(เรื่องนี้ไม่มีการกดขี่ให้คนอ่านอึดอัด ตัวละครสามคนพ่อแม่ลูกเป็นพวกมีแค้นก็ต้องเอาคืน ลูกสาวฝึกวิชาป้องกันตัว จากลูกแมวผู้น่าสงสารกลายเป็นพยัคฆ์สาวแห่งแดนตะวันออกเฉียงเหนือ และทั้งคู่จะไม่มีลูกเพิ่ม มีลูกสาวคนเดียวเท่านั้น
เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงปลายทศวรรษ 1990 โดยจะอ้างอิงสภาพสังคมในยุคนั้นให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด)
ตอนอายุสิบแปดปี ซ่งรุ่ยนำของไปส่งให้น้องชาย ซ่งเป่าเหอ ที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายในอำเภอ
ระหว่างทางขากลับ เธอบังเอิญถูกพวกอันธพาลหลายคนเข้ามาฉุดกระชากหวังพาตัวไป เธอตกใจแทบสิ้นสติ กว่าจะหนีรอดมาได้ก็แทบเอาชีวิตไม่รอด
หลังกลับถึงบ้าน เธอเล่าเรื่องนี้ให้พ่อแม่ฟัง
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ซ่งเป่าเหอก็ถูกหามกลับมาจากอำเภอ
พ่อแม่บอกว่า ซ่งเป่าเหอไปล้างแค้นแทนพี่สาว จึงถูกพวกนักเลงรุมตีจนขาหัก สุดท้ายต้องเลิกเรียนมัธยมปลาย
ทั้งที่ตัวเองนอนอยู่บนเปลหาม ซ่งเป่าเหอกลับเป็นฝ่ายปลอบใจเธอเสียเอง
“พี่ คราวนี้ไม่ต้องกลัวแล้วนะ พวกนักเลงสารเลวนั่นโดนผมซัดจนหัวซุกหัวซุน ไม่มีหน้าโผล่กลับมาในอำเภอเราอีกแล้ว!”
นับจากวันนั้น ซ่งรุ่ยก็ไม่เคยเจอพวกอันธพาลกลุ่มนั้นอีกเลย
และเธอก็กลายเป็น ‘คนบาปของครอบครัว’ อย่างแท้จริง
เธอเริ่มทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทั้งงานในบ้านและนอกบ้าน
เงินทุกหยวนที่หามาได้ เธอเอาไปรักษาขาของน้องชายทั้งหมด
แต่สุดท้าย ขาของซ่งเป่าเหอก็ยังทิ้งความพิการไว้ เดินกะเผลกไปตลอดชีวิต
พ่อแม่พูดกรอกหูเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า…
เป็นเธอที่ทำลายชีวิตของน้องชาย
เพื่อชดใช้ความผิด ซ่งรุ่ยจึงทุ่มเทดูแลซ่งเป่าเหอตลอดชีวิต
ทั้งออกเงินซื้อบ้าน แต่งเมีย เลี้ยงดูทั้งครอบครัวของน้องชาย จนไม่มีเวลาแม้แต่จะดูแลครอบครัวเล็ก ๆ ของตัวเอง ชีวิตยุ่งเหยิงไร้ความสุข
เธอเลี้ยงดูพวกเขาอยู่อย่างนั้นกว่าครึ่งชีวิต
แล้วสิ่งที่ได้รับกลับมาคืออะไร?
