บทที่ 162: จอมลามก
ลู่ถิงถิงเดินตามหลังเจียงโม่หลี่ไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนและย้อนแย้งในตัวเองจนเธอเริ่มสับสน
จะว่าไปแล้วผู้หญิงคนนี้ก็มีความใจนักเลงอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยเจียงโม่หลี่ก็ยังรักษาคำพูด ไม่เอาเรื่องที่เธอแอบชอบครูเสิ่นเหยียนจือไปฟ้องอาสาม ทั้งที่ถ้าฟ้องไปเธอคงโดนเล่นงานหนักแน่
ถึงแม้ว่าตอนลงไม้ลงมือตบตีเธอ เจียงโม่หลี่จะใส่สุดแรงแบบไม่ยั้งมือจนเจ็บระบมไปหมดก็เถอะ แต่พอลองมาคิดทบทวนดูดีๆ เรื่องที่เธอเป็นต้นเหตุให้แม่กับคุณย่าทะเลาะกันบ้านแทบแตก แถมยังทำให้คุณย่าตรอมใจจนล้มป่วย การโดนสั่งสอนแค่นั้นมันก็ดูสมควรแก่เหตุแล้วหรือเปล่านะ
แถมวันนี้เจียงโม่หลี่ขี้งกคนนี้ยังใจป้ำพาเธอออกมาเลี้ยงข้าวอีกต่างหาก
ช่างเถอะ เธอเป็นคนใจกว้างดั่งมหาสมุทร จะยอมลดตัวลงมาให้อภัยผู้หญิงนิสัยเสียคนนี้สักครั้งก็แล้วกัน
"นี่เรากำลังจะไปกินข้าวที่ไหนเหรอ" ลู่ถิงถิงเอ่ยถามขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบ
"บ้านคนอื่น" เจียงโม่หลี่ตอบสั้นๆ โดยไม่หันกลับมามอง
"บ้านใคร"
"เดินไปเถอะน่า เดี๋ยวก็ถึงแล้ว"
บทสนทนาจบลงเพียงแค่นั้นเมื่อสายตาของคนทั้งกลุ่มมองไปเห็นร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังยืนเก็บเสื้อผ้าอยู่หน้าบ้านพัก
เสิ่นเหยียนจือในวันนี้ไม่ได้สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบร้อยเหมือนเวลาไปสอนหนังสือ แต่เขาสวมเพียงเสื้อกล้ามสีขาวสะอาดตาที่เผยให้เห็นช่วงแขนและไหล่
รูปร่างของเสิ่นเหยียนจือแตกต่างจากลู่เฉิงอย่างสิ้นเชิง ลู่เฉิงเป็นทหารที่ร่างกายกำยำล่ำสัน เต็มไปด้วยมัดกล้ามที่แสดงถึงความแข็งแกร่งดุดันแบบชายชาติทหาร แต่เสิ่นเหยียนจือนั้นดูโปร่งบางกว่า ผิวพรรณขาวจัด โครงร่างสมส่วน ให้ความรู้สึกเหมือนบัณฑิตหนุ่มผู้สุภาพอ่อนโยนและน่าทะนุถนอม
ลู่เฉิงหันขวับไปสังเกตปฏิกิริยาของหลานสาวตัวดีทันทีตามสัญชาตญาณ
และก็เป็นไปตามคาด ดวงตาของลู่ถิงถิงแทบจะถลนออกมานอกเบ้า จ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าตาไม่กะพริบเหมือนถูกสะกดจิต
"มองทางบ้าง ไม่ใช่เอาแต่จ้องผู้ชาย จะเดินชนเสาอยู่แล้ว!" ลู่เฉิงดุเสียงเข้ม
ลู่ถิงถิงสะดุ้งโหยง รีบดึงสายตากลับมาด้วยความตกใจ แต่พอกวาดตามองไปรอบๆ แล้วเห็นว่าเจียงโม่หลี่เองก็กำลังจ้องมองเสิ่นเหยียนจืออยู่เหมือนกัน เธอก็รีบฟ้องทันที
"อาสามเอาแต่ว่าฉัน ดูเมียอาสิ จ้องตาเป็นมันเหมือนกันทำไมไม่เห็นว่าบ้าง!"
ลู่เฉิงหันขวับไปทางภรรยาทันควัน เจียงโม่หลี่ที่กำลังมองเพลินๆ และเก็บสายตาไม่ทันจึงถูกจับได้คาหนังคาเขา
ทว่าสมองของเจียงโม่หลี่นั้นแล่นเร็วยิ่งกว่าจรวด เธอฉีกยิ้มหวานแล้วตอบกลับอย่างหน้าตาย
"ฉันกำลังดูเสื้อกล้ามที่ครูเสิ่นใส่อยู่ต่างหาก ทรงมันสวยดีนะ ถ้าคุณใส่ต้องดูดีกว่าเขาแน่ๆ ฉันเลยกะว่าจะหาซื้อให้คุณสักสองสามตัว รับรองว่าหล่อระเบิด"
ลู่เฉิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่ดุดันเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นประกายวาบวับ "จริงเหรอ"
"จริงสิคะ รับประกันเลย"
ได้ยินแบบนั้นลู่เฉิงก็ยิ้มแก้มปริ อารมณ์หงุดหงิดหายวับไปกับตา
ลู่ถิงถิงเห็นท่าทางเชื่อคนง่ายของอาสามแล้วก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ จึงพูดแทรกขึ้นมา "อาสามเชื่อเข้าไปได้ยังไง ยัยนี่มันต้มตุ๋นชัดๆ หลอกให้หลงดีใจเล่นๆ ความจริงคือหล่อนเป็นพวกบ้ากาม จ้องผู้ชายตาเยิ้มขนาดนั้น แต่งงานแล้วยังไม่รู้จักสำรวม อาต้องจัดการขั้นเด็ดขาดนะ"
"เงียบปากไปเลยเรา เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ อย่ามายุ่งเรื่องของฉันกับอาสะใภ้" ลู่เฉิงหันมาเอ็ดหลานสาวเข้าให้
เขาไม่ได้โง่จนดูไม่ออกว่าภรรยากำลังพูดเอาใจ แต่การที่เธอรักษาน้ำใจและยอมพูดจาหวานหูเพื่อกลบเกลื่อนความผิดเล็กๆ น้อยๆ นั่นก็แสดงว่าเธอแคร์ความรู้สึกเขา ไม่เห็นหรือไงว่าเธอไม่เคยไปพูดจาหวานๆ แบบนี้ใส่ผู้ชายคนอื่นเลยสักนิด
ความลำเอียงอย่างเห็นได้ชัดของลู่เฉิงทำให้ลู่ถิงถิงรู้สึกอัดอั้นตันใจ ผสมกับความอิจฉาลึกๆ
เจียงโม่หลี่คนนี้มันร้ายกาจจริงๆ ไปเอายาเสน่ห์ยาแฝดที่ไหนมากรอกปากอาสามของเธอเนี่ย ทำไมอาสามถึงได้หลงหัวปักหัวปำขนาดนี้
สอนเธอหน่อยได้ไหม จะได้เอาไปใช้บ้าง
ในเมื่อโม้ไปแล้วก็ต้องทำให้เนียน เจียงโม่หลี่เดินเข้าไปทักทายเสิ่นเหยียนจือและแกล้งถามถึงเสื้อกล้ามตัวนั้น พอรู้ว่าซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าหวังฟู่จิงในเมืองหลวง เธอก็หันมาวาดฝันให้ลู่เฉิงฟังต่อทันที
"เอาไว้ถ้ามีโอกาสได้ไปปักกิ่ง ฉันจะแวะไปซื้อมาให้คุณสักโหลนึงเลยนะคะ"
ลู่เฉิงยิ้มกว้างจนตาหยี หัวใจพองโตคับอก
ลู่ถิงถิงเบะปากมองบนด้วยความหมั่นไส้ เก่งแต่เรื่องปั้นน้ำเป็นตัวจริงๆ ผู้หญิงคนนี้
เสิ่นเหยียนจือส่งยิ้มละไมมาให้ทั้งสามคน "นี่พวกคุณกำลังจะไปไหนกันครับ"
"อ๋อ ครูใหญ่เฟิงชวนมาทานข้าวเย็นด้วยกันค่ะ ถ้าครูเสิ่นทำธุระเสร็จแล้วก็รีบตามมานะคะ" เจียงโม่หลี่ตอบ
เสิ่นเหยียนจือพยักหน้ารับอย่างสุภาพ
หลังจากทักทายพอเป็นพิธี เจียงโม่หลี่ก็เดินนำทุกคนตรงไปยังบ้านของเฟิงเหม่ยหัวที่อยู่ถัดไปไม่ไกล
ตอนนั้นเองที่สมองของลู่ถิงถิงเริ่มประมวลผลทัน "เดี๋ยวนะ ที่เธอบอกว่าจะพาฉันออกมาเลี้ยงข้าว คือพามากินฟรีที่บ้านครูใหญ่เฟิงเนี่ยนะ"
เจียงโม่หลี่หันมายักคิ้วกวนประสาท "ใช่ไง เซอร์ไพรส์ไหมล่ะ ตื่นเต้นหรือเปล่า"
"เซอร์ไพรส์กับผีน่ะสิ ปกติฉันก็ฝากท้องที่บ้านครูใหญ่เฟิงอยู่แล้ว จะต้องให้เธอมาเลี้ยงทำไมมิทราบ"
"ไม่เหมือนกันสิ ปกติเธอมากินเอง แต่วันนี้ฉันเป็นคนพามา ความรู้สึกมันต่างกัน บรรยากาศก็เปลี่ยน อรรถรสในการกินก็ต้องดีขึ้น จริงไหม"
ลู่ถิงถิงกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ โดนนางมารเจียงโม่หลี่หลอกต้มเปื่อยอีกแล้ว
…
แสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง เจียงฉิงแบกตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นหลังแล้วรีบเดินไปที่หน้าประตูค่ายทหารเพื่อรอรับปิ่นโตอาหารเย็น
เมื่อเธอไปถึงก็พบว่าจางเจียหมิงมายืนรออยู่ก่อนแล้ว
ชายหนุ่มมองคู่หมั้นสาวด้วยความประหลาดใจระคนเป็นห่วง "เสี่ยวฉิง ทำไมคุณดูดำคล้ำขึ้นแบบนั้นล่ะ ไปทำอะไรมา"
เจียงฉิงยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองโดยอัตโนมัติ ในใจรู้สึกห่อเหี่ยวบอกไม่ถูก
เพื่อที่จะจับตาดูให้แน่ใจว่าลู่ถิงถิงไม่ได้แอบหนีไปในเมือง เธอต้องไปนั่งตากแดดซุ่มดูอยู่บนเนินเขาตลอดทั้งบ่าย แดดที่เมืองเมิ่งไฮ่นั้นแรงอย่างกับจะเผาคนให้ไหม้เกรียม เธอเป็นคนผิวบาง ไม่ได้หน้าหนาเหมือนเจียงโม่หลี่ ตากแดดแป๊บเดียวก็ผิวเสียหมดแล้ว
แต่เธอก็แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ ปั้นหน้ายิ้มแล้วตอบกลับไป "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวทาครีมสักสองสามวันก็คงขาวเหมือนเดิม อ้อ จริงสิเจียหมิง ฉันมีข่าวดีจะบอกด้วยนะ"
จางเจียหมิงมองตะกร้าไม้ไผ่ด้านหลังเธอด้วยดวงตาเป็นประกาย "คุณขุดเจอโสมป่าอีกแล้วเหรอ"
เจียงฉิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้า "ไม่ใช่เรื่องนั้นค่ะ คือเรื่องลู่ถิงถิงน่ะ ยัยนั่นย้ายออกจากหอพักไปแล้ว ต่อไปนี้ห้องพักก็จะเหลือแค่ฉันคนเดียวแล้วค่ะ"
"ย้ายออกไปก็ดีแล้ว คุณจะได้ไม่ต้องโดนรังแกอีก ผมเป็นห่วงคุณแทบแย่"
คำพูดที่แสดงความห่วงใยของเขาทำให้หัวใจของเจียงฉิงพองโต ความหวานล้ำแผ่ซ่านไปทั่วอก "พรุ่งนี้คุณจะแวะมาทานข้าวกลางวันกับฉันที่ห้องไหมคะ"
จางเจียหมิงมองเธอแล้วหัวเราะแหะๆ "คิดถึงผมล่ะสิ"
เจียงฉิงค้อนวงใหญ่อย่างมีจริต "แล้วคุณไม่คิดถึงฉันหรือไงคะ"
"คิดถึงสิ คิดถึงจะแย่อยู่แล้ว เก็บไปฝันทุกคืนเลย"
หลังจากหยอดคำหวานกันจนพอใจ เจียงฉิงก็ตัดสินใจบอกเรื่องที่เธอติดหนี้ลู่ถิงถิง 10 หยวนให้จางเจียหมิงรับรู้
ถึงแม้เรื่องแอบกินน้ำผึ้งชาวบ้านจะเป็นเรื่องน่าอับอายขายขี้หน้า แต่เงิน 10 หยวนสำหรับพวกเธอในตอนนี้ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลย จำเป็นต้องช่วยกันหาทางออก
