บทที่ 14: แผนซ้อนแผนและงานใหม่กลิ่นตุๆ
ลู่เต๋อเจาจัดการปิดประตูหน้าต่างทุกบานจนแน่นหนา ก่อนจะหันมานั่งจับเข่าคุยกับภรรยา อธิบายเหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลังว่าทำไมเขาถึงพยักหน้ายอมรับการแต่งงานครั้งนี้
“คุณต้องเข้าใจนะ อาเฉิงน่ะก้าวหน้าเร็วเกินไป ชีวิตราบรื่นจนน่ากลัว อายุเพิ่งจะ 26 ก็ติดยศผู้พันแล้ว ลองมองดูพี่ใหญ่สิ กว่าจะขึ้นถึงจุดนี้ก็ปาเข้าไป 30 กว่า ในสภาพครอบครัวเราที่เป็นเป้าสายตาแบบนี้ เลี่ยงไม่ได้หรอกที่จะมีเสียงนกเสียงกานินทาว่าร้าย”
ได้ฟังเหตุผลอารมณ์คุกรุ่นของอันฮุ่ยก็เริ่มเย็นลงบ้าง
“สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ ใครทำตัวเด่นเกินหน้าเกินตามีแต่ผลเสีย ตระกูลลู่เราตอนนี้ต้องเน้นคำว่า ‘มั่นคง’ จะโผล่หัวออกไปรับลมไม่ได้อีกแล้ว ไม่งั้นมีหวังโดนดีเข้าสักวัน ถ้าจำเป็นต้องถอยหลังสักก้าวสองก้าวเพื่อความปลอดภัย ก็ถือว่าคุ้มค่า”
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนจะพูดเสียงเบาลง “พูดกันตามตรงนะ ต่อให้ไม่มีเรื่องแต่งงานของเจ้าลูกชายตัวดี ผมก็วางแผนไว้แล้วว่าอีกสักปีสองปีจะอ้างเรื่องป่วยแล้วขอเกษียณตัวเองลงมาจากตำแหน่ง”
คราวนี้อันฮุ่ยใจเย็นลงอย่างสมบูรณ์ เธอมองหน้าสามีแล้วถอนหายใจ “ถึงเหตุผลจะฟังขึ้น แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องไปคว้าเอาคนที่ดูวุ่นวายขนาดนี้มาเป็นสะใภ้เลยนี่คะ”
“ช่วยไม่ได้ ก็ลูกชายคุณดันไปถูกใจของแปลกแบบนี้เอง แล้วผมจะไปทำอะไรได้ ในเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก ผมมองว่าก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรหรอก เจ้าเด็กนั่นชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่เกิดจนความมั่นใจสูงทะลุฟ้า ถึงเวลาต้องให้เจอปัญหาชีวิตเสียบ้าง จะได้รู้จักจำใส่กะโหลก”
อันฮุ่ยหรี่ตามองสามีอย่างรู้ทัน “ในเมื่อคุณเห็นดีเห็นงามกับการแต่งงาน แล้วเมื่อบ่ายจะเล่นใหญ่ทะเลาะกับลูกในห้องทำงานทำไมคะ ไม่กลัวลูกน้องหัวเราะเยาะเอาหรือไง”
ลู่เต๋อเจายกยิ้มมุมปาก “ก็ต้องเล่นละครตบตาคนนอกหน่อยสิครับคุณนาย ต้องให้สังคมรู้ว่าผมคัดค้านหัวชนฝา ที่งานแต่งเกิดขึ้นได้เพราะเจ้าลูกชายตัวดีมันดื้อแพ่งจะเอาเอง วันข้างหน้าถ้าเมียมันไปก่อเรื่องงามหน้าอะไรขึ้นมา จะได้ไม่ลามมาถึงผม ให้เจ้านั่นตามล้างตามเช็ดเอาเอง”
อันฮุ่ยถึงกับพูดไม่ออก ส่ายหน้าเบาๆ “คุณนี่มัน... พ่อบังเกิดเกล้าจริงๆ เลยนะ”
“ไหนๆ ก็เล่นบทพ่อใจร้ายแล้วก็ต้องเอาให้สุด วันไปสู่ขอผมจะไม่โผล่หน้าไปเด็ดขาด คุณไปกับอาเฉิงก็พอ เดี๋ยวผมจะส่งเจียงเสี่ยวกวงตามไปช่วยถือข้าวของให้”
...
