หลังจากกินเค้กชิ้นเล็กแล้ว ซ่งรุ่ยก็พาหนานหนานไปสนามเด็กเล่นในร่มของห้างต่อ
เธอไม่รีบร้อนกลับบ้านเลยสักนิด เพราะรู้ดีว่าตอนนี้พ่อแม่ของเธอต้องรออยู่ที่บ้านแน่
เมื่อวานทางโทรศัพท์ เธอปฏิเสธเรื่องเงินแต่งงานของน้องชายอย่างเด็ดขาด หลังวางสาย ซ่งเป่าเหอคงเอาเรื่องไปฟ้องพ่อแม่ไม่รู้กี่อย่าง
ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่ไกล เกรงว่าเมื่อวานผู้เฒ่าทั้งสองคงบุกมาถึงแล้ว ไม่มีทางรอถึงวันนี้
เงินไม่มีแน่นอน ใครอยากมาก็มา
ก่อนออกจากบ้าน เธอล็อกประตูห้องปีกตะวันตกไว้แล้ว พวกเขาเข้าไปไม่ได้ ก็ปล่อยให้พวกเขากับสวี่ชุนอิงกัดกันเองเถอะ
จะได้ไม่เอาเธอไปหนีบไว้ตรงกลางเหมือนเธอเป็นคนเดียวที่รังแกได้
ซ่งรุ่ยพาหนานหนานเล่นจนเกือบฟ้ามืด
จนหนานหนานตื่นเต้นจนหนังตาเริ่มสู้ไม่ไหวแล้ว เธอถึงพาลูกกลับบ้าน
ตอนเดินมาถึงหน้าห้าง หนานหนานฝืนความง่วง ชี้ไปที่ร้านขายเค้กแต่งหน้า
“แม่คะ พ่อยังไม่ได้กินเลย”
ซ่งรุ่ยอยากบอกว่า พ่อของลูกยังไม่รู้เลยว่าจะกลับเมื่อไร
แต่พอคิดอีกที เธอก็ยังเดินไปซื้อ
ถือเสียว่าซื้อให้หนานหนาน เก็บไว้ให้ลูกกินพรุ่งนี้ก็แล้วกัน
แม่ลูกเหนื่อยกันทั้งคู่ แถมยังถือของพะรุงพะรัง จึงเรียกรถกลับบ้านทันที
รถจอดหน้าประตูใหญ่
ยังไม่ทันลงจากรถ ซ่งรุ่ยก็เห็นสภาพในลานบ้านแล้ว
กลางฤดูหนาว อากาศหนาวจัด
ซ่งฝู พ่อของเธอนั่งยอง ๆ อยู่ในลาน กำลังสูบบุหรี่ใบยาสูบเสียงดังปุ๋ย ๆ
ส่วนแม่ของเธอ เฉียนเอ้อร์เหมย ยืนอยู่ตรงประตูห้องใหญ่ เท้าข้างหนึ่งอยู่ในห้อง อีกข้างอยู่นอกห้อง กำลังหันกลับไปเถียงกับคนในบ้าน
พอได้ยินเสียงรถ เฉียนเอ้อร์เหมยก็เหมือนมีสปริงติดใต้เท้า
ยังไม่ทันที่สองแม่ลูกจะลงจากรถและยืนให้มั่นคง เธอก็พุ่งเข้ามาหาแล้ว
“ลูกคนนี้! แกออกไปเถลไถลที่ไหนมาทั้งวัน? ยังซื้อของมาตั้งเยอะแยะอีก! หมดเงินไปเท่าไรแล้วเนี่ย!”
เธอเห็นของในมือซ่งรุ่ย ก็รีบตบต้นขาด้วยความร้อนใจ ราวกับเงินที่ซื้อของพวกนั้นควักออกจากกระเป๋าเธอเอง
ซ่งรุ่ยไม่อยากมองเธอ
แม้ก่อนเธอจะย้อนกลับมา พ่อแม่ของเธอตายไปหลายปีแล้ว
แต่หลังรู้ว่าพวกเขารวมหัวกันหลอกเธอ เธอก็เหลือเพียงความคับแค้น ไม่มีความรู้สึกอื่นอีก
ไม่นับชาติที่แล้วที่ย้อนกลับมา
แค่ไม่กี่ปีในชาตินี้ เงินที่เธอให้บ้านเดิมไป ก็เพียงพอชดใช้บุญคุณเลี้ยงดูแล้ว
เธอไม่ได้ติดค้างพวกเขา
และจะไม่มีวันยอมให้พวกเขาจับเธอไว้ในมืออีก
ซ่งรุ่ยจูงหนานหนานหลบมือของเฉียนเอ้อร์เหมยที่ยื่นมาจะรับของ เดินอ้อมเธอไปหยิบกุญแจเปิดประตู
“นังลูกตายยาก! ฉันพูดกับแก แกไม่ได้ยินหรือไง? ของไร้คุณธรรมไร้หัวใจ หูหนวกแล้วหรือ!”