พอได้ยินว่ามีหนี้งอกขึ้นมาอีก 10 หยวน สีหน้าของจางเจียหมิงก็หม่นหมองลงทันตาเห็น ความสุขเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น
แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากตำหนิเจียงฉิงแม้แต่คำเดียว
ในความคิดของเขา การแอบกินของกินเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร ตอนเด็กๆ เขาก็เคยขโมยของกินบ่อยไป เจียงฉิงก็แค่ทำในสิ่งที่คนหิวโซเขาทำกัน
จะโทษก็ต้องโทษที่เขาเองไม่มีปัญญาเลี้ยงดูเธอให้ดี ปล่อยให้เมียตัวเองต้องมาลำบากอดอยากปากแห้งแบบนี้
เฮ้อ หนี้เก่ายังไม่ทันหมด หนี้ใหม่ก็มาอีกแล้ว เมื่อไหร่ชีวิตจะลืมตาอ้าปากได้สักทีนะ
…
อาหารมื้อค่ำที่บ้านเฟิงเหม่ยหัวผ่านไปอย่างราบรื่น แม้เจ้าภาพจะไม่ได้เต็มใจเลี้ยงสักเท่าไหร่ก็ตาม
เดิมทีเฟิงเหม่ยหัวไม่ได้กะจะเลี้ยงข้าวใคร เพราะฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก แต่สถานการณ์มันพาไปจนปฏิเสธไม่ลง อย่างไรก็ตามด้วยมารยาทเจ้าบ้านที่ดี เธอก็จัดเตรียมอาหารไว้อย่างเต็มที่สมฐานะ
บนโต๊ะอาหารมีกุยช่ายผัดไข่ส่งกลิ่นหอมฉุย แกงจืดเห็ดใส่ขาหมูแฮม ถั่วลิสงทอดกรอบเคี้ยวมัน และยำหัวไชเท้าเส้นรสจัดจ้าน ส่วนอาหารหลักเป็นแพนเค้กมันฝรั่งทอดร้อนๆ
เมื่อกินอิ่มหนำสำราญ เจียงโม่หลี่ก็ออกอุบายให้ลู่ถิงถิงอยู่ช่วยเฟิงเหม่ยหัวล้างจาน ส่วนเธอจะขอกลับไปพร้อมลู่เฉิงก่อน
ลู่ถิงถิงรีบคว้าแขนเจียงโม่หลี่ไว้แน่น "จะบ้าเหรอ กินก็กินด้วยกัน ทำไมฉันต้องล้างคนเดียว เธอต้องอยู่ช่วยกันสิ!"
เจียงโม่หลี่แกะมือหลานสาวออก "ฉันจะไปที่กองพัน ไปโทรศัพท์หาแม่เธอ เธอจะไปด้วยกันไหมล่ะ"
พอได้ยินว่าจะโทรกลับบ้าน ลู่ถิงถิงก็รีบลากเจียงโม่หลี่ออกมาคุยที่มุมห้อง หน้าตาตื่นตระหนก
"ห้ามบอกแม่เรื่องของฉันเด็ดขาดนะ!"
ถ้าแม่รู้ว่าเธอมาก่อเรื่องที่นี่ มีหวังโดนด่ายับเยินแน่ๆ แถมแม่ยังเป็นพวกเผด็จการ ไม่ยอมให้เธอหาแฟนเองอีกต่างหาก
ก่อนหน้านี้แม่เคยหาคู่ดูตัวไว้ให้ เป็นหมอหนุ่มอนาคตไกล แต่เธอไม่ได้ชอบหมอนั่นสักนิด
ทว่าแม่กลับชอบอกชอบใจยกใหญ่ ถึงขั้นวางแผนว่าพอเธออายุครบ 20 จะจับหมั้นหมายทันที
"แม่เธออาละวาดบ้านแทบแตกเพราะเธอไม่ยอมกลับบ้าน ถ้าไม่หาข้ออ้างดีๆ ไปกล่อม คิดว่าแม่เธอจะยอมจบง่ายๆ เหรอ" เจียงโม่หลี่ขู่เสียงเรียบ "สมมติว่าเธอจีบครูเสิ่นติดจริงๆ แล้วแม่เธอไม่ปลื้มเขา สุดท้ายก็ต้องเดือดร้อนฉันกับอาสามให้มาช่วยโกหกช่วยปิดบังอีก ฉันนี่มันซวยซ้ำซ้อนจริงๆ"
ลู่ถิงถิงไม่ได้สนใจประเด็นความลำบากใจของอาสะใภ้เลยสักนิด สมองของเธอมุ่งเป้าไปที่เรื่องเดียว "เธอคิดว่าฉันกับครูเสิ่นจะมีหวังจริงๆ เหรอ"
เจียงโม่หลี่มองบน "..."
