บทที่ 142: ร้ายกาจไม่ใช่เล่น
เจียงฉิงยืนตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก ได้แต่จ้องมองกองไฟที่กำลังลุกโชนอย่างบ้าคลั่งอยู่ตรงหน้า เปลวเพลิงสีส้มแดงกำลังแลบเลียและกลืนกินหนังสือเรียนรวมถึงเอกสารติวสอบที่เธออุตส่าห์รวบรวมมาอย่างยากลำบากไปต่อหน้าต่อตา
ผ่านไปสองวินาทีเต็มๆ กว่าสมองจะประมวลผลเสร็จและสั่งการให้เธอแผดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด
"ลู่ถิงถิง! นี่เธอทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย! เธอเผาหนังสือติวของฉันหมดเลยเหรอ!"
ลู่ถิงถิงยืนเท้าเอวเชิดหน้าขึ้นอย่างผู้ชนะ แววตาเต็มไปด้วยความสะใจอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะตอกกลับไปเสียงดังฟังชัด
"ใช่! ฉันเผาทิ้งหมดเกลี้ยงนั่นแหละ แล้วก็ไม่ใช่แค่ของพวกนี้ด้วยนะ แต่นังแพศยาอย่างเธอก็ต้องโดนฉันจัดการด้วยเหมือนกัน!"
พูดจบ ลู่ถิงถิงก็ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว เธอกระโจนเข้าใส่พร้อมกับคว้าหมับเข้าที่กลุ่มผมของศัตรูทันที
เจียงฉิงเองก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมใครง่ายๆ เมื่อโดนทำร้ายร่างกายก็ตอบโต้กลับอย่างทันควัน ทั้งสองคนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันนัวเนีย กลิ้งไปมาบนพื้นห้องไม่ต่างอะไรกับแมวป่าสองตัวที่กำลังกัดกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน
"ลู่ถิงถิง! เธอเป็นบ้าอะไรขึ้นมาฮะ!"
เจียงฉิงตะโกนถามเสียงหลงขณะพยายามแกะมือเหนียวหนึบที่จิกหัวตัวเองออก
"ไม่ต้องมาแสร้งทำเป็นใสซื่อต่อหน้าฉันหรอกนะ! กล้าโยนความผิดให้ฉันรับจบแทนแบบนี้ คอยดูเถอะฉันจะเล่นงานให้ตายกันไปข้างเลย!"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงกลางใจ เจียงฉิงชะงักกึกไปชั่วขณะ
ใช่แล้ว... เธอเกือบลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ลืมไปเลยว่าลู่ถิงถิงคือแพะรับบาปที่ต้องรับเคราะห์แทนเธอในเรื่องข่าวลือนั้น
ในเมื่อลู่ถิงถิงรู้เรื่องหมดเปลือกแล้ว แบบนี้ก็หมายความว่าลู่เฉิงเองก็ต้องรู้ความจริงแล้วเหมือนกันใช่ไหม?
ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนั้น อีกไม่นานทั้งบรรดาคนในครอบครัวและเหล่าทหารในค่ายก็ต้องรู้กันหมดว่า แท้จริงแล้วเธอคือตัวต้นเรื่องที่กุข่าวใส่ร้ายน้องสาวตัวเอง เป็นคนปล่อยข่าวลือเสียๆ หายๆ พวกนั้นออกไป
แล้วต่อจากนี้เธอจะเอาหน้าที่ไหนไปสู้คนอื่น จะมีจุดยืนอยู่ในที่แห่งนี้ต่อไปได้อย่างไรกัน
ความหวาดกลัวเริ่มคืบคลานเข้าเกาะกุมจิตใจจนเจียงฉิงทำอะไรไม่ถูก แม้แต่แรงจะขัดขืนก็หดหายไปจนหมดสิ้น ลู่ถิงถิงเห็นสบโอกาสจึงพลิกตัวขึ้นคร่อมร่างของเจียงฉิงเอาไว้ แล้วระดมทั้งจิกทั้งข่วนอย่างไม่ยั้งมือ จนเจียงฉิงได้แต่ส่งเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดระบมไปทั้งตัว
...
