ซ่งฝูอยากห้าม แต่เหมือนไม่รู้จะเริ่มลงมืออย่างไร ได้แต่เดินวนไปวนมาอยู่ตรงนั้น
พอเห็นซ่งรุ่ยไม่ขยับ และไม่ยอมควักเงินออกมาระงับเรื่อง เขาก็ถอนหายใจ เดินมาหยุดตรงหน้าซ่งรุ่ยแล้วพูดว่า
“ต้าหยา พ่อรู้ว่าชีวิตลูกก็ลำบากเหมือนกัน ทั้งหมดเป็นเพราะพ่อสุขภาพไม่ดี ไม่มีความสามารถ ไม่อาจเก็บทรัพย์สินอะไรไว้ให้พวกลูกสามพี่น้องได้ เงินก้อนนี้…ถ้าลูกไม่อยากออกจริง ๆ ก็ช่างเถอะ พ่อจะไปแบกกระสอบทรายเอง เหนื่อยหน่อยก็ช่างมัน”
สำหรับซ่งฝูผู้เป็นพ่อ ความรู้สึกของซ่งรุ่ยซับซ้อนมาก
เป็นเวลายาวนานมากที่เธอมองพ่อผู้ดูซื่อสัตย์และเงียบขรึมคนนี้ว่าเป็นเหยื่อของครอบครัว
แม่เข้มแข็งและปากจัด ยิ่งขับให้เขาดูอ่อนแอและน่าอึดอัด
บวกกับที่เขาชอบพูดติดปากว่าสุขภาพไม่ดี งานในไร่ทำนั่นก็ไม่ได้ ทำนี่ก็ไม่ไหว จนทุกคนคิดว่าเขาเป็นคนป่วยครึ่งหนึ่ง กลายเป็นคนที่ต้องได้รับการปกป้องในบ้าน
ผู้ชายที่ควรเป็นเสาหลักของบ้าน กลับกลายเป็นคนที่ต้องให้คนอื่นดูแล
ความรับผิดชอบที่ควรเป็นของเขา จึงถูกโยนไปให้คนอื่นอย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อก่อนคือเฉียนเอ้อร์เหมย
ต่อมาคือเธอ ซ่งรุ่ย
ทุกครั้งที่ซ่งรุ่ยพยายามสลัดภาระที่ไม่ควรเป็นของตัวเองทิ้ง
เขาก็จะนั่งสูบยาเส้น ขมวดคิ้ว แล้วถอยจนสุดทาง
เดี๋ยวบอกว่าจะไปแบกกระสอบทรายที่ไซต์งาน
เดี๋ยวบอกว่าจะขึ้นเขาไปตัดไม้
ล้วนเป็นงานที่แค่คิดถึงสภาพร่างกายของเขา ก็ทำให้คนรู้สึกว่าเหมือนส่งเขาไปตาย
ยิ่งไปกว่านั้น เวลาปกติเฉียนเอ้อร์เหมยอาละวาด เขามักทำเหมือนยืนอยู่ข้างซ่งรุ่ย
แล้วซ่งรุ่ยจะใจแข็งปล่อยให้พ่อแท้ ๆ ไปเสี่ยงตายได้อย่างไร
จนกระทั่งภายหลัง
หลังเฉียนเอ้อร์เหมยป่วยตายไป ซ่งฝูที่กลัวตายก็ให้ซ่งรุ่ยพาไปโรงพยาบาล ตรวจสุขภาพทั้งตัว
ผลตรวจนั้นพลิกภาพจำทั้งหมดที่ซ่งรุ่ยเคยมีต่อเขา
หมอบอกว่าเขาเลือดลมดี ร่างกายแข็งแรง อยู่ต่ออีกยี่สิบกว่าปีก็ไม่มีปัญหา
ตอนนั้นเขาอายุหกสิบกว่าแล้ว
เขาไม่เคยอ่อนแอหรือป่วยกระเสาะกระแสะเลยสักนิด
เมื่อรู้ความจริงข้อนั้น ซ่งรุ่ยที่ตรากตรำเพื่อบ้านมาครึ่งชีวิต ก็รู้สึกขมไปทั้งหัวใจ ตับ ไส้ และกระเพาะ
แต่ซ่งฝูกลับเดินอวดอย่างภาคภูมิใจ ดีใจที่ตัวเองดูแลสุขภาพได้ดี
ตอนนี้เธอได้เกิดใหม่
เขากลับยังทำท่าทางแบบเดิมอีก
ซ่งรุ่ยได้ยินเสียงของตัวเองเย็นชาจนแทบไร้อารมณ์
“ก็ดีค่ะ พ่อไปแบกกระสอบทรายที่ไซต์งานเถอะ จะหาเงินให้ลูกชายตัวเองแต่งเมีย ต่อให้เหนื่อยจนป่วยก็สมควรแล้ว”
“กะ…แก…”
ดวงตาขุ่นมัวของซ่งฝูไหววูบ แทบไม่อยากเชื่อว่าตัวเองได้ยินอะไร
ลูกสาวคนโตคนนี้ ไม่ใช่คนกตัญญูและสงสารคนในบ้านที่สุดมาตลอดหรือ?
