาพี่น้องหญิงสาวกลุ่มหนึ่งคอยติดตามมาด้วย หากเป็นในยุคหลังผู้คนมักเรียกหญิงสาวกลุ่มนี้ว่าเพื่อนเจ้าสาว หลังจากทุกคนขึ้นไปนั่งบนรถไถเรียบร้อยแล้ว หลี่เสี่ยวลี่ก็เริ่มเก็บซ่อนความอาลัยอาวรณ์ที่มีต่อครอบครัวเอาไว้ เวลานี้บนใบหน้าของเธอประดับไปด้วยรอยยิ้มและแสดงออกถึงความเบิกบานใจอย่างเต็มที่
ทางฝั่งครอบครัวตระกูลหลัวมีญาติพี่น้องมายืนรอคอยอยู่ที่บริเวณทางแยกตั้งนานแล้ว ทันทีที่พวกเขามองเห็นรถไถวิ่งเข้ามาใกล้ ก็รีบส่งสัญญาณให้คนจุดประทัดต้อนรับเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ตามธรรมเนียมของตระกูลหลัว พวกเขาจะไม่ขับรถไถส่งเจ้าสาวไปจนถึงบริเวณหน้าประตูบ้านของเจ้าบ่าวโดยตรง แต่จะจอดส่งที่บริเวณทางแยกซึ่งอยู่ใกล้เคียง จากนั้นจะมีญาติผู้ใหญ่ถือกระสอบป่านเดินเข้ามาปูลาดลงไปบนพื้นดินทีละใบ เพื่อให้เจ้าสาวก้าวเดินเหยียบกระสอบป่านเหล่านั้นเข้าไปในบ้านของครอบครัวสามี พิธีการนี้เป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกขานสืบต่อกันมาว่าคือการสืบทอดความเจริญรุ่งเรืองจากรุ่นสู่รุ่น
หลังจากก้าวเท้าเดินเข้าไปในบ้านของครอบครัวสามีแล้ว ลำดับแรกเจ้าสาวต้องเข้าไปนั่งพักผ่อนอยู่ในห้องหอครู่หนึ่ง จากนั้นก็รอเวลาจนกระทั่งมีคนนำขนมมงคลมาให้กิน
พอกินขนมเสร็จเรียบร้อย เจ้าสาวก็จะนั่งพักผ่อนเพื่อปรับตัวอีกครู่หนึ่ง จึงจะเป็นการเริ่มต้นงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสอย่างเป็นทางการ
อันที่จริงตลอดระยะเวลาของงานเลี้ยงฉลองทั้งหมด เจ้าสาวจะได้นั่งพักอยู่บนโต๊ะจัดเลี้ยงของตนเองเพียงแค่สิบกว่านาทีเท่านั้น เธอต้องอาศัยช่วงเวลาสิบกว่านาทีนี้รีบกินอาหารรองท้องลงไปบ้าง จากนั้นก็ต้องลุกขึ้นเพื่อเริ่มต้นเดินไปดื่มอวยพรและช่วยจุดบุหรี่ให้กับแขกเหรื่อร่วมกับเจ้าบ่าว
ญาติพี่น้องของตระกูลหลัวมีจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อรวมกับคนรู้จักก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว งานนี้มีการจัดเตรียมโต๊ะจัดเลี้ยงเอาไว้เต็มอิ่มถึง 5 โต๊ะ
แน่นอนว่าในช่วงเวลาของการเดินดื่มอวยพร บรรดาแขกเหรื่อบนโต๊ะจัดเลี้ยงมักจะรวมตัวกันสร้างความลำบากใจให้กับเจ้าสาวบ้างเพื่อความสนุกสนาน ยกตัวอย่างเช่นการนำสิ่งของชิ้นเล็กๆ มาวางซ่อนเอาไว้บนโต๊ะแล้วใช้ชามครอบปิดทับเอาไว้
พวกเขาจะให้เจ้าสาวลองทายดูว่าสิ่งของที่ซ่อนอยู่ด้านในคืออะไร แน่นอนว่าการทายปริศนาย่อมมีการกำหนดขอบเขตเอาไว้ล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่นบอกใบ้ว่าเป็นวัตถุดิบในอาหารบางจานบนโต๊ะ หากเจ้าสาวทายถูก ทุกคนบนโต๊ะก็จะหัวเราะมีความสุขและยินดีด้วยกันทั้งหมด แต่ถ้าหากเจ้าสาวทายไม่ถูก เจ้าสาวก็ต้องทำหน้าที่มอบบุหรี่และสุราให้กับผู้ที่ตั้งคำถามคนนั้น ถือเป็นการสร้างบรรยากาศความครึกครื้นเบิกบานใจในงานมงคล
อีกทั้งโดยทั่วไปหากบนโต๊ะจัดเลี้ยงมีการร่วมสนุกและหยอกล้อกันอย่างเต็มที่เช่นนี้ผ่านไปแล้ว เมื่อถึงเวลาส่งตัวเข้าห้องหอ ทุกคนก็จะเริ่มยับยั้งชั่งใจและลดความรุนแรงลงเล็กน้อยเวลาที่ทำการหยอกล้อคู่บ่าวสาวในห้องหอ
เซี่ยจิ้งเยียนคอยสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ เธอมองเห็นหลี่เสี่ยวลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยตอนที่ได้ยินแขกบนโต๊ะโบกมือเรียกร้องต้องการลูกอมมงคลจำนวนครึ่งชั่ง ภายในดวงตาของเจ้าสาวประกายความรู้สึกลังเลและเสียดายออกมาให้เห็น
เซี่ยจิ้งเยียนทบทวนความคิดในหัว เธอตัดสินใจว่าจะรออีกสักครู่ให้ตนเองกินอาหารในงานเลี้ยงเสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเดินไปหาหลัวฉีซื่อเพื่อพูดคุยเรื่องนี้
การกระทำเรื่องนี้ไม่ใช่การตั้งใจแอบฟ้องผู้ใหญ่ แต่เป็นการบอกกล่าวเพื่อให้หลัวฉีซื่อมีความตระหนักรู้และเตรียมตัวเอาไว้ในใจก็พอแล้ว
แม้ว่าหลัวฉีซื่อจะผ่านอดีตของการเป็นสะใภ้เลี้ยงต้อยมาก่อน แต่สามีอย่างหลัวจงฟาก็ให้ความรักและดูแลเอาใจใส่หลัวฉีซื่อเป็นอย่างดี ตอนนั้นหลัวฉีซื่อยังเคยมีโอกาสเรียนรู้ตัวหนังสือกับหลัวจงฟาอยู่บ้าง ในเวลาเดียวกันหลัวจงฟาก็เป็นคนคอยพร่ำสอนเหตุผลและหลักการใช้ชีวิตหลายอย่างให้กับภรรยา
สามารถกล่าวได้เต็มปากเลยว่า หลัวฉีซื่อคือสตรีที่หลัวจงฟาตั้งใจสอนสั่งและขัดเกลาขึ้นมาด้วยมือของตนเอง นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กิริยาท่าทางและการวางตัวของหลัวฉีซื่อมักจะให้ความรู้สึกต่อผู้คนรอบข้างว่าเธอไม่ใช่หญิงชาวบ้านธรรมดาทั่วไป
หากไม่ใช่เพราะหลัวจงฟาด่วนจากไปก่อนวัยอันควร ทุกคนก็สามารถกล่าวได้เต็มปากว่าชีวิตของหลัวฉีซื่อถือว่ามีความสมบูรณ์พูนสุขเป็นอย่างมาก
หลังจากกินอาหารในงานเลี้ยงจนอิ่มท้องแล้ว เซี่ยจิ้งเยียนก็เดินตรงไปหาหลัวฉีซื่อตามที่คิดเอาไว้
เวลานี้หลัวฉีซื่อกำลังยืนล้างชามกองโตอยู่ในห้องครัวอย่างขยันขันแข็ง
ยุคปัจจุบันการจัดงานเลี้ยงในหมู่บ้านล้วนเป็นเรื่องที่เพื่อนบ้านต้องมาช่วยเหลือกันเองและตามเก็บกวาดกันเอง ไม่ได้มีความสะดวกสบายเหมือนกับยุคหลังที่ขอเพียงยอมจ่ายเงินจ้างพ่อครัวมาก็ไม่ต้องสนใจเรื่องจุกจิกอะไรอีก เพราะจะมีพ่อครัวพากลุ่มคนงานมาช่วยจัดการแก้ไขเรื่องราวทำความสะอาดเหล่านี้ให้จนเสร็จสิ้น
ปัจจุบันต่อให้ครอบครัวไหนมีเงินจ้างพ่อครัวมาทำอาหาร คนที่ต้องคอยเดินเสิร์ฟและตามเก็บล้างก็ยังคงต้องเป็นคนของครอบครัวตนเองอยู่ดี
“คุณยายคะ” เซี่ยจิ้งเยียนเดินเข้าไปใกล้ “หนูมาแอบฟ้องค่ะ”
พูดจบเธอก็มองดูหลัวฉีซื่อด้วยรอยยิ้มสดใส
ฉีหู่ที่กำลังยืนเก็บกวาดวัตถุดิบอาหารที่หลงเหลืออยู่บริเวณด้านข้างได้ยินหลานสาวพูดเช่นนั้นก็หัวเราะเสียงดังออกมา
“เอ้อร์หนิว ใครรังแกหนูกัน”
“ไม่มีใครรังแกหนูค่ะ” เซี่ยจิ้งเยียนส่ายหน้าปฏิเสธ “เมื่อสักครู่นี้ หนูมองเห็นบรรยากาศบนโต๊ะจัดเลี้ยง มีคนเข้ามาผสมโรงหยอกล้อลุงรองกับคุณป้าสะใภ้ พวกเขาต้องการลูกอมมงคลจำนวนครึ่งชั่ง ลุงรองรับปากให้พวกเขาไปแล้ว แม้ว่าคุณป้าสะใภ้จะมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า แต่หนูมองออกคุณป้าสะใภ้ไม่ค่อยเต็มใจนัก อีกทั้งดวงตายังมีความรู้สึกเสียดายอยู่บ้างค่ะ”
เซี่ยจิ้งเยียนเรียบเรียงความคิดแล้วอธิบายขยายความต่อ
“วันนี้ตอนที่หนูไปรับเจ้าสาว หนูได้ยินคนฝั่งหมู่บ้านหวงเจียปู้ทางนั้นพูดคุยกันตามสบาย พวกเขาบอกว่าครอบครัวของคุณป้าสะใภ้มีความมัธยัสถ์มาก เสื้อผ้า 1 ตัวสามารถสวมใส่ได้นานเป็นสิบปีโดยไม่เปลี่ยน หนูคิดว่าความมัธยัสถ์เป็นเรื่องที่ดี แต่ในบางครั้ง ความมัธยัสถ์ที่มากจนเกินไปก็อาจทำให้ผู้คนดูถูกดูแคลนได้ อย่างน้อยหนูก็รู้สึกว่าการสวมเสื้อผ้าตัวเดียวไปนานสิบกว่าปีก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นเลยค่ะ หนูไม่ได้บอกว่าคุณป้าสะใภ้มัธยัสถ์ไม่ดี เพียงแต่ในบางครั้งเรื่องเกี่ยวกับการคบหาสมาคม มักจะปรากฏสถานการณ์ของการเคารพเสื้อผ้าอาภรณ์ก่อนที่จะเคารพบุคคล ด้วยเหตุนี้การมัธยัสถ์ที่มากจนเกินไป ในสายตาของคนอื่นมันอาจจะไม่ใช่การประหยัด แต่เป็นความตระหนี่ถี่เหนียวค่ะ”