ขณะเดียวกันที่ห้องพักในเรือนรับรอง
เมื่อคืนเจียงโม่หลี่หลับสบายเต็มตื่น เช้านี้เธอจึงตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใส และกำลังนั่งทานอาหารเช้าอยู่กับลู่เฉิง บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ดูผ่อนคลายและอบอุ่น แตกต่างจากความวุ่นวายด้านนอกอย่างสิ้นเชิง
หลังจากได้ฟังเรื่องราวจากปากของลู่เฉิงว่า เจียงฉิงคือตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการปล่อยข่าวลือทั้งหมด เจียงโม่หลี่ก็ไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย เธอกลับยิ้มมุมปากเล็กน้อยพลางเอ่ยขึ้น
"พี่สาวต่างแม่ของฉันคนนี้ ภายนอกดูซื่อๆ เหมือนไม่มีพิษมีภัย แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ตะเกียงที่ประหยัดน้ำมันเลยนะ ร้ายกาจไม่ใช่เล่น"
"ก็จริง แต่อีกคนที่เป็นตัวปัญหาก็คือถิงถิงนี่แหละ"
ลู่เฉิงเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักใจ
เมื่อได้ยินชื่อลู่ถิงถิง เจียงโม่หลี่ก็อดขำออกมาไม่ได้ ยัยเด็กทึ่มคนนั้นพอรู้ความจริงว่าตัวเองต้องมารับเคราะห์แทนเจียงฉิง คงจะอาละวาดจนบ้านแตกแน่ๆ
ลู่เฉิงเห็นภรรยายิ้มขำอย่างอารมณ์ดี จึงอดสงสัยไม่ได้และถามขึ้น
"โม่หลี่ พี่สาวคุณใส่ร้ายป้ายสีคุณขนาดนี้ คุณไม่โกรธบ้างเหรอ"
เจียงโม่หลี่วางช้อนลงแล้วตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อน
"ฉันกับเขาไม่ถูกกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว เรื่องที่เขาจะแอบนินทาว่าร้ายลับหลังฉัน มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรเลย"
สำหรับเธอแล้ว ชื่อเสียงมันก็แค่เรื่องลวงตาจับต้องไม่ได้ แต่เงินในบัญชีต่างหากที่เป็นของจริง ยิ่งมีเรื่องวุ่นวาย เธอยิ่งได้แต้มได้เงิน จะว่าไปเธอก็ควรขอบคุณเจียงฉิงด้วยซ้ำที่ช่วยหาเงินเข้ากระเป๋าให้เธอทางอ้อมแบบนี้
ลู่เฉิงมองภรรยาด้วยสายตาชื่นชม เขาอ่านความคิดของเธอไม่ออก แต่นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าเธอช่างเป็นคนที่มีจิตใจกว้างขวางดั่งมหาสมุทร ไม่ยึดติดกับลาภยศสรรเสริญ แตกต่างจากพวกแม่บ้านคนอื่นๆ ที่ชอบคิดเล็กคิดน้อยอย่างสิ้นเชิง
"โม่หลี่ แล้วกับการกระทำของพี่สาวเธอครั้งนี้ คุณมีความคิดเห็นหรือต้องการให้จัดการยังไงบ้างไหม"
พอเห็นเจียงโม่หลี่ทำหน้าสงสัย เขาจึงอธิบายเพิ่มเติม
"คนทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามระเบียบ"
คำพูดของเขาทำให้เจียงโม่หลี่หวนนึกถึงคำถามที่เธอเคยถามเขาไว้ก่อนหน้านี้...
'ถ้าฉันทำผิดขึ้นมาจริงๆ ล่ะ?'...
'ผมก็จะยืนตรงยอมรับโทษไปพร้อมกับคุณ'...