เมื่อก่อนแค่เขาพูดแบบนี้ ต่อให้เธอไม่มีเงิน ก็ยังจะหาทางไปหาเงินมาให้
วันนี้ทำไมถึงย้อนกลับมาเพียงประโยคเดียวแบบนี้?
ริมฝีปากของซ่งฝูกระตุก ความโกรธเริ่มก่อตัวในใจ
แต่เขาไม่ลืมภาพลักษณ์ของตัวเองที่รักษามาตลอด จึงไม่เอ่ยคำตำหนิออกมา
กลับหันไปดึงเฉียนเอ้อร์เหมยที่ยังทะเลาะอยู่
“ยายแก่ ไปเถอะ เราไปกันเถอะ ไปช่วยฉันหางานที่ไซต์งานสักแห่ง ฉันจะไปแบกกระสอบทรายหาเงินให้ลูกชาย ปีนี้ถ้าหาเงินไม่พอแต่งงาน ก็ทำอีกหลายปี สุดท้ายต้องหาได้พอแน่”
เฉียนเอ้อร์เหมยได้ยินก็รีบดึงแขนเขา
“ตาแก่ พูดเหลวไหลอะไร! งานในนาแกยังทำไม่ไหว ยังคิดจะไปแบกกระสอบทรายที่ไซต์งานอีกหรือ? ตาแก่บ้า แกเสียสติไปแล้วหรือไง!”
ซ่งฝูยิ้มขม รอยย่นสองข้างริมฝีปากลึกชัด
“ลูกสาวเราพูดถูกแล้วนี่ ลูกชายจะแต่งเมีย ต่อให้ฉันเหนื่อยจนป่วยก็สมควรแล้ว ต่อให้เหนื่อยจนตาย ฉันเป็นพ่อคน จะพูดอะไรได้?”
สิ้นเสียงนั้น ดวงตาของเฉียนเอ้อร์เหมยก็ถลึงมาทางซ่งรุ่ยอย่างดุร้าย
ซ่งรุ่ยหัวเราะเย็นชา
เธอช่างเป็นมีดที่ดีของซ่งฝูจริง ๆ
สองคนนี้ประสานกันได้ดีเสียเหลือเกิน
คนหนึ่งแสร้งทำเป็นน่าสงสารเท่าไร อีกคนก็แสดงสีหน้าโหดร้ายเท่านั้น
พวกเขาสองคนจับมือกันเล่นละครประสานบทกันแบบนี้
แล้วสมควรแล้วหรือที่ลูกสาวอย่างเธอต้องเหนื่อยจนร่างกายเต็มไปด้วยโรคตั้งแต่อายุยังน้อย
“ซ่งรุ่ย! แกกล้าพูดกับพ่อแกแบบนี้เรอะ! กำเริบเสิบสานแล้วใช่ไหม!”
เรื่องเงินยังไงก็สำคัญที่สุด
ความแค้นกับสวี่ชุนอิงจึงถูกเฉียนเอ้อร์เหมยวางไว้ข้าง ๆ ก่อน เธอพุ่งเข้าหาซ่งรุ่ยทันที
ตอนนี้เฉียนเอ้อร์เหมยเข้าใจแล้ว
วันนี้ซ่งรุ่ยไม่คิดจะให้เงินจริง ๆ
ในเมื่อขอไม่ได้ ก็แย่งเอาสิ!