เฉียนเอ้อร์เหมยรูปร่างสูงผอม โหนกแก้มที่นูนขึ้นมีเส้นเลือดฝอยแดง ๆ เต็มไปหมด
เวลาถลึงตาใส่คน หน้าตาดุร้ายเหมือนกำลังมองศัตรูที่ไปขุดสุสานบรรพบุรุษของเธอ
เมื่อครู่คงไปได้ความโกรธจากในห้องใหญ่มาไม่น้อย
พอเห็นลูกสาวคนนี้ ความโกรธนั้นก็ระเบิดออกมาหลายเท่า
เสียงแหลมบาดหูราวกับจะกลายเป็นคมมีด กรีดผิวเนื้อคนให้ขาด
เมื่อก่อน ซ่งรุ่ยกลัวการเห็นแม่เป็นแบบนี้ที่สุด
เหมือนความอบอุ่นระหว่างแม่ลูกไม่เคยมีอยู่
เธอเป็นเพียงผีทวงหนี้ที่น่ารังเกียจ
เพื่อทำให้อารมณ์แม่สงบลง เพื่อรักษาความสัมพันธ์แม่ลูกที่ดูเหมือนกลมเกลียว เธอจึงต้องยอมถอยครั้งแล้วครั้งเล่า
เรื่องไม่ได้เรียนมัธยมปลายก็เป็นแบบนี้
เรื่องเอาเงินให้บ้านเดิมก็เป็นแบบนี้
เมื่อมีขาที่หักของซ่งเป่าเหอ เฉียนเอ้อร์เหมยก็ยิ่งมีเหตุผลเต็มปากเต็มคำ
แต่ครั้งนี้ ซ่งรุ่ยไม่มีทางถอยอีก
เพราะข้างหลังเธอยังมีหนานหนานอยู่
เธอเปิดประตู ส่งหนานหนานเข้าไปในห้อง แล้ววางดินสอสีและกระดาษวาดรูปที่เพิ่งซื้อมาไว้ตรงหน้าลูก
จากนั้นจึงได้สติ หันกลับไปผลักเฉียนเอ้อร์เหมยที่ยังด่าปาว ๆ ออกจากห้องปีก
ซ่งรุ่ยเท้าเอว ยืนขวางอยู่หน้าห้องปีก แสดงชัดเจนว่าไม่ให้ใครเข้า
มีอะไรก็พูดกันในลาน
ประตูห้องใหญ่เปิดแล้วปิด
สวี่ชุนอิงโผล่หัวออกมาด่า
“เมียเจ้าสาม วันนี้ถ้าแกกล้าเอาเงินบ้านนี้ให้บ้านแม่แก ฉันจะจัดการแกให้ดู!”
เมื่อวานซ่งรุ่ยพูดแล้วว่าจะไม่ให้เงินบ้านเดิมอีก
แต่เห็นได้ชัดว่าสวี่ชุนอิงไม่เชื่อ
โดยเฉพาะเมื่อครู่เฉียนเอ้อร์เหมยพูดแล้วว่า เป็นเรื่องใหญ่เรื่องแต่งงานของน้องชายซ่งรุ่ย
ถ้าซ่งรุ่ยไม่ยอมเสียเลือดก้อนโต นั่นสิถึงจะแปลกเหมือนตะวันขึ้นทางทิศตะวันตก
สวี่ชุนอิงห้ามไม่ให้ไม่ได้ เพราะเงินอยู่ในกระเป๋าซ่งรุ่ย
คำพูดของเธอจึงตั้งใจพูดออกมาโดยเฉพาะ
ประกาศไว้ก่อน
พอซ่งรุ่ยให้เงินไป เธอจะได้มีเหตุผลจัดการซ่งรุ่ยอย่างเปิดเผย
ไม่อย่างนั้นดูสองวันนี้สิ เธอแทบจะเปิดหลังคาบ้านแล้ว
ถือโอกาสนี้ระบายความแค้นให้สาแก่ใจก็พอดี
เหอจินเยี่ยนได้ยินคำนี้ ก็รีบคว้าเมล็ดแตงโมออกมาเต็มกำมือ
เหมือนเห็นเรื่องสนุกน่ายินดีอะไรสักอย่าง สีหน้าสะใจแทบซ่อนเอาไว้ไม่อยู่
คนทั้งสี่ในลานล้วนจ้องไปที่กระเป๋าของซ่งรุ่ย
ซ่งรุ่ยเอามือกุมกระเป๋าที่ตุง ๆ ของตัวเองไว้
“แม่ แม่ก็ได้ยินแล้วใช่ไหม แม่สามีของฉันไม่ให้ ถ้าให้แล้วเธอจะตีฉัน ฉันไม่กล้าให้แล้วจริง ๆ”
“นังไร้ประโยชน์! แกกลัวเธอทำไม! รีบเอาเงินให้แม่มา หรือแกอยากให้น้องชายแกแต่งเมียไม่ได้จริง ๆ? น้องชายแกเป็นต้นกล้าเพียงต้นเดียวของตระกูลซ่งเรานะ!”
