บทที่ 167: สามีมารับกลับบ้าน
ฟ่านชิวอวิ๋นส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอด้วยความไม่พอใจ เธอมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาตำหนิพลางเอ่ยขึ้นว่า
“พูดก็พูดเถอะนะ ใครเขาใช้วิธีสอนร้องเพลงแบบเธอกัน ถ้าทำไม่เป็นก็อย่ามาสอนเลยดีกว่า รังแต่จะทำให้เด็กๆ เข้าใจผิดเปล่าๆ”
เจียงโม่หลี่ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับคำตำหนินั้น เธอยกแขนขึ้นกอดอกด้วยท่าทีสบายๆ ก่อนจะย้อนถามกลับไปว่า
“คุณพูดให้มันชัดเจนหน่อยสิ ฉันสอนผิดตรงไหนไม่ทราบ”
ฟ่านชิวอวิ๋นได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งหงุดหงิด เธออธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับกำลังสั่งสอนเด็กอมมือ
“ถึงจะไม่สอนเรื่องบรรทัดห้าเส้น แต่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องสอนเรื่องตัวโน้ตสิ นี่มันเป็นพื้นฐานที่สุดของวิชาดนตรีเลยนะ!”
เจียงโม่หลี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์แล้วถามกลับไปหน้าตาเฉย
“บรรทัดห้าเส้น? ตัวโน้ต? มันคืออะไรเหรอ”
คำตอบนั้นทำเอาฟ่านชิวอวิ๋นถึงกับเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมา เธอมองเจียงโม่หลี่อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“นี่เธอไม่รู้จักแม้กระทั่งบรรทัดห้าเส้นกับตัวโน้ตเนี่ยนะ! แล้วเธอมาเป็นครูสอนดนตรีได้ยังไง”
เจียงโม่หลี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ
“ก็พวกเขาบอกว่าโรงเรียนไม่มีครูสอนดนตรี แล้วให้ฉันมาช่วยสอน ฉันก็เลยมาไง”
ฟ่านชิวอวิ๋นถึงกับพูดไม่ออก ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนจุกอก เธอไม่เคยเจอใครที่ไร้ความรับผิดชอบและหน้ามึนขนาดนี้มาก่อน
เจียงโม่หลี่เห็นอีกฝ่ายเริ่มมีน้ำโหก็ยิ้มตาหยี แสร้งทำเป็นชื่นชมแล้วเสนอไอเดียขึ้นมา
“แต่ดูท่าทางคุณจะเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้นะ ถ้าอย่างนั้นคุณลองสอนให้ดูสักคาบหน่อยเป็นไง ถือซะว่าให้ฉันได้เรียนรู้ไปในตัวด้วย”
พูดจบเธอก็หันไปทางเหล่านักเรียนในห้อง แล้วตะโกนเสียงดังฟังชัด
“เอาล่ะนักเรียนทุกคน วันนี้เรามีