บทที่ 10: ปฏิบัติการชิงวิวาห์หนีทุ่งนา
"ส่วนที่เหลือล่ะ?"
"หมดแล้ว"
ดวงตาคู่งามของเจียงโม่หลี่เบิกกว้างแทบถลน "หมดกับอะไรฮะ! บ่ายเดียวนายผลาญเงินไปตั้ง 2.5 หยวนเชียวนะ!"
ต้องเข้าใจก่อนว่าช่างเทคนิคระดับสูงอย่างพ่อเจียงต้าไห่ เงินเดือนทั้งเดือนอยู่ที่ 68 หยวน เฉลี่ยแล้วหาเงินได้ตกวันละประมาณ 2.3 หยวนเท่านั้น
เงินจำนวนนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือหยาดเหงื่อที่ต้องใช้เลี้ยงดูปากท้องคนทั้งห้าชีวิตในบ้าน แถมยังต้องเจียดส่วนหนึ่งเก็บออมไว้ยามฉุกเฉิน ยิ่งถ้าเทียบกับพนักงานกินเงินเดือนทั่วไปที่รับกันไม่ถึง 30 หยวนต่อเดือน หรือวันละไม่ถึง 1 หยวนด้วยซ้ำ
แต่นี่เจียงเผิงเล่นละลายทรัพย์ในบ่ายเดียว เท่ากับค่าแรงคนงานทั่วไปทำกันเลือดตาแทบกระเด็นถึงสองวันครึ่ง
"ก็เลี้ยงขนมพวกเจ้าสืออวี่กับจางเล่ยไปไง"
สิ้นคำตอบ เจียงโม่หลี่ก็พุ่งตัวเข้าไปขยุ้มกลุ่มผมยุ่งๆ ของน้องชายทันที แม่คุณประเคนทั้งหมัดทั้งเท้าใส่ไม่ยั้ง "นายนี่มันเหลือเกินจริงๆ! พี่สาวนายอยู่บ้านหิวไส้กิ่วจนต้องแทะน้ำแข็งประทังชีวิต นายกลับไปทำตัวป๋าบุญทุ่มเลี้ยงเพื่อนกินดื่มข้างนอก วันนี้แม่จะฟาดให้ตายคามือเลยไอ้เด็กเวร!"
เจียงเผิงร้องโอดโอยทำตัวลีบพยายามหลบหลีกพายุหมัด
ภาพที่เห็นดูเหมือนเจียงเผิงเป็นฝ่ายถูกกระทำจนน่าเวทนา แต่ความจริงแล้วเขาแค่ออมมือให้เจียงโม่หลี่ต่างหาก ด้วยส่วนสูงที่ปาเข้าไปเกือบเมตรแปด เทียบกับพี่สาวที่สูงเพียงร้อยหกสิบต้นๆ หากเขาคิดจะสวนกลับ เจียงโม่หลี่คงปลิวไปนานแล้ว
ฉากบู๊ล้างผลาญของสองพี่น้องเรียกจีนมุงและคนที่เดินผ่านไปมาให้หยุดมองได้ทันที
หลายคนในละแวกนั้นจำหน้าเจียงโม่หลี่ได้แม่น เธอไม่ได้มีชื่อเสียงแค่ในเขตบ้านพักโรงงานเครื่องจักร แต่รัศมี 'ความร้าย' แผ่ซ่านไปทั่วชุมชน ทั้งขี้เกียจตัวเป็นขน ไม่ทำการทำงาน รังเกียจคนจนประจบคนรวย แถมยังชอบกลั่นแกล้งพี่สาวต่างแม่สารพัด สรุปสั้นๆ คือหาดีไม่ได้
ภาพที่เห็นเธอกำลังทุบตีน้องชายแท้ๆ ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์นางมารร้ายในสายตาชาวบ้าน
[ค่าความรังเกียจ +1 +1 +1 +1... ยอดรวมเข้าบัญชี 150,000 หยวน]
จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนค่าความรังเกียจในหัวเงียบลง เจียงโม่หลี่ถึงยอมหยุดมือ ยืนเท้าสะเอวหอบหายใจแฮกๆ
ระหว่างทางเดินกลับบ้าน
เจียงโม่หลี่เดินล้วงกระเป๋าเชิดหน้าด้วยมาดนางพญาขาโจ๋ ส่วนเจียงเผิงเดินคอตกตามหลังต้อยๆ สภาพหัวยุ่งเหยิงเหมือนรังนกกระจิบ
เจียงโม่หลี่เหลือบไปเห็นผมชี้โด่เด่บนหัวน้องชายแล้วรู้สึกขัดหูขัดตา เธอยกมือขึ้นหมายจะช่วยจัดทรงให้ แต่เจียงเผิงสะดุ้งเฮือก ยกมือป้องหัวตั้งการ์ดอัตโนมัติ
มือที่ค้างกลางอากาศของเจียงโม่หลี่ชะงักไป
"จะกลัวอะไรนักหนา ไม่ตีแล้ว เอามือลง เดี๋ยวจัดผมให้"
เจียงเผิงทำหน้าสยอง "พี่ อย่าทำเสียงอ่อนแบบนี้สิ ผมขนลุก"
"ไอ้นี่... หมูป่ากินรำดีๆ ไม่ได้จริงๆ!"
เจียงเผิงรีบเถียง "ผมไม่กินรำสักหน่อย นั่นมันของหมู"
เจียงโม่หลี่ตวัดสายตาค้อนขวับ "สภาพนายก็ไม่ได้ดีไปกว่าหมูเท่าไหร่หรอก เลี้ยงเพื่อนไปตั้ง 2.5 หยวน... เดี๋ยวนะ พวกนายไปกินอะไรกันมา?"
"ก็พวกบะหมี่เย็น น้ำอัดลม... แล้วก็..."
เจียงเผิงอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะล้วงแท่งทรงกระบอกเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกง ยื่นไปตรงหน้าพี่สาวด้วยรอยยิ้มประจบประแจง "อะ นี่ของพี่"
เจียงโม่หลี่รับมาพิจารณา มันคือลิปสติก...
แท่งลิปสติกสีแดงชาดสไตล์วินเทจ เมื่อเปิดออกก็ได้กลิ่นหอมของดอกไม้อ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก
"อีกสองวันที่พี่เขยมาสู่ขอ พี่ทาสีนี้รับแขกต้องสวยระเบิดแน่ๆ" เจียงเผิงบรรยายสรรพคุณด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
เจียงโม่หลี่บรรจงปิดฝาลิปสติกช้าๆ ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านไปทั่วอก แม้ปากจะบอกว่าไม่ซึ้ง แต่ในใจกลับอ่อนยวบ เจียงเผิงอาจดูเป็นผู้ชายหยาบกระด้างไม่เอาถ่าน แต่ลึกๆ แล้วเขากลับมีความใส่ใจที่คาดไม่ถึง
"แท่งนี้เท่าไหร่?"
"1.8 หยวน!"
เจียงโม่หลี่หยิบธนบัตร 2 หยวนจากเงิน 7.5 หยวนที่เพิ่งรีดไถคืนมาได้ ยัดใส่มือน้องชาย
เจียงเผิงรับเงินมา หน้าบานเป็นจานดาวเทียม "ขอบคุณคร้าบพี่สาวสุดสวย!!"
เจียงโม่หลี่หมั่นไส้จนต้องแถมลูกเตะเบาๆ ไปที่หน้าแข้งอีกที "ใช้ให้มันประหยัดๆ หน่อยล่ะ"
"รับทราบครับผม"
เห็นท่าทางว่าง่ายเหมือนหมาโกลเด้นตัวโตๆ ของเจียงเผิงแล้ว เจียงโม่หลี่ก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปขยี้หัวเขาด้วยความเอ็นดู "เจ้าทึ่มเอ๊ย"
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ความฝันที่จะนอนตื่นสายของเจียงโม่หลี่ก็พังทลาย
เจ้าหน้าที่จากสำนักงานจัดการปัญญาชนบุกมาเคาะประตูบ้านแต่เช้าตรู่
บ้านตระกูลเจียงโดนมือดีร้องเรียนข้อหา 'หลบเลี่ยงนโยบายส่งลูกหลานไปชนบท'
ในยุคสมัยนี้ ข้อหานี้ร้ายแรงไม่ต่างจากการก่ออาชญากรรม เจียงต้าไห่ต้องงัดสารพัดวาทศิลป์มาเจรจาหว่านล้อมอยู่นานสองนาน กว่าเจ้าหน้าที่จะยอมถอย แต่ก็ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ว่า ภายในสามวันนี้ ต้องส่งรายชื่อคนที่จะไปชนบทให้ได้
ความหมายชัดเจน... ไม่เจียงโม่หลี่ ก็ต้องเป็นเจียงฉิง คนใดคนหนึ่งต้องระเห็จไปขุดดินที่บ้านนอก
"ใครมันว่างงานหาเรื่องมาแจ้งจับกันวะ ชั่วช้าสารเลวจริงๆ!" เจียงต้าไห่เดือดดาลจนลืมมาดหัวหน้าครอบครัว ยืนเท้าเอวด่ากราดกลางบ้าน
"แล้วทีนี้เราจะทำยังไงกันดีล่ะคะ?" หลี่หงอิงหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความวิตกกังวล
เจียงโม่หลี่ลอบสังเกตเจียงฉิงที่นั่งนิ่งสงบไม่ทุกข์ร้อน แล้วก็อดระแวงไม่ได้ว่าเรื่องนี้อาจเป็นแผนของแม่ดอกบัวขาวนี่ก็ได้
เหอะ... กะจะเขี่ยเธอไปให้พ้นทาง แล้วตัวเองเสวยสุขในเมืองสินะ?
