ซ่งรุ่ยสมัครเรียนห้องเรียนสเก็ตช์ภาพ
สิบคาบ ราคา 50 หยวน
ยุคนี้หมูหนึ่งชั่งยังราคาแค่ 2 หยวน เงินเดือนคนงานโรงงานรัฐก็เพียงสองร้อยกว่าหยวน
ราคานี้ถือว่าไม่ถูกเลย
แต่หลังจากซ่งรุ่ยได้ทดลองเรียนหนึ่งคาบ ก็รู้สึกว่าคุ้มค่าอยู่ไม่น้อย
อีกอย่าง เธอยังพิสูจน์ได้อีกเรื่องหนึ่งว่า…
หนานหนานไม่มีความสนใจเรื่องวาดรูปเลยสักนิด
ครูกำลังสอนอยู่หน้าห้อง ส่วนเจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนเธอกลับหลับจนมีเสียงกรนเบา ๆ หลับสบายเสียเหลือเกิน
ซ่งรุ่ยบอกไม่ถูกว่าตัวเองชอบวาดรูปหรือไม่
แต่มีอย่างหนึ่งที่เธอมั่นใจ
นั่นคือเธอชอบเงิน
ถ้าเรียนวาดรูปให้ดีแล้วหาเงินได้ งั้นเธอก็ชอบวาดรูป
ออกจากสถาบันกวดวิชาแล้ว ซ่งรุ่ยก็พาหนานหนานไปเดินดูห้างหลายแห่งในเมืองเฟิ่งเฉิง
นอกจากแบรนด์ฟาอ้ายลี่ในห้างมิตรภาพที่แพงจนเกินเหตุ และเป็นกิ๊บประดับเพชรสีที่พอมีดีไซน์อยู่บ้าง
แผงลอยตามที่อื่น ๆ ส่วนใหญ่ก็ขายเพียงกิ๊บพลาสติกธรรมดา
สีสันฉูดฉาด เปลือกพลาสติกดูราคาถูก
ข้อดีที่สุดของมันก็คือถูก
กิ๊บประดับเพชรสีของฟาอ้ายลี่เริ่มต้นก็ห้าสิบหกสิบหยวน
แต่กิ๊บพลาสติกเหล่านี้ราคาแค่หนึ่งหยวน
ขายจุดเด่นที่ประหยัดและคุ้มค่า
แต่ซ่งรุ่ยรู้ดี
ความประหยัดคุ้มค่านั้นสำคัญในช่วงยี่สิบปีก่อน
แต่ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า มันจะไม่อาจตอบสนองความต้องการของผู้คนได้อีก
ถ้าเธอจะทำ
ก็ต้องทำแบบที่สวยที่สุด ทันสมัยที่สุด
น่าเสียดายที่ตอนนี้เธอยังวาดแบบออกมาไม่ได้
ไม่อย่างนั้น เธอคงถือแบบร่างไปเดินเสนอขายและรับคำสั่งซื้อทีละร้านได้แล้ว
หนานหนานนอนหลับบนหลังเธอไปตื่นหนึ่ง
พอตื่นแล้วก็ลงเดินเองอย่างว่าง่าย
ฟ้ามืดลงแล้ว
ซ่งรุ่ยก็ยังไม่พาหนานหนานกลับบ้าน
แต่พาไปยังร้านหม้อไฟแทน
บอกว่าจะไม่ทำกับข้าว ก็คือไม่ทำกับข้าว
อะไรงานของผู้หญิง อะไรแมลงคลาน
วันนี้เธอจะประท้วง!
เธอจะวาดแมลงคลานให้ดู!