คำพูดของเซี่ยจิ้งเยียนดูเหมือนจะเป็นเพียงการพูดเล่าในสิ่งที่เด็กน้อยคนหนึ่งพบเห็นออกมา แต่ความหมายที่แฝงอยู่ภายในไม่เพียงแค่หลัวฉีซื่อจะเข้าใจ ฉีหู่เองก็รับฟังและตีความหมายเข้าใจอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน
“พี่สาว เอ้อร์หนิวพูดถูกต้องแล้ว หากภรรยาของอาปู้มีความมัธยัสถ์ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าหากมัธยัสถ์จนถึงขั้นไม่ยอมใช้จ่ายในสถานที่ที่ควรใช้จ่ายก็มีปัญหาแล้ว วันนี้เป็นวันมงคล พวกเราล้วนคำนวณเงินทองเผื่อเอาไว้แล้ว ต่อให้มีแขกเหรื่อมาหยอกล้อขูดรีด ก็เป็นเรื่องที่สมควร”
ฉีหู่อธิบายเสริมเพื่อชี้ให้เห็นประเด็น
“แขกเหรื่อหยอกล้อกันถือเป็นเรื่องน่ายินดี อีกทั้งพวกเราก็เผื่อเงินซื้อลูกอมมงคลเอาไว้ 3 ชั่งแล้ว ก็เพื่อใช้รับมือกับเหตุการณ์สนุกสนานที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันแบบนี้ สิ่งของเหล่านี้พวกเราเป็นคนใช้จ่ายเงิน ไม่ได้ใช้เงินของครอบครัวภรรยาอาปู้เสียหน่อย เธอจะมาปวดใจทำไม เธอจะมาเสียดายอะไรกัน”
ฉีหู่ครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“แน่นอนผมไม่ได้สงสัยในอุปนิสัยของภรรยาอาปู้ พี่ตกลงให้ผู้หญิงคนนี้แต่งงานเข้ามา ก็คงจะรู้อุปนิสัยของภรรยาอาปู้ดี เพียงแต่บางสถานที่ก็ยังคงต้องระมัดระวังเอาไว้ ท้ายที่สุดอาปู้ในภายภาคหน้าก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่คบหาสมาคมกับผู้อื่น หากปล่อยให้เขาสวมใส่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใครจะกล้าเข้ามาคบหาสมาคมด้วย ต่อให้มีความสามารถมากแค่ไหนก็ไม่มีใครมาชื่นชมหรอก”
หลัวฉีซื่อล้างชามใบโตไปพร้อมกับครุ่นคิดตามไปด้วย
“นายพูดถูกต้องแล้ว ตอนที่แม่สื่อมาแนะนำ ฉันก็คิดว่าครอบครัวของพวกเขามีอุปนิสัยไม่เลว ก็เลยไม่ได้คิดระแวงเรื่องอื่น มาดูในเวลานี้ บางแง่มุมก็ยังคงต้องให้มีการพูดคุยปรับเปลี่ยนแก้ไข ท้ายที่สุดธรรมเนียมฝั่งของพวกเรากับหมู่บ้านหวงเจียปู้ก็ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง”
หลัวฉีซื่อวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อเตรียมรับมือ
“เดิมทีฉันคิดเอาไว้ หลังจากอาน่าแต่งงานเข้ามาแล้ว เงินเดือนของหลัวจิ้นฉันก็ไม่ได้เรียกร้องต้องการอีก ท้ายที่สุดสามีภรรยาหนุ่มสาวก็ต้องมีอิสระใช้ชีวิตของพวกเขา ฉันเคยวางแผนเอาไว้ เสี่ยวลี่แต่งงานเข้ามาแล้ว ในภายภาคหน้าเงินของอาปู้ก็ให้เธอเป็นคนดูแลทั้งหมด ดูเหมือนในเวลานี้ฉันคงต้องกลับมาพิจารณาดูสักหน่อยแล้ว”