ลูกสาวโทษว่าเป็นความผิดของเธอ ตั้งแต่อายุยังน้อยก็เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ไม่รู้แม้กระทั่งว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่
ส่วนลูกชายก็เป็นคนอกตัญญู ไม่ต่างจากลุงของเขา อยากได้เท่าไรก็ไม่เคยพอ
ซ่งรุ่ยเสียใจเหลือเกิน
แต่กว่าที่เธอจะรู้ว่าซ่งเป่าเหอหลอกลวงเธอมาตลอด ทุกอย่างก็สายเกินแก้แล้ว ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงได้อีก
หน้าเตียงผู้ป่วย ซ่งเป่าเหอที่ยังแข็งแรงสมบูรณ์ยืนยิ้มอย่างอารมณ์ดี สีหน้าเต็มไปด้วยความสะใจ
“พี่ เรื่องนี้จะโทษผมไม่ได้หรอก ตอนนั้นผมยังเด็ก ทุกอย่างพ่อกับแม่เป็นคนสอนทั้งนั้น”
“ตอนนั้นพวกท่านอายุมากแล้ว กลัวว่าถ้าผมขาพิการจริง ๆ วันหน้าจะไม่มีคนเลี้ยง ก็เลยโยนความผิดทั้งหมดให้พี่”
“ผมเป็นลูกชาย จะไม่ฟังพ่อแม่ได้ยังไง? ที่พวกท่านทำก็เพื่อสายเลือดตระกูลซ่ง”
“พี่ ถ้าจะโทษ ก็โทษที่พี่ไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ชาย สืบทอดตระกูลไม่ได้ แล้วก็โทษตัวเองที่โง่เกินไป ผมกับพ่อแม่พูดอะไรก็เชื่อหมด ผมจะเอาตัวเองไปเสี่ยงเพื่อพี่ได้ยังไง? ผมเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลซ่งนะ”
“แล้วพี่ไม่เคยสงสัยหรือ ว่าทำไมพวกนักเลงถึงจ้องเล่นงานพี่?”
“ก็เพราะผมเที่ยวไปโม้กับคนอื่น ว่าพี่สาวผมทั้งสวยทั้งน่าฟัดไง!”
“แล้วก็…พี่ไม่เคยสงสัยเลยเหรอ ว่าทำไมหนานหนานที่เชื่อฟังและกตัญญูมาตลอด พอจากบ้านไปแล้วถึงไม่เคยติดต่อพี่อีกเลย?”
“เพราะปีนั้นเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่หนังสือแจ้งผลตอบรับถูกผมเผาทิ้งเอง”
“ผมบอกเธอว่าพี่ไม่ยอมให้เรียนต่อ พี่อยากให้เธอไปทำงานต่างประเทศเท่านั้น ยิ่งไปไกลยิ่งดี ขอแค่ส่งเงินกลับมาก็พอ”
“เธอเกลียดพี่แทบตาย จะติดต่อพี่ทำไมล่ะ?”
ได้ยินเช่นนั้น ซ่งรุ่ยแทบอยากฆ่าเขาเสียตรงนั้น
เธออยากชดใช้ความผิดก็จริง
แต่ไม่เคยคิดจะให้ลูกสาวต้องมารับกรรมไปพร้อมกับเธอ
ปีนั้นลูกสาวกำลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันลูกชายกลับอาละวาดว่าจะลาออกจากโรงเรียน
เธอวุ่นวายจนหัวหมุนอยู่คนเดียว
เป็นซ่งเป่าเหอเองที่อาสาให้หนานหนานไปอยู่บ้านเขา บอกว่าจะช่วยดูแลให้
เธอคิดว่าลูกสาวจะได้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเรียนมากกว่า
แต่ที่แท้…
คนที่ทำลายลูกสาว ก็คือตัวเธอเอง
“ทำไม…ทำไมต้องทำร้ายหนานหนานด้วย! หนานหนานของแม่…”
ซ่งเป่าเหอหัวเราะเยาะ
“ถ้าเธอได้เรียนมหาวิทยาลัย แล้วค่าเล่าเรียนของลูกชายผมจะเอาที่ไหน? พี่จะยอมเอาเงินมาให้ลูกผมเรียนเหรอ?”
“เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง จะสำคัญกว่าลูกชายบ้านผมได้ยังไง? ชาตินี้พี่มีหน้าที่รับใช้ผมคนเดียว ส่วนลูกสาวพี่ ก็ต้องหลีกทางให้ลูกชายผมเหมือนกัน”
“ส่วนลูกชายพี่น่ะ…เขาว่าหลานชายมักเหมือนลุง ลูกพี่นี่เหมือนผมจริง ๆ”
“ตอนนั้นหนานหนานไม่เชื่อผม ยังโทรหาพี่ด้วย แต่เสี่ยวจวิ้นเป็นคนรับสาย เขาร่วมมือกับผมหลอกเธออีกแรง รู้ไหมว่าทำไม?”