เมื่อจนตรอก เจียงโม่หลี่จึงตัดสินใจเสนอทางวัดดวง "จับฉลากสิคะ แฟร์ๆ ใครจับได้คนนั้นก็ไป"
"ไม่ได้!" เจียงต้าไห่สวนกลับทันควัน
ในใจของคนเป็นพ่อนั้น กลัวเหลือเกินว่าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนจะจับได้ใบแดง ถ้าใช้วิธีจับฉลาก เขาจะหาข้ออ้างลำเอียงช่วยลูกไม่ได้เลย
หลี่หงอิงผู้ไม่มีปากมีเสียง ได้แต่บีบมือตัวเองร้อนรนอยู่ข้างๆ
ส่วนเจียงฉิงเองก็คัดค้านหัวชนฝา เพราะเธอก็รู้ดีว่ามีความเสี่ยงครึ่งต่อครึ่งที่จะต้องเป็นฝ่ายแบกจอบเสียเอง
"ยังมีเวลาอีกตั้งสามวัน ไม่ต้องรีบตัดสินใจตอนนี้หรอกค่ะ ส่วนเรื่องโม่หลี่ อีกสองวันบ้านตระกูลจางก็จะมาสู่ขอแล้ว พอเธอแต่งออกไป สถานะเปลี่ยน ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องเกณฑ์ไปชนบทแล้วนี่คะ"
อ้อ... ที่แท้ก็วางแผนดักทางกันไว้ตรงนี้นี่เอง
คู่ดูตัวของจางเจียหมิงคือเจียงฉิง คนที่เขาหมายปองจะแต่งด้วยก็คือเจียงฉิง ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอเลยสักนิด ถ้าเจียงโม่หลี่ไม่ได้แต่งงาน ทางเลือกในชีวิตก็เหลือแค่สองทาง คือเก็บกระเป๋าไปชนบท หรือไม่ก็เข้าคุกข้อหาหนีทหารเกณฑ์แรงงาน
"แล้วลูกล่ะเสี่ยวฉิง แฟนของลูกจะมาเมื่อไหร่ ให้แม่กับลุงเจียงเจอหน้าค่าตาหน่อยไหม?"
"ก็คงภายในสองวันนี้แหละค่ะ"
หลี่หงอิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ถ้าเกิดลูกต้องไปชนบทจริงๆ ไม่รู้ว่าเขาจะยังรอลูกกลับมาหรือเปล่านะ"
เจียงฉิงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ "ค่อยว่ากันเถอะค่ะ"
"เอ๊ะ แล้วเสี่ยวเผิงหายไปไหนแต่เช้า?"
หลี่หงอิงเพิ่งสังเกตเห็นว่าลูกชายตัวแสบไม่อยู่ในวงสนทนาหน้าเครียดนี้
"ไอ้ลูกเวร สงสัยหนีไปเที่ยวเล่นข้างนอกอีกแล้วแน่ๆ"
เจียงต้าไห่ส่ายหน้าอย่างระอา ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะไปตามอบรมลูกชาย ลำพังแค่หาทางออกเรื่องลูกสาวต้องไปชนบทก็ปวดหัวจะระเบิดอยู่แล้ว
…
ณ หน้าประตูทางเข้าบ้านพักข้าราชการทหารประจำเมือง
"พี่ลู่... พี่เขย พี่เขยครับ!"
ลู่เฉิงชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นเด็กหนุ่มร่างสูงโบกไม้โบกมือเรียกเขาหยอยๆ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงเข้าไปหา
"นายมาทำอะไรที่นี่?"
"แฮะๆ พี่เขย ผมตั้งใจมาหาพี่โดยเฉพาะเลยนะเนี่ย"
ลู่เฉิงเลิกคิ้วถามเสียงเรียบ "รู้ได้ไงว่าฉันพักที่นี่?"