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เสียงโทรศัพท์ดังปลุกเจียงโม่หลี่ตื่นจากภวังค์ ปลายสายคือลู่ถิงถิงที่โทรมาแจ้งข่าวดีว่าหางานให้เธอได้แล้ว
เจียงโม่หลี่รีบแจ้นไปตามนัดด้วยความตื่นเต้น
“นั่นไง ที่นั่นแหละ เธอเริ่มงานพรุ่งนี้เลยนะ” นิ้วเรียวของลู่ถิงถิงชี้ไปยังอาคารหลังหนึ่ง
เจียงโม่หลี่เงยหน้ามองป้ายตัวอักษรสีดำบนพื้นขาวเหนือศีรษะแล้วถึงกับยืนนิ่งงัน
มันอาจจะเป็นป้ายชื่อสวนสาธารณะ หรือป้ายชื่อสุสานวีรชน... แต่ความจริงตรงหน้ามันโหดร้ายกว่านั้น เพราะที่นี่คือ ‘ห้องน้ำสาธารณะ’
ถูกต้องแล้ว... คุณหนูลู่ผู้แสนดีหางาน ‘ล้างส้วม’ มาประเคนให้เธอ
เจียงโม่หลี่พยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้าย “ไม่มีงานอื่นแล้วเหรอ เรื่องเงินเดือนเราคุยกันได้นะ”
ลู่ถิงถิงกอดอกมองเหยียด ยิ้มมุมปากด้วยสีหน้าสะใจสุดขีด “งานด่วนที่ยัดคนเข้าได้ทันทีก็มีแค่นี้แหละ งานอื่นต้องรอคิว เธอรอไหวเหรอ”
คำตอบคือรอไม่ไหว
ถ้าภายในสองวันนี้ยังไม่มีใบรับรองการทำงาน เธอต้องถูกเตะโด่งไปสำนักงานจัดการเยาวชนปัญญาชนเพื่อส่งไปชนบทแน่นอน
บ้าเอ๊ย...
“ฉันทำ” เจียงโม่หลี่กัดฟันตอบ
ทันทีที่แผ่นหลังของเจียงโม่หลี่ลับสายตา อู๋เหม่ยเสียก็กลั้นขำไม่ไหวระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเป็นคนแรก
“ฮ่าๆๆ ดูสภาพยัยนั่นสิ หล่อนต้องคิดว่าพวกเราจะหางานนั่งโต๊ะจิบชาให้ทำแน่ๆ คิดไม่ถึงว่าจะโดนส่งไปขัดส้วม ป่านนี้คงอกแตกตายไปแล้วมั้ง!”
ซ่งเค่อผสมโรงด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “คนหน้าด้านหน้าทนอย่างหล่อน ให้ไปขัดส้วมก็ถือว่าให้เกียรติมากแล้วนะ”
ลู่ถิงถิงแค่นเสียงในลำคอ “ยังคิดจะมาเล่นลูกไม้ตื้นๆ กับคนอย่างฉัน คอยดูเถอะฉันจะดัดหลังให้เข็ด!”