เธอไม่เชื่อหรอกว่าซ่งรุ่ยจะกล้าแจ้งตำรวจว่าคนเป็นแม่อย่างเธอปล้นเงิน
ต่อให้แจ้งจริง เธอก็เป็นแม่แท้ ๆ ตำรวจก็คงไม่ยุ่ง!
แน่นอนว่าซ่งรุ่ยไม่มีทางยืนเฉยให้ตี พอเห็นอีกฝ่ายพุ่งมา เธอก็รีบหลบ
“นังตัวซวย! ยังกล้าหลบอีก! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
ซ่งรุ่ยไม่ฟัง วิ่งวนอยู่ในลานบ้าน พลางตะโกนเสียงดัง
“แม่! ฉันไม่มีเงินก็คือไม่มีเงิน! ฉันเองก็มีลูกต้องเลี้ยงเหมือนกันนะ!”
“แม่มาบุกบ้านหลิงโวยวายแบบนี้ คิดจริง ๆ หรือว่าบ้านหลิงไม่มีคนแล้ว? คนที่ไม่รู้คงคิดว่าคนบ้านหลิงรังแกง่ายนัก!”
เธอจงใจตะโกนเสียงดัง
เพื่อนบ้านซ้ายขวาได้ยินเสียง ต่างก็โผล่หน้าออกมาซุบซิบ
สวี่ชุนอิงที่เดิมหลบดูความสนุกอยู่เริ่มรู้สึกไม่ถูกต้อง
ทำไมคนที่ถูกไล่คือซ่งรุ่ย
แต่คนที่เสียหน้ากลับเป็นบ้านหลิงของพวกเขา?
ถ้าเพื่อนบ้านรู้ว่าบ้านพวกเขาถูกคนบุกมาถึงที่แล้วยังไม่กล้าส่งเสียง
ใครจะรู้ว่าจะถูกหัวเราะเยาะอย่างไร!
ไม่ได้!
จะยืนดูเฉย ๆ แบบนี้ไม่ได้
สวี่ชุนอิงโมโหปากของซ่งรุ่ยที่ตะโกนเก่งนัก บีบให้เธอต้องออกหน้าไปด้วย
พร้อมกันนั้นก็ถือท่อนไม้เขี่ยไฟพุ่งออกมา
ซ่งรุ่ยเหลือบเห็นจากหางตา จึงรีบพุ่งเข้าไปหา
เมื่อถึงระยะใกล้ เธอย่อตัวหลบอย่างรวดเร็ว
เฉียนเอ้อร์เหมยที่ไล่ตามมาด้านหลังหยุดไม่ทัน จึงชนเข้ากับสวี่ชุนอิงเต็ม ๆ
คราวนี้ทั้งสองคนล้มลงไปตีกันบนพื้นอย่างสมบูรณ์
ซ่งรุ่ยวนอยู่ข้าง ๆ ทำท่าเหมือนอยากห้ามแต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
ความจริงแล้ว เท้าของเธอไม่ก้าวเข้าไปใกล้เลยแม้แต่ก้าวเดียว
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองถูกลากเข้าไปในสนามรบ
เมื่อลูกกับพ่อแม่เผชิญหน้ากันตรง ๆ ฝ่ายลูกมักเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ
พวกเขาตีเธอได้
แต่เธอตีกลับไม่ได้
ไม่อย่างนั้นทั่วทั้งเฟิ่งเฉิงคงด่าทอเธอจนอยู่ไม่ได้
ตอนนี้ใช้คนบ้านซ่งได้ ก็ใช้ไปก่อน
รอวันหน้าเธอเก็บเงินพอ พาหนานหนานย้ายออกไป
เธอก็จะออกจากที่นี่ ใช้ชีวิตของตัวเองอย่างสงบ
ใครก็อย่าหวังจะตามหาเธอเจอ
ซ่งรุ่ยกำลังคิดแผนไว้อย่างดี
แต่ทันใดนั้น ด้านหลังก็มีแรงมหาศาลผลักเธอไปข้างหน้า
เธอหันกลับไป
เห็นซ่งฝูยังคงทำหน้าขมขื่นน่าสงสารเหมือนเดิม
แต่กลับเตรียมใช้ข้ออ้างว่าห้ามศึก จับเธอกดไว้ให้เฉียนเอ้อร์เหมยลงมือ
ซ่งรุ่ยโกรธจนคว้าดินบนพื้นขึ้นมากำหนึ่ง เตรียมจะสาดใส่
แต่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงของหลิงเย่ดังขึ้น
“ทำอะไรกัน! ปล่อยมือให้หมด!”