“เพราะผมสัญญาว่าจะซื้อเครื่องเล่นเกมให้ ตอนนั้นมันอายุสิบเจ็ดแล้วมั้ง? แค่เครื่องเล่นเกมเครื่องเดียว ก็ยอมทำลายอนาคตของพี่สาวตัวเอง เก่งกว่าผมเสียอีก!”
ซ่งรุ่ยรู้สึกคาวเลือดตีขึ้นมาที่ลำคอ
เมื่อนึกถึงลูกชาย ความเจ็บแค้นก็แทบฉีกหัวใจเป็นเสี่ยง ๆ
เธอรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย พุ่งเข้าใส่ซ่งเป่าเหอ
แต่ซ่งเป่าเหอกลับโยนไม้เท้าทิ้ง ก่อนจะหลบได้อย่างคล่องแคล่วราวกับคนปกติ…
“พี่ ดูความจำผมสิ ลืมบอกพี่ไปเลย… ขาผมหายดีตั้งนานแล้ว ต้องขอบคุณเงินที่พี่ส่งมาให้ทุกปีจริง ๆ”
อะไรคือ “ลืมบอก”
เขาตั้งใจปิดบังเธอต่างหาก
มีแต่ทำแบบนี้ เธอถึงจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต และถูกเขาควบคุมไว้ในกำมืออย่างไม่มีวันหลุดพ้น
แต่ตอนนี้…
เธอกลับมาแล้ว
กลับมาพร้อมกับความทรงจำทั้งหมด พร้อมกับความคับแค้นและความแค้นที่สั่งสมมาทั้งชีวิต
“พี่ เสี่ยวเจียจะเข้าพิธีแต่งงานแล้ว เขาอยากได้สินสอดเป็นของสี่ชิ้นใหญ่ ได้แก่ เครื่องซักผ้า โทรทัศน์ ตู้เย็น แล้วก็เครื่องบันทึกเทป อีกอย่างยังอยากได้ค่าสินสอดอีกสองพันหยวน พี่ก็รู้ ขาผมเป็นแบบนี้ ฝ่ายหญิงเรียกร้องมากหน่อย บ้านเราก็พูดอะไรไม่ได้ พี่ว่า… เมื่อไรจะส่งเงินมาให้ล่ะ?”
เสียงของซ่งเป่าเหอดังชัดผ่านหูโทรศัพท์สาธารณะหน้าร้านขายของชำ
ซ่งรุ่ยที่กำลังถือหูโทรศัพท์อยู่ ก้มมองมืออีกข้างของตัวเอง
ผิวขาวเนียนละเอียด ยังไม่ได้หยาบกร้านหรือมีข้อนิ้วบิดเบี้ยวจากการตรากตรำทำงานหนักเป็นเวลานาน
เธอ…
ย้อนกลับมาวัยสาวจริง ๆ
ปลายสาย เมื่อซ่งเป่าเหอไม่ได้ยินคำตอบ ก็เริ่มร้อนใจ
“พี่… พี่คงไม่ได้เสียดายเงินใช่ไหม? ผมรู้ว่าหลายปีมานี้ผมเป็นภาระของพี่มาตลอด ถ้าตอนนั้นขาผมไม่ถูกตีหัก พี่ก็คงไม่ต้องลำบากขนาดนี้”
“พี่ ถ้าพี่ไม่อยากจ่ายจริง ๆ ก็ช่างเถอะ อย่างมากผมก็ไม่แต่งงาน ถึงพ่อกับแม่จะเฝ้ารออุ้มหลานมาตลอด แต่ใครใช้ให้ลูกชายของพวกท่านไร้ความสามารถล่ะ ผม…”
“ได้”
คำว่า “ได้” เพียงคำเดียว ตัดบทคร่ำครวญยืดยาวของซ่งเป่าเหอลงทันที
ซ่งรุ่ยสูดลมหายใจลึก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ก็ดีแล้วที่นายรู้ตัวว่าไร้ความสามารถ งั้นเรื่องแต่งงานก็ยกเลิกเถอะ คนอย่างนาย แค่จะหาเมียยังลำบาก แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปเลี้ยงเมียเลี้ยงลูก อยู่คนเดียวเหมาะกว่า อีกอย่าง… ตระกูลซ่งก็ไม่ได้มีบัลลังก์ฮ่องเต้ให้สืบทอดเสียหน่อย”