นั่นมันใช่ประเด็นสำคัญตอนนี้ไหมเนี่ยแม่คุณ
…
เมื่อมาถึงห้องสื่อสาร เจียงโม่หลี่ก็ต่อสายตรงไปยังบ้านตระกูลลู่ทันที
โชคดีที่ฟ่านเหวินฟางเป็นคนรับสาย "ฮัลโหล นั่นใครคะ"
"พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันเองค่ะ"
พอได้ยินน้ำเสียงร่าเริงของเจียงโม่หลี่ ฟ่านเหวินฟางก็เดาไปเองว่าอีกฝ่ายคงโทรมาเพื่อขอโทษขอโพย เรื่องที่ลูกสาวเธอก่อไว้
ความโกรธในใจจึงเบาบางลงบ้าง แต่เธอก็ยังวางมาดขรึมและถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา "น้องสะใภ้สาม มีธุระอะไรหรือเปล่า"
เจียงโม่หลี่หัวเราะคิกคัก "มีสิคะ มีธุระสำคัญเลยล่ะ คือฉันอยากจะขอคำแนะนำจากพี่สะใภ้ใหญ่อย่างจริงใจน่ะค่ะ ว่าพี่ทำยังไงถึงสามารถโทษพ่อ โทษแม่ โทษดิน โทษฟ้า โทษอากาศ แต่ไม่เคยโทษตัวเองเลยสักนิดเดียว จิตวิญญาณอันแรงกล้าที่เอาแต่ชี้หน้าด่าคนอื่นโดยไม่มองดูตัวเองแบบนี้ มันช่างน่าทึ่งจนฉันอยากจะเรียนรู้ไว้เป็นแบบอย่างจริงๆ!"
ฟ่านเหวินฟางที่กำลังถือหูฟังอยู่แทบจะสำลักความโกรธ "นี่เธอพูดบ้าอะไร! ถ้าไม่ใช่เพราะเธอยุยงส่งเสริม ถิงถิงจะถ่อสังขารไปลำบากถึงเมืองเมิ่งไฮ่กันดารแบบนั้นเหรอ!"
"อุ๊ยตาย ความจำฉันไม่ค่อยดีซะด้วยสิ วันที่ถิงถิงออกเดินทาง คนที่ไปส่งถึงสถานีรถไฟคือพี่ไม่ใช่เหรอคะ อ้าว เป็นแม่ประสาอะไร ปากบอกไม่อยากให้ลูกลำบาก แต่การกระทำสวนทางกันชัดๆ ตอนลูกจะไปทำไมไม่ห้ามไว้ล่ะคะ พอเกิดเรื่องขึ้นมาก็โยนขี้ให้คนอื่นเฉยเลย"
"แล้วอีกอย่าง เรื่องที่ถิงถิงเกือบโดนพวกลักพาตัวน่ะ พี่เป็นแม่ภาษาอะไรไม่ทราบ เคยสอนลูกบ้างไหมว่าโลกภายนอกมันอันตราย อย่าไปหลงเชื่อคนแปลกหน้า หรือมัวแต่สอนให้ลูกเป็นคุณหนูเอาแต่ใจจนทำอะไรไม่เป็น"
"ขนาดพี่เป็นแม่แท้ๆ ลูกยังไม่เชื่อฟัง แล้วฉันเป็นคนอื่นคนไกล พูดอะไรไปถิงถิงจะฟังเหรอคะ ถ้าถิงถิงเชื่อฟังฉันป่านนี้คงกลับบ้านไปนอนตีพุงสบายใจเฉิบแล้ว ไม่มาทนลำบากอยู่ที่นี่หรอก หัดใช้สมองคิดวิเคราะห์แยกแยะบ้างนะคะ แค่นี้นะคะ จุ๊บๆ"
เจียงโม่หลี่วางหูใส่ทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้กรี๊ดระบายอารมณ์ จากนั้นเธอก็ต่อสายไปที่บ้านใหญ่ตระกูลลู่
คราวนี้อันฮุ่ยเป็นคนรับสาย "ฮัลโหล..."
"คุณแม่คะ ไม่ต้องโมโหแล้วนะคะ หนูจัดการด่าพี่สะใภ้ใหญ่แทนคุณแม่เรียบร้อยแล้วค่ะ..."
[จบบท]