หนานหนานไม่เคยได้กินอาหารนอกบ้านมาก่อน
ยิ่งไม่เคยออกมากินข้าวกับแม่ตามลำพัง
พอนั่งอยู่ข้างซ่งรุ่ย ก็อดเกร็งไม่ได้ มือเล็ก ๆ จับแขนของเธอไว้แน่น
ซ่งรุ่ยไม่ได้ให้ลูกปล่อยมือ และไม่ได้พูดอะไร
ลูกอยากจับก็จับ
เด็กคนนี้ขาดประสบการณ์แบบนี้
จะเกร็งก็ได้ จะกลัวก็ได้
ล้วนเป็นปฏิกิริยาปกติ
รอให้ได้เจอบ่อย ๆ เข้า เดี๋ยวก็จะดีขึ้นเอง
ชาติที่แล้ว สวี่ชุนอิงกับเหอจินเยี่ยนชอบพูดว่าหนานหนานดูขี้กลัว ไม่รู้จักเข้าสังคม
ตอนแรกซ่งรุ่ยคิดว่าหนานหนานเป็นเด็กขี้อายและเก็บตัวโดยธรรมชาติ
แต่ต่อมาเธอถึงได้เข้าใจ
คนเราเมื่อเจอสิ่งแปลกใหม่หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ย่อมเกร็งโดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว
แทนที่จะบอกว่าหนานหนานเป็นเด็กเกร็งและเก็บตัว
ควรบอกว่าเป็นเพราะเธอเลี้ยงหนานหนานได้ไม่ดีต่างหาก
คนพวกนั้นกำลังเอาความขาดแคลนของเด็กคนหนึ่ง มาแปะป้ายตีตราให้เธอ
พูดมากเข้า แม้แต่หนานหนานเองก็เชื่ออย่างนั้น
พอออกไปข้างนอกจึงยิ่งขลาดกลัว ไม่กล้าทำอะไร
และเมื่อนิสัยก่อตัวขึ้นแล้ว ก็ยากจะแก้ไข
เหมือนตอนนี้
หนานหนานครั้งแรกมากินอาหารนอกบ้านย่อมต้องเกร็ง
แต่ซ่งรุ่ยไม่เชื่อว่า ครั้งที่สิบลูกยังจะเกร็งอยู่เหมือนเดิม
ความสามารถในการปรับตัวของเด็กนั้นสูงกว่าผู้ใหญ่มากนัก
ผลก็คือ…
ยังไม่ทันได้กินอาหารจนครบมื้อ
ตอนพี่สาวพนักงานเสิร์ฟเอาเครื่องดื่มมาให้ หนานหนานก็กล้ายื่นมือไปรับแล้ว
แถมยังพูดว่า
“ขอบคุณค่ะ”
พี่สาวพนักงานเสิร์ฟยิ้มให้เธอ
ซ่งรุ่ยเองก็ชมว่าหนานหนานมีมารยาทและใจกว้าง
เมื่อได้รับคำตอบรับในทางดี หนานหนานก็ยิ้มจนตาหยี
ไหล่เล็ก ๆ ที่เคยห่อเกร็งเมื่อครู่ ค่อย ๆ ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากกินอิ่มแล้ว หนานหนานก็เหมือนมีเรื่องอยากพูด
คำพูดมาถึงริมฝีปากแล้ว แต่ก็เม้มปากเงียบไว้
ซ่งรุ่ยจึงถามว่าเป็นอะไร
หนานหนานเอียงคอ ทำหน้ากังวล
“แม่คะ เมื่อเช้า…เหมือนพี่เสี่ยวตันจะโกรธหนานหนาน”
จากคำเล่าไม่ค่อยคล่องของหนานหนาน
ซ่งรุ่ยค่อย ๆ ปะติดปะต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าได้
หนานหนานถือขนมทอดไส้ถั่วกินอยู่หน้าประตู
หลิงเสี่ยวจวินที่ช่วงสองวันนี้กำลังอยากกินขนมทอดไส้ถั่วพอดี เห็นเข้าเต็มตา
เมื่อก่อนในบ้านนี้ หากมีของกินก็มักต้องให้เขาก่อนเสมอ
มีหรือจะถึงคราวหนานหนานกิน แล้วเขาได้แต่มอง
เขาจึงพุ่งเข้าไปจะแย่งทันที
ตอนแรกเสี่ยวตันไม่ได้คิดจะยุ่ง
แต่พอได้ยินเสียงหลิงเย่ดังมาจากในห้อง
อีกทั้งเห็นว่าหนานหนานกำลังจะร้องไห้
เธอจึงรีบเข้าไปขวางเสี่ยวจวินไว้
เสี่ยวจวินยังงอแงจะกิน
เสี่ยวตันจึงหันมาขอกับหนานหนาน
บอกให้หนานหนานรีบเอาขนมทอดไส้ถั่วให้พี่เสี่ยวจวินกิน
แต่หนานหนานปฏิเสธ
“แม่คะ หนานหนานบอกพี่เขาว่า หนานหนานยังอยากกินอยู่ ไม่มีเหลือให้พี่เขา แล้วพี่เขาก็จ้องหนานหนาน บอกว่า…บอกว่าอะไรนะ?”
หนานหนานเกาศีรษะอย่างงุนงง
คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น
“อ้อ พี่เขาบอกว่าหนานหนานไม่รู้จักดีชั่ว แม่คะ ไม่รู้จักดีชั่วคืออะไร?”
ซ่งรุ่ยมองดวงตาใสซื่อไร้เดียงสาของลูกสาว
สุดท้ายก็อธิบายความหมายของคำนี้ให้ฟัง
เธอไม่อยากแต่งแต้มทุกอย่างให้ดูสงบสุข จนทำให้หนานหนานสูญเสียความสามารถในการแยกแยะผิดถูก
พอฟังจบ ปากเล็ก ๆ ของหนานหนานก็ยื่นออกมาสูง
“แม่คะ หนานหนานทำผิดหรือเปล่า?”