การส่งเจียงโม่หลี่ไปเป็นพนักงานล้างห้องน้ำคือความตั้งใจล้วนๆ ของแก๊งคุณหนูไฮโซ
แม้ภายนอกดูเหมือนเจียงโม่หลี่จะสนิทสนมกลมเกลียวกับกลุ่มลู่ถิงถิงมาหลายปี แต่เนื้อแท้แล้วเป็นฝ่ายเจียงโม่หลี่ที่พยายามเอาหน้าไปแปะกลุ่มเขาอยู่ฝ่ายเดียว
ในสายตาของทั้งสามคน เจียงโม่หลี่ก็เปรียบเสมือนหมากฝรั่งที่ติดรองเท้า สลัดไม่หลุดแถมยังน่ารำคาญ
ที่พวกเธอตกปากรับคำจะหางานให้ ไม่ใช่เพราะเห็นแก่เงิน แต่เพราะอยากเห็นเจียงโม่หลี่ตกต่ำต่างหาก
...
วันต่อมา เจียงโม่หลี่ตื่นแต่เช้าตรู่
นี่เป็นสถิติการตื่นเช้าที่สุดนับตั้งแต่เธอทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังพ่ายแพ้ให้กับเจียงฉิง
ผิดไปจากความเรียบง่ายในยามปกติ วันนี้เจียงฉิงจัดเต็มตั้งแต่หัวจรดเท้า
เธอสวมชุดกระโปรงที่ตัดเย็บใหม่เข้ารูป เขียนคิ้วโก่งดั่งคันศร และรวบผมยาวสลวยผูกเป็นโบด้วยผ้าเช็ดหน้าสีเหลืองสดใส
ต้องยอมรับตามตรงว่า... สวยใช้ได้เลยทีเดียว
เจียงฉิงไม่ได้มีท่าทีแปลกใจที่เห็นน้องสาวตื่นเช้า
“ครอบครัวจางน่าจะมาถึงตอนเที่ยง เธอไม่ต้องรีบตื่นเช้าขนาดนี้ก็ได้นะ”
ในสายตาของเจียงฉิง การที่เจียงโม่หลี่ตื่นเช้าขนาดนี้ก็เพื่อจะแต่งองค์ทรงเครื่องรอแย่งซีนตอนรับแขก
คนนอกมองดูอาจเห็นว่าเจียงฉิงเป็นพี่สาวที่แสนดี
แต่ความจริงเจียงโม่หลี่และเจียงฉิงต่างรู้อยู่แก่ใจว่า เป้าหมายของจางเจียหมิงคือเจียงฉิง คำเตือนนี้จึงเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยถากถางแบบผู้ชนะ
“ฉันตื่นเช้าก็มีเหตุผลของฉัน เธอจะมายุ่งอะไรด้วย”
เจียงฉิงยิ้มบางๆ แสดงท่าทีใจกว้างไม่ถือสากับคำพูดมะนาวไม่มีน้ำ
เจียงโม่หลี่กลอกตามองบนใส่หนึ่งที รีบล้างหน้าแปรงฟันแล้วสะบัดก้นออกจากบ้านไป
เจียงฉิงมองตามหลังด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือก
เจียงโม่หลี่... เธอมีความสุขได้อีกไม่กี่วันหรอก
...
ระหว่างยืนรอรถประจำทางที่ป้าย เจียงโม่หลี่แวะซื้อซาลาเปาไส้ผักสองลูกจากร้านข้างทางเพื่อรองท้อง
แต่บุญมีแต่กรรมบัง พอได้ซาลาเปาปุ๊บ รถประจำทางก็เทียบท่าปั๊บ
เธอทำได้แค่หิ้วซาลาเปาวิ่งกระหืดกระหอบเบียดเสียดขึ้นรถ
บรรยากาศในรถอัดแน่นยิ่งกว่าปลากระป๋องสามแม่ครัว พอเจียงโม่หลี่ตะเกียกตะกายลงจากรถได้ ซาลาเปาไส้ผักแสนอร่อยในมือก็แบนแต๊ดแต๋กลายเป็นแป้งจี่ทรงแปลกประหลาดไปเสียแล้ว
พอไปถึงที่ทำงานใหม่ ก็โดนรับน้องทันที พนักงานเก่าที่ทำหน้าที่สอนงานสวดเธอยับจนแทบหาทางกลับบ้านไม่ถูก
ข้อหามาสายไป 2 นาทีถ้วน
“เปิดประตู 7 โมงครึ่ง ปิดประตู 3 ทุ่ม พื้นและผนังต้องแห้งสะอาดตลอดเวลา ทุกครึ่งชั่วโมงต้องเปิดวาล์วชะล้างบ่อเกรอะ ห้ามอู้ ห้ามขี้เกียจ!”