เสียงนั้นหนักแน่นทรงพลัง
ความโกรธในน้ำเสียงราวกับโซ่เหล็กขึ้นสนิมถูกลากผ่านพื้นปูน
พร้อมกับฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ร่างสูงใหญ่แข็งแรงของเขาก็ทอดเงาลงตรงหน้าทุกคน
วินาทีที่รู้ว่าเป็นเขากลับมา
ทุกคนหยุดชะงักพร้อมกัน
เฉียนเอ้อร์เหมยปล่อยมือที่จับคอเสื้อของซ่งรุ่ยอย่างเก้อกระดาก
ซ่งฝูที่ทำหน้าขมขื่นก็เพิ่มความขมจริงขึ้นมาอีกหลายส่วน ราวกับเผลอกัดมะระดิบเข้าปาก
แม้แต่เพื่อนบ้านที่แอบดูความสนุก ก็รีบหดหัวกลับไป ทำเหมือนไม่เคยอยู่ตรงนั้น
ซ่งรุ่ยลุกขึ้นจากพื้น ปัดดินออกจากมือ รู้สึกขายหน้าอยู่บ้าง
ส่วนสวี่ชุนอิงพอเห็นลูกชาย ก็เหมือนได้เห็นเสาหลักและผู้ช่วยชีวิต
เธอคว้าแขนเขาไว้แล้วเริ่มร้องโหยหวน
“ลูกแม่! ในที่สุดแกก็กลับมาแล้ว! แกเห็นหรือยัง? เมียดี ๆ ที่แกแต่งเข้ามา เป็นตัวก่อเรื่องชัด ๆ! ทำบ้านไม่เคยสงบสุขเลยสักวัน!”
“คนบ้านนี้ทั้งบ้านล้วนเป็นพวกคนเลว คนบ้านนอกไร้มารยาท! ไม่เคยเห็นใครไร้เหตุผลแบบนี้มาก่อน!”
“หย่า! รีบหย่าเลย!”
แม้สวี่ชุนอิงจะมีข้อเสียมากมายเหมือนขนวัว และยังน่ารำคาญสุด ๆ
แต่ประโยคนี้ ซ่งรุ่ยกลับรู้สึกว่าเธอก็พูดไม่ผิด
ด้วยพ่อแม่แบบนี้
ไม่ว่าซ่งรุ่ยจะแต่งเข้าบ้านใคร บ้านนั้นก็ไม่มีวันสงบได้
พวกเขาไม่มีวันพอใจ และไม่มีวันอยู่อย่างสงบ
แทบอยากเคาะกระดูกเธอทุกวัน เพียงเพื่อคั้นน้ำมันออกมาอีกสักหยด
น่าเสียดายที่ชาติกำเนิดเลือกไม่ได้
และการหนีออกจากบ่อโคลน ก็ต้องใช้เวลา
ถ้าหลิงเย่จะหย่ากับเธอเพราะเรื่องนี้
เธอก็ยอมรับอย่างยินดี
จากกันดี ๆ ก็พอ
เพราะใครบ้างไม่อยากให้บ้านของตัวเองสงบสุข
แต่ซ่งรุ่ยกลับได้ยินหลิงเย่พูดว่า
“ร้องอะไรนักหนา? เรื่องแค่นี้เอง”
“ตอนแม่ไปตีกับคนอื่น ดึงผมกันทั้งกำ ทำไมไม่เห็นแม่กับพ่อหย่ากัน?”
“เรื่องเล็กแค่นี้ แม่ให้ผมหย่า แม่บ้าไปแล้วหรือไง?”
“แก…ไอ้ลูกเวร!”