เจียงเผิงยกมือเกาหัวแกรกๆ "ผมเดาเอาน่ะครับ พี่เป็นถึงหัวหน้าพี่เจียหมิง แถมมีรถจี๊ปทหารให้นั่ง ระดับบิ๊กอย่างพี่ก็ต้องพักในบ้านพักข้าราชการเกรดเอแบบนี้แหละ ผมเลยมาลองเสี่ยงดวงดู เผื่อฟลุค"
ลู่เฉิงกระตุกยิ้มมุมปาก "ใช้ได้นี่เรา มีสมองเหมือนกัน"
พอได้รับคำชมจากว่าที่พี่เขย เจียงเผิงก็ยิ้มหน้าบานจนเห็นฟันครบทุกซี่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามีภารกิจคอขาดบาดตาย รีบล้วงสมุดทะเบียนบ้านเล่มสีแดงออกมาจากอกเสื้อ
"พี่เขย เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! พวกสำนักงานปัญญาชนจะมาจับพี่สาวผมส่งไปชนบท นี่ทะเบียนบ้านครับ พี่รีบพาพี่สาวผมไปจดทะเบียนสมรสเถอะ ถ้าแต่งงานแล้วพวกมันก็ทำอะไรไม่ได้!"
ลู่เฉิงรับสมุดทะเบียนบ้านมาเปิดดู พลิกไปจนถึงหน้าที่ระบุชื่อ 'เจียงโม่หลี่'
เพียงแค่เห็นชื่อของว่าที่ภรรยาปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษ หัวใจแกร่งก็พองโตด้วยความยินดีอย่างประหลาด
...
ภายในห้องทำงานที่ตกแต่งอย่างเคร่งขรึม ลู่เต๋อเจาเพิ่งกลับมาจากการประชุม เห็นลู่เฉิงนั่งตัวตรงแหน็วอยู่บนโซฟารับแขก ก็ชักสีหน้าใส่ทันที
"แกมาทำอะไรที่นี่อีก?"
"รายงานขออนุมัติแต่งงานของผมผ่านหรือยังครับ?"
ลู่เต๋อเจาตาแทบถลนออกจากเบ้า "แกฝันกลางวันอยู่รึไง! ขั้นตอนการตรวจสอบประวัติเพื่อแต่งงานมันจะไปเร็วปานจรวดขนาดนั้นได้ยังไง อย่างเร็วก็สิบวัน อย่างช้าก็ครึ่งเดือนโน่น กลับไปซะ มีข่าวเมื่อไหร่ฉันจะบอกเอง"
"ผมรอไม่ได้แม้แต่วันเดียว มีคนจะมาจับเมียผมไป"
ลู่เต๋อเจาสะดุ้งโหยง "นี่หล่อนไปก่อคดีอะไรมาเรอะ?"
"เธอสบายดี พ่ออย่ามาแช่งนะ คือพวกสำนักงานปัญญาชนจะส่งเธอไปชนบทต่างหาก"
ลู่เต๋อเจานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาคาดไม่ถึงเรื่องนี้จริงๆ
ตระกูลลู่เป็นทหารรับใช้ชาติมาตั้งแต่รุ่นปู่ ตัวเขาและพี่น้องก็เดินตามรอยเท้าบรรพบุรุษ เขากับอันฮุ่ยมีลูกชายสามคน พอปีกกล้าขาแข็งเขาก็ถีบส่งเข้ากรมกองไปหมด ปัญหาเรื่องลูกหลานต้องถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานในชนบทจึงไม่เคยอยู่ในหัวสมองของเขา
"ผมไม่สน ถ้าโม่หลี่ต้องถูกส่งไปชนบทจริงๆ ผมจะถือครองพรหมจรรย์รอเธอ ไม่แต่งงานกับใครหน้าไหนไปตลอดชีวิต!"
ลู่เต๋อเจาโกรธจนหนวดกระตุก หน้าแดงก่ำ
เมื่อเจอคำขู่ระดับทำลายล้างเผ่าพันธุ์ ลู่เต๋อเจาจำใจต้องบากหน้าไปขอความช่วยเหลือใช้เส้นสายเร่งรัดกระบวนการ
ช่วงบ่าย เอกสารผลการตรวจสอบประวัติของเจียงโม่หลี่ก็ถูกส่งมาวางบนโต๊ะทำงานของลู่เต๋อเจา
หลังจากไล่สายตาอ่านรายละเอียดทุกบรรทัด สีหน้าของลู่เต๋อเจาก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาเรียกตัวลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเข้ามาในห้อง แล้วประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"การแต่งงานครั้งนี้... พ่อไม่เห็นด้วย!"
[จบบท]