"แล้วคุณกะว่าจะลงโทษเขายังไงล่ะ"
เธอถามกลับด้วยความอยากรู้
"ถึงแม้พี่สาวคุณจะไม่ใช่ทหาร ทำให้ใช้กฎอัยการศึกมาลงโทษไม่ได้ แต่จากพฤติกรรมที่เขาก่อขึ้น เราสามารถขับไล่เขาออกจากเขตทหารได้ทันที"
เจียงโม่หลี่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ตามเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับ ยัยน้องสาวตัวร้ายร่างเดิมได้ตายจากไปก่อนเวลาอันควร ส่วนเจียงฉิงที่เป็นนางเอกได้ใช้ความได้เปรียบจากการกลับชาติมาเกิด บวกกับความขยันหมั่นเพียร จนสอบติดเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรุ่นแรกในกลุ่มแม่บ้านทหาร
เจียงโม่หลี่มองว่า ด้วยนิสัยกัดไม่ปล่อยของเจียงฉิง ถ้าโดนไล่กลับบ้านไปตอนนี้ ดีไม่ดีอาจจะไปเกาะติดตระกูลเจียง แล้วบีบให้ทางบ้านส่งเสียตัวเองเรียนมหาวิทยาลัยอีกก็เป็นได้ สู้เก็บไว้ใกล้ตัวดีกว่า
"โรงเรียนก็ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว ให้เขาอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ อย่างน้อยก็ให้เขาได้แสดงฝีมือทำประโยชน์บ้าง"
ในสายตาของลู่เฉิง การตัดสินใจของเจียงโม่หลี่ครั้งนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและมองการณ์ไกล สมกับเป็นภรรยาของเขาที่มีความคิดความอ่านไม่เหมือนใครจริงๆ
เมื่อทานมื้อเช้าเสร็จอย่างรวดเร็ว ลู่เฉิงก็โชว์สกิลพ่อบ้านด้วยการจัดการเก็บเสื้อผ้าที่เจียงโม่หลี่เปลี่ยนทิ้งไว้เมื่อคืนไปซักให้จนสะอาดเรียบร้อย ก่อนจะขอตัวออกจากห้องพักไปทำงาน
หลังจากออกจากเรือนรับรอง ลู่เฉิงไม่ได้ตรงกลับเข้าค่ายทันที แต่เขาเลือกที่จะแวะไปที่หอพักโรงเรียนก่อน
เมื่อเขาไปถึง ก็พบภาพเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย ลู่ถิงถิงกับเจียงฉิงกำลังตบตีกันจนฝุ่นตลบ เขาจึงรีบเข้าไปจับแยกทั้งสองคนออกจากกันทันที
สายตาอันดุดันกวาดมองหลานสาว เมื่อเห็นว่าลู่ถิงถิงไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก เขาก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ จุดประสงค์ที่เขามาที่นี่ก็เพื่อจะสอบสวนเจียงฉิงเรื่องข่าวลือให้ชัดเจน
เจียงฉิงรู้ตัวว่าจนมุมและไม่มีทางแก้ตัวได้อีกแล้ว เธอจึงงัดสกิลการแสดงบีบน้ำตาฟูมฟาย ยอมรับผิดต่อหน้าลู่เฉิง หวังจะใช้น้ำตาเรียกความสงสารและความเห็นใจ
นี่เป็นไม้ตายก้นหีบที่เธอใช้ได้ผลมาตลอด
แต่เธอลืมไปว่า ลู่เฉิงเกลียดคนที่ชอบร้องไห้ฟูมฟายต่อหน้าเขาเป็นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
แน่นอนว่าข้อยกเว้นมีเพียงคนเดียว คือภรรยาของเขาเท่านั้น
"สหายเจียงฉิง เก็บมารยาของเธอไปซะ ที่นี่คือเขตทหาร ไม่ใช่โรงงิ้ว อย่าคิดว่าแค่บีบน้ำตานิดหน่อยแล้วใครเขาจะมาเห็นใจ!"
ลู่เฉิงตวาดเสียงเข้มจนคนฟังสะดุ้ง
ลู่ถิงถิงยืนกอดอกมองใบหน้าของเจียงฉิงที่ตอนนี้ดูเละเทะยิ่งกว่าจานสีหกใส่ด้วยความสะใจสุดขีด ในใจคิดว่า เทียบกับเวลาที่อาสามด่าคนอื่นแล้ว ตอนที่ด่าเธอนี่ยังถือว่าปรานีมากแล้วจริงๆ
...
ตัดภาพมาที่ค่ายทหาร
"จางเจียหมิง ผู้พันลู่เรียกให้ไปพบที่ห้องทำงาน"
"รับทราบครับ"
เมื่อได้รับแจ้งจากเพื่อนทหาร จางเจียหมิงพยายามเก็บอาการทางสีหน้าให้เรียบเฉย แต่ภายในใจกลับเต้นรัวด้วยความลิงโลด
เมื่อครึ่งปีก่อน เขาได้สร้างผลงานชิ้นโบว์แดงด้วยการจับกุมขบวนการลักลอบขนของหนีภาษีได้ถึงสองคนและยึดของกลางได้ลอตใหญ่ ทำให้ลู่เฉิงให้ความสำคัญกับเขามาก
หลังจากนั้น ลู่เฉิงก็มักจะเรียกใช้เขาและมอบหมายภารกิจให้อยู่บ่อยครั้ง แต่ครั้งล่าสุดที่ได้รับภารกิจก็ผ่านมาสองเดือนแล้ว
ช่วงที่ผ่านมานี้ เขาทำผิดพลาดบ่อยจนทำให้ลู่เฉิงไม่พอใจ เขาเองก็นึกกังวลว่าตัวเองจะตกกระป๋องไปแล้วเสียอีก ไม่รู้ว่ารอบนี้ผู้พันจะมอบหมายงานสำคัญอะไรให้ทำ
จางเจียหมิงเดินมาถึงหน้าห้องทำงานด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง ก่อนจะตบเท้าทำความวันทยหัตถ์รายงานตัวเสียงดังฟังชัด
"จ่าสิบตรีจางเจียหมิง หัวหน้าหมู่ประจำกองร้อยที่สาม หมวดที่สี่ มารายงานตัวครับ!"
"ปิดประตูด้วย"
"ครับ!"
ขณะที่หันหลังไปปิดประตู จางเจียหมิงก็อดคาดเดาไปต่างๆ นานาไม่ได้ หรือว่านี่จะเป็นภารกิจลับสุดยอด?
"จางเจียหมิง ที่ฉันเรียกนายมาวันนี้ มีเรื่องส่วนตัวจะคุยด้วย..."
แต่เมื่อได้ยินความจริงจากปากผู้บังคับบัญชาว่า เจียงฉิงคือตัวการปล่อยข่าวลือ จิตใต้สำนึกของจางเจียหมิงก็สั่งการให้ปฏิเสธทันทีแบบไม่ต้องคิด
"ผู้พันลู่ครับ ต้องมีการเข้าใจผิดแน่ๆ เสี่ยวฉิงเธอไม่ใช่คนแบบนั้น..."