พูดจบ ซ่งรุ่ยก็ไม่รอฟังปฏิกิริยาของอีกฝ่าย รีบวางสายทันที
เธอล้วงเหรียญหนึ่งเหมาออกจากกระเป๋า ส่งให้ป้าจางเจ้าของร้านขายของชำ แล้วรีบสาวเท้ากลับบ้าน
ด้านหลัง โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง
ซ่งเป่าเหอโทรกลับมาแล้ว
ป้าจางตะโกนเรียกให้เธอไปรับสาย
แต่ซ่งรุ่ยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
ตลอดทางกลับบ้าน ดวงตาของเธอกวาดมองถนนสายนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกลัวว่าทุกอย่างจะหายวับไปในพริบตา
กลับมาแล้ว…
เธอกลับมาจริง ๆ
กลับมายังปี 1990…
ตอนที่เธออายุยี่สิบสี่ปี
เวลานี้…
เธอแต่งงานได้เพียงห้าปี
หนานหนาน ลูกสาวของเธอ ก็เพิ่งอายุสี่ขวบเท่านั้น
เธอยังไม่ได้เดินผิดจนสายเกินแก้
ยังไม่ได้ยกทั้งชีวิตของตัวเองไปให้พวกคนอกตัญญูดูดเลือด
เธอยังมีโอกาส…
ที่จะเป็นแม่ที่ดี
ดวงตาของซ่งรุ่ยร้อนผ่าว จนน้ำตาแทบไหลออกมา
เธอเร่งฝีเท้า วิ่งกลับไปยังบ้านที่เคยอาศัยอยู่มาหลายปี
ผลักประตูเข้าไป
ห้องเล็กด้านข้างคับแคบและมืดสลัว เครื่องเรือนภายในก็เก่าโทรมไปหมด
แต่สิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญเลย
ซ่งรุ่ยเดินตรงไปยังเตียงเตาร้อน มองลูกสาวที่กำลังหลับสนิท แล้วน้ำตาก็ไหลพรากในทันที
ลูกสาวของเธอ…
หนานหนานของเธอ…
กำลังนอนหลับอย่างสงบอยู่บนเตียงเตาร้อน
ร่างเล็กผอมบางยังมีกลิ่นน้ำนมหอมอ่อน ๆ มือเท้าเย็นเพราะอากาศในห้องหนาวเกินไป เสื้อผ้าบนตัวก็ยังมีรอยปะหลายแห่ง
แต่เธอกำลังหลับอย่างสบาย
ยังไม่เคยผ่านบาดแผลที่ไม่มีวันลบเลือนเหล่านั้น
ซ่งรุ่ยเช็ดน้ำตา ก่อนถอดเสื้อกันหนาวผ้าฝ้ายเก่า ๆ ของตัวเองออก คลุมเพิ่มให้ลูกสาว
จากนั้นจึงหันหลังเดินออกไป
ไม่นานก็อุ้มฟืนกองหนึ่งกลับเข้ามา
เธอทำผิดต่อหนานหนานจริง
แต่ในขณะเดียวกัน…
ก็มีผู้คนมากมายที่ทำผิดต่อเธอเช่นกัน
ทั้งครอบครัวฝั่งพ่อแม่ และครอบครัวฝั่งสามี
ต่างก็เป็นฝูงหมาป่าและหมาใน คอยจ้องจะรุมฉีกทึ้งเธอให้ไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก
ชาตินี้…
เธอจะไม่มีวันยอมถอยให้อีกแม้แต่ก้าวเดียว.