“อาน่าดูแลเงินของหลัวจิ้นเป็นเพราะอาน่ากับหลัวจิ้นไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขาออกไปอาศัยอยู่ด้านนอก อาปู้ยังคงอาศัยอยู่ที่นี่ พวกพี่ยังไม่ได้แยกครอบครัวเสียหน่อย พี่สาว ความหมายของผม เงินของอาปู้ก้อนนี้พี่ก็เก็บเอาไว้ก่อน อาศัยช่วงเวลาที่อาซางยังไม่แต่งภรรยา ไม่กี่ปีนี้พี่ก็ช่วยคอยสั่งสอนภรรยาของอาปู้ รอจนกระทั่งภายภาคหน้าภรรยาของอาซางแต่งเข้ามาแล้ว พี่ค่อยแบ่งแยกครอบครัวให้พี่น้อง 3 คนพวกเขา ทำแบบนี้พอครอบครัวเล็กๆ ของพวกเขาแยกตัวออกไป พี่ก็จะสามารถวางใจได้”
ฉีหู่ยังคงมีความเชื่อมั่นในความสามารถของพี่สาวตนเอง ท้ายที่สุดเขาก็รู้เป็นอย่างดี หลัวฉีซื่อคือสตรีที่หลัวจงฟาสอนสั่งและขัดเกลาขึ้นมาด้วยมือตนเอง ระดับการบริหารและดูแลครอบครัวนี้ถือว่ายอดเยี่ยมอย่างแน่นอน
หลัวฉีซื่อทบทวนความคิดคำนึงในหัว จากนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะช่วยอาปู้ดูแลการเงินไปอีกหลายปี ถือโอกาสช่วยปรับเปลี่ยนแนวความคิดของเสี่ยวลี่ไปด้วยสักหน่อย”
ในมุมมองการใช้ชีวิตของหลัวฉีซื่อ ความมัธยัสถ์ไม่เคยเป็นปัญหา แต่คนเราก็ควรเข้าใจให้ชัดเจนว่าสถานที่ใดหรือสถานการณ์ใดควรมัธยัสถ์ และสถานที่ใดควรแสดงความใจกว้าง
หากเลือกที่จะมัธยัสถ์ไปเสียทุกที่ ยกตัวอย่างเช่นหากฝืนสวมเสื้อผ้าเพียง 1 ตัวไปนานสิบกว่าปี ถ้าเป็นเช่นนั้นมันก็ไม่ใช่การประหยัดมัธยัสถ์แล้ว แต่เป็นความตระหนี่ถี่เหนียวจนเกินพอดี
ตัวของหลัวฉีซื่อจัดอยู่ในประเภทคนที่ค่อนข้างใจกว้าง ในการใช้ชีวิตประจำวัน ด้านอื่นๆ ในครอบครัวอาจจะประหยัดอดออม แต่ในด้านอาหารการกินและเสื้อผ้าอาภรณ์ เธอจะพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ลูกๆ ของตนเองต้องมาพบกับความลำบากหรือเสียเปรียบ
ดังนั้นเด็กทั้ง 5 คนในครอบครัวนี้จึงได้รับการดูแลเอาใจใส่มาเป็นอย่างดี ส่งผลให้พวกเขามีวิสัยทัศน์กว้างไกลและไม่คับแคบ
ต่อให้จะเป็นหลัวจินเหลียน เนื่องจากในวัยเด็กไม่ได้เข้าเรียนหนังสือจึงถูกจำกัดวิสัยทัศน์ไปบ้าง แต่ในด้านอาหารการกินและเสื้อผ้าอาภรณ์ เธอก็ไม่ได้เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวจนเกินไป เวลาที่ครอบครัวสามารถหาอาหารมากินให้อิ่มท้องได้ก็ยังคงต้องกินให้อิ่มท้องเพื่อรักษาสุขภาพร่างกาย
[จบบท]