ลู่เฉิงพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้เยื่อใย
"เจียงฉิงยอมรับสารภาพด้วยตัวเองแล้ว"
จางเจียหมิงถึงกับสตั๊นจนพูดไม่ออก ความอับอายแล่นพล่านไปทั่วใบหน้า "ผู้พันลู่ ผม... ผมไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลยครับ"
"โม่หลี่เธอใจกว้างไม่ถือสาเอาความ แต่ผมในฐานะสามี ผมจะไม่ยอมให้ภรรยาของผมต้องมาทนรับความอยุติธรรมแบบนี้ฟรีๆ แน่"
คำพูดที่ราบเรียบแต่เฉียบขาดของลู่เฉิง ทำให้จางเจียหมิงหน้าชาจนทำอะไรไม่ถูก
จางเจียหมิงเดินออกจากห้องทำงานด้วยอาการเหมือนคนหัวหนักเท้าเบา เขาตรงดิ่งไปที่หอพักของเจียงฉิงทันที
เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นเจียงฉิงกำลังง่วนอยู่กับการจัดเก็บที่นอนที่ถูกลู่ถิงถิงรื้อค้นจนกระจุยกระจาย พอเธอหันมาเห็นเขา ใบหน้าก็ซีดเผือดลงทันตา
"เจียหมิง... คุณรู้เรื่องหมดแล้วเหรอคะ"
จางเจียหมิงจ้องมองหญิงคนรัก แววตาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่บัดนี้มลายหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความผิดหวังที่เสียดแทงหัวใจของคนถูกมอง
"เสี่ยวฉิง ทำไมคุณถึงทำแบบนั้น"
เจียงฉิงยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบ น้ำตาก็ไหลพรากออกมาเป็นสายราวกับเขื่อนแตก
"เพราะฉันอิจฉา... เราถูกสู่ขอในวันเดียวกันแท้ๆ แต่สินสอดของเขากลับมากมายกว่าฉันเป็นร้อยเท่า เขาได้หน้าได้ตา มีแต่คนชื่นชม แต่ฉันกลับโดนคนหัวเราะเยาะ ฉันไม่ได้โลภอยากได้เงินทอง ฉันขอแค่ได้รักกับคุณด้วยใจจริง แต่ในสายตาคนอื่น ฉันกลายเป็นผู้หญิงหน้าไม่อายที่ลดตัวไปแต่งเข้าบ้านผู้ชาย"
เมื่อเห็นน้ำตาของหญิงคนรัก ความโกรธเคืองและความไม่เข้าใจที่มีอยู่เต็มอกของจางเจียหมิงก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกผิดและโทษตัวเอง
"เป็นเพราะผมมันไม่มีปัญญาเอง ทำให้คุณต้องน้อยใจ"
เจียงฉิงก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น ซ่อนแววตาเจ้าเล่ห์เอาไว้ภายใต้คราบน้ำตา เธอมีเหตุผลร้อยแปดที่จะอิจฉาเจียงโม่หลี่ แต่มีเพียงเรื่องสินสอดและงานแต่งงานเท่านั้นที่จะจี้ใจดำและกระตุ้นความรู้สึกผิดในใจของจางเจียหมิงได้ดีที่สุด
"เจียหมิง ฉันมันก็แค่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง มีรัก โลภ โกรธ หลง มีความริษยา แล้วก็ทำเรื่องผิดพลาดลงไป... ฉันเองก็เกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้เหมือนกัน"
ยิ่งเห็นเธอร้องไห้ปานจะขาดใจ จางเจียหมิงก็ยิ่งปวดใจ เขาโผเข้ากอดปลอบประโลมเธอไว้แน่น
"พอแล้ว ไม่ต้องร้องแล้วนะ ผมไม่โทษคุณหรอก"
จังหวะนั้นเอง ลู่ถิงถิงที่เพิ่งทานข้าวเช้าเสร็จเดินกลับมาถึงหน้าห้อง พอได้ยินประโยคนั้นเข้าพอดี ก็อดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บแนมด้วยความหมั่นไส้
"แหงล่ะสิที่คุณจะไม่โทษหล่อน จะโทษก็ต้องโทษตัวเองนั่นแหละที่ตาถั่ว รสนิยมต่ำเตี้ยเรี่ยดินถึงได้คว้าเอาคนหน้าเนื้อใจเสือพรรค์นี้มาทำเมีย!"
เจียงฉิงได้ยินดังนั้นถึงกับโกรธจนแทบจะเป็นลมล้มพับไปทั้งยืน
[จบบท]