ขณะฟังมนุษย์ป้าพนักงานเก่าร่ายยาวขั้นตอนการทำงาน เจียงโม่หลี่ก็เพิ่งตระหนักถึงความจริงอันโหดร้ายอีกข้อหนึ่ง... เธอต้องเข้าไปทำความสะอาดห้องน้ำชายด้วย
ให้ตายเถอะ... จะเป็นตากุ้งยิงไหมเนี่ย
อยากจะบ้าตายรายวัน!
...
เพื่อเตรียมต้อนรับว่าที่ลูกเขยตระกูลจาง วันนี้เจียงต้าไห่ลงทุนแลกเวรหยุดงานมาบัญชาการที่บ้านด้วยตัวเอง
บนโต๊ะอาหารเช้าไร้เงาเจียงโม่หลี่ เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ คิดว่าลูกสาวคนเล็กคงนอนกินบ้านกินเมืองตามประสา
พอกินข้าวเช้าเสร็จ เขาก็ระดมพลทุกคนในบ้านทำความสะอาดบ้านจนเอี่ยมอ่องไร้ฝุ่น เจียงต้าไห่ถึงได้ฤกษ์เข้าไปในห้องนอนเพื่อปลุกตัวปัญหา
“โม่หลี่ล่ะ? หายหัวไปไหนแล้ว”
“น้องออกไปตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ ไม่ได้บอกว่าจะไปไหน”
เจียงฉิงตอบเสียงเรียบ ในใจก็อดเดาไม่ได้ว่าเจียงโม่หลี่วางแผนจะไปก่อเรื่องอะไรข้างนอกหรือเปล่า
“วันสำคัญขนาดนี้ยังเที่ยวออกไปวิ่งวุ่นข้างนอก ไม่รู้จักโตจริงๆ ให้ตายสิ!” เจียงต้าไห่สบถอย่างหัวเสีย
พอเห็นสามีเริ่มโมโห หลี่หงอิงก็รีบพูดไกล่เกลี่ย “คงไปเล่นบ้านเพื่อนล่ะมั้งคะ เดี๋ยวฉันออกไปตามหาเอง”
สรุปแล้วเจียงต้าไห่อยู่เฝ้าบ้านรอต้อนรับแขก
ส่วนเจียงฉิง เจียงเผิง และหลี่หงอิง ต้องระเห็จออกไปตามล่าหาตัวเจียงโม่หลี่
...