ซ่งรุ่ยยื่นมือเข้าไปในกระเป๋า
ซ่งฝูกับเฉียนเอ้อร์เหมยมองด้วยสายตาร้อนแรง
แต่เธอกลับจงใจทำท่าขลาด ๆ เหลือบมองสวี่ชุนอิงหนึ่งที
“ไม่ได้หรอกแม่ แม่สามีของฉันจะตีฉันจริง ๆ ถ้าเธอไม่พยักหน้า ฉันไม่กล้าให้”
ดวงตาของเฉียนเอ้อร์เหมยจับจ้องการเคลื่อนไหวของเธอ มือที่เตรียมรับเงินยื่นออกไปแล้ว
กลับได้ยินประโยคนี้
เธอโกรธจนแทบอยากตบหน้าซ่งรุ่ยสักฉาด
แต่เงินยังไม่ถึงมือ ต่อให้อารมณ์ร้ายแค่ไหน เธอก็ไม่กล้าลงมือ ได้แต่อัดความโกรธไว้แล้วด่าเสียงดัง
“นังขี้ขลาด! โตมาจนป่านนี้กินข้าวเปล่าหรือไง! ยายแก่ใกล้ตายคนเดียวแกยังกลัว! เธอตีก็ไม่รู้จักตีกลับหรือ? ดูหน้าเธอสิ เหมือนคางคก ต่อให้กระโดดขึ้นมาก็ตบไม่ถึงหน้าแกหรอก!”
เมื่อเทียบกับเฉียนเอ้อร์เหมยที่ผอมสูง สวี่ชุนอิงเตี้ยกว่าและอ้วนกว่าจริง ๆ
ถูกเหยียบจุดเจ็บเข้าเต็ม ๆ เธอที่เดิมทีนั่งรอจับผิดอยู่ก็ทนนิ่งไม่ไหวแล้ว
สวี่ชุนอิงพุ่งตัวขึ้น ชี้หน้าเฉียนเอ้อร์เหมยแล้วด่า
“แกสูงนักเหรอ! ตอนสร้างบ้านทำไมไม่เอาแกไปค้ำคานหลังคาล่ะ! ถุย! สูงแค่ไหนก็มีลูกชายคนเดียว แถมยังเป็นไอ้พิการขาสั้นข้างยาวข้าง!”
สิ่งที่สวี่ชุนอิงภูมิใจที่สุด คือการที่เธอมีลูกชายสองคน และลูกชายทั้งสองก็สูงใหญ่!
เมื่อเทียบกับเฉียนเอ้อร์เหมยที่มีลูกชายคนเดียวแล้วยังพิการ เธอย่อมรู้สึกเหนือกว่า!
คำว่า “พิการ” คำนั้นทำให้เฉียนเอ้อร์เหมยโกรธจนควันออกหู
บวกกับที่สวี่ชุนอิงไม่ยอมให้เงิน
ความแค้นสองอย่างรวมกัน ทำให้เธอร้องลั่นแล้วพุ่งเข้าไป
สวี่ชุนอิงปากด่าเก่งก็จริง แต่พอเห็นอีกฝ่ายพุ่งมา ก็รีบกลับเข้าห้องแล้วปิดประตู
แต่การเคลื่อนไหวช้าไปนิด
เฉียนเอ้อร์เหมยคว้าผมเธอได้หนึ่งกำ ดึงหลุดออกมาทั้งกระจุก
สวี่ชุนอิงทั้งเจ็บทั้งโกรธ จึงยิ่งด่าคำว่า “พิการ” ผ่านประตูไม่หยุด
เฉียนเอ้อร์เหมยโกรธจนแทบคลั่ง เห็นว่าติดประตูเลยตีไม่ถึง จึงหยิบก้อนอิฐขึ้นมาทุบหน้าต่างแตก
เธอยื่นแขนเข้าไปจะคว้าตัวสวี่ชุนอิง
แต่กลับถูกสวี่ชุนอิงถือกระบวยเหล็กฟาดใส่หลายที
ซ่งรุ่ยรู้ดีว่าแม่ของตัวเองร้ายกาจแค่ไหน
ในหมู่บ้าน แม่ของเธอผ่านการตีกับคนอื่นมานับครั้งไม่ถ้วน เป็นคนปากกล้าและมือไวที่มีชื่อเสียง
แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่า แม่สามีของเธอก็ลื่นไหลเหมือนปลาไหล ไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่น้อย
ทั้งสองคนโต้กันไปโต้กันมา ผ่านหน้าต่างที่แตก
ต่างฝ่ายต่างโกรธจนหน้าแดงคอแดง
ซ่งรุ่ยมองอย่างสะใจ
เหลือแค่ปรบมือส่งเสียงเชียร์เท่านั้น
เดิมทีเหอจินเยี่ยนนั่งอยู่ตรงหน้าประตูห้องปีกตะวันออก
พอเห็นเริ่มตีกัน เธอก็รีบมุดเข้าไปในห้องตะวันออกทันที
ทำเหมือนตัวเองไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นเลย.