“แน่นอนว่าไม่ผิด”
“ของของหนานหนาน หนานหนานอยากให้ก็ให้ ไม่อยากให้ก็ไม่ต้องให้”
“ขอของไม่ได้แล้วพูดทำร้ายคนอื่น นั่นเพราะเธอสมควรถูกด่า”
หนานหนานทำท่าครุ่นคิด
ปากเล็ก ๆ อ้าเป็นรูปตัวโอ
ราวกับมีความรู้ใหม่บางอย่างพุ่งเข้าไปในหัวอย่างรุนแรง
สองแม่ลูกกินอิ่มดื่มพอแล้ว จึงพากันกลับบ้าน
ในเวลาเดียวกัน
หลิงเย่กำลังยืนขมวดคิ้วอยู่หน้าหม้อเย็นเตาเย็นที่บ้าน
บอกว่าไม่ทำกับข้าว…
ก็ไม่ทำจริง ๆ หรือ?
เขาก็แค่บอกว่าเธอวาดเหมือนแมลงคลานเท่านั้น
ทำไมถึงอารมณ์ร้ายขนาดนี้
หลิงเย่ไม่สบอารมณ์
เขากลับเข้าห้อง เอนกายพิงขอบเตียงเตาอิฐ หลับตาพักสายตา
วันนี้เขาไปหาพี่ใหญ่เหลียง
แต่ก็ยังไม่ราบรื่น
คนใต้มือพี่ใหญ่เหลียงบอกว่าเจ้าตัวไม่อยู่
แต่ต่อให้ยุ่งแค่ไหน ก็ไม่น่าจะไม่กลับบ้านติดกันสองวัน
เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายจงใจหลบหน้า
พี่ใหญ่เหลียงนับเป็นงูเจ้าถิ่นที่รับมือยากคนหนึ่ง
ข้างบนมีทั้งเส้นสายและเบื้องหลังคอยหนุน
ในมือยังเลี้ยงคนไม่เอาถ่านไว้ไม่น้อย
ทำเรื่องชั่วช้าอย่างผูกขาดค้าขายโดยเฉพาะ
ของเล็ก ๆ อย่างเข็มด้าย เขาไม่สนใจ
แต่ของทันสมัยที่กำลังขาดตลาด หากอยากขายให้เปิดในเมืองเฟิ่งเฉิง ก็ต้องผ่านมือเขา
โชคดีที่ราคาที่เขาให้ไม่ต่ำเกินไป
ซื้อมา ขายไป
รายได้ก็ยังถือว่าใช้ได้
แต่เมื่อนโยบายเปิดกว้างนานขึ้นเรื่อย ๆ
คนที่ขนของจากใต้ขึ้นเหนือก็เริ่มมากขึ้น
เท่าที่หลิงเย่รู้
ก็มีมากกว่ายี่สิบกลุ่มแล้ว
ใครมีรถก็ขับรถ
ใครไม่มีรถก็นั่งรถไฟ นั่งรถโดยสาร
ต่างทยอยขนสินค้าระลอกแล้วระลอกเล่าเข้ามาในเฟิ่งเฉิง
เมื่อมีตัวเลือกมากขึ้น
พี่ใหญ่เหลียงก็เริ่มกดราคา
รองเท้าหนังจากอำเภอจิ้นชุดนี้
ก่อนออกเดินทางไปรับของ พี่ใหญ่เหลียงเป็นคนให้คำมั่นไว้เอง
ตอนนี้พวกเขาจ่ายเงินมัดจำไปแล้ว
แต่พี่ใหญ่เหลียงกลับหลบหน้าไม่ยอมพบ
คงมีเหตุผลเดียว
คือคิดจะกดราคา
หลิงเย่คำนวณเวลาที่รถบรรทุกจะเดินทางกลับมา
ในใจคิดว่า ภายในสามวันต้องพบพี่ใหญ่เหลียงให้ได้
จะมากหรือน้อย อย่างน้อยก็ต้องได้คำตอบแน่ชัด
ถ้าไม่ได้จริง ๆ…
เขาก็จะลากสินค้าออกไปขายที่อื่นเอง
ธุรกิจนี้ เขาไม่จำเป็นต้องทำกับพี่ใหญ่เหลียงก็ได้
เขาไม่เชื่อหรอกว่า…
สินค้าดี ๆ ของเขาจะถึงขั้นต้องเน่าอยู่ในบ้านตัวเอง