ตัดภาพมาที่เจียงโม่หลี่ เธอเพิ่งค้นพบสัจธรรมว่า ในวิกฤตย่อมมีโอกาส แม้งานล้างห้องน้ำจะสกปรกและเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่ความจริงมันมีช่องทางทำเงินซ่อนอยู่
กระดาษฟางเช็ดก้นสองแผ่นราคา 1 เฟิน
กระดาษชำระไม่ใช่ปัจจัยสี่ที่ทุกคนยอมควักเงินซื้อ จะขายได้มากหรือน้อยไม่มีตัวเลขตายตัว
วันหนึ่งขายได้เต็มที่ก็กำไรไม่กี่เหมา หัวหน้าหน่วยงานคงไม่บ้าจี้ส่งคนมาตรวจสอบบัญชีเพื่อเงินเศษตังค์แค่นี้
ดังนั้น รายได้ส่วนใหญ่จากการขายกระดาษชำระจึงกลายเป็น 'ติ๊บ' ของพนักงานทำความสะอาดอย่างเจียงโม่หลี่ไปโดยปริยาย
วันหนึ่งเม้มเงินสัก 2 เหมา เดือนหนึ่งก็ได้หลายหยวนอยู่นะ
ไม่ต้องกลัวบัญชีจะไม่ตรง กระดาษฟางราคาตลาด 1 เหมาต่อปึก หนึ่งปึกมีตั้ง 100 แผ่น
เงินส่วนที่เข้ากระเป๋าตัวเอง ก็แค่ควักทุนซื้อกระดาษฟางมาเติมคืนก็จบข่าว
เจียงโม่หลี่กำลังดีดลูกคิดรางแก้วคำนวณกำไรจากขี้ชาวบ้านอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่รู้เลยว่าที่บ้านตามหาตัวเธอจนแทบจะพลิกแผ่นดิน
เข็มนาฬิกาชี้เลย 10 โมงไปแล้ว ครอบครัวจางอาจจะโผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้ เจียงต้าไห่หมดความอดทนที่จะรอเจียงโม่หลี่ รีบสั่งให้เจียงฉิงต้มน้ำเตรียมชารับแขก และไล่หลี่หงอิงไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวชุดใหญ่
เวลา 10 โมงครึ่ง ขบวนขันหมากตระกูลจางก็เคลื่อนพลมาถึง
คนที่เดินนำหน้าสุดอย่างสง่าผ่าเผยคือจางเจียหมิงและลู่เฉิง
ทั้งสองคนสวมชุดทหารเต็มยศทรงภูมิฐาน รูปร่างสูงสง่า แววตามุ่งมั่น ดึงดูดสายตาชาวบ้านร้านตลาดให้เหลียวหลังมอง
โดยเฉพาะลู่เฉิงที่ยืนเคียงข้างจางเจียหมิง รูปร่างเขาสูงใหญ่ราวกับป้อมปราการเคลื่อนที่ เครื่องหน้าคมเข้มดุดัน ท่าทางเต็มไปด้วยอำนาจบารมีโดยไม่ต้องปั้นแต่ง
ที่สำคัญ... เสื้อทหารที่มีกระเป๋าสี่ใบ ยิ่งบ่งบอกว่าสถานะของเขาไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ทั้งสองคนหิ้วเหล้าเกาเหลียงมาคนละขวด
ด้านหลังคือจินอวี้หลาน ในมือถือเนื้อหมูสามชั้นชิ้นโตมันย่องหนักอึ้ง อย่างน้อยก็น่าจะสามสี่จิน
จางเถี่ยเซิงถือถุงตาข่ายสองข้าง ข้างในอัดแน่นด้วยบุหรี่และใบชาเกรดดี ส่วนจางเจียฉวนน้องชายคนเล็กถือห่อขนมมงคลและน้ำตาลทรายขาว
มองปราดเดียวใครๆ ก็รู้ว่านี่คือขบวนสู่ขอสะใภ้
พวกป้าข้างบ้านหูไวตาไวพอรู้ว่าจะไปบ้านตระกูลเจียง ข่าวก็แพร่สะพัดรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ไม่นานคนทั้งบ้านพักพนักงานโรงงานเครื่องจักรก็รู้กันทั่วถึง
“ลุงเจียง น้าหลี่ สวัสดีครับ... ท่านนี้คือผู้บังคับบัญชาของผมครับ วันนี้ท่านให้เกียรติมาเป็นเพื่อนเพื่อสู่ขอ และมาเป็นพยานให้ด้วย”
เจียงต้าไห่ผู้มากประสบการณ์มองปราดเดียวก็ตาโต สังเกตเห็นว่าเสื้อทหารของลู่เฉิงมีกระเป๋าสี่ใบ... นี่มันระดับนายทหารชั้นสัญญาบัตร อย่างน้อยต้องเป็นระดับผู้บังคับกองร้อยขึ้นไปแน่ๆ
จางเจียหมิงสามารถเชิญคนระดับนี้มาช่วยสู่ขอได้ แสดงว่าเป็นคนกว้างขวางและมีอนาคตไกลจนน่าตกใจ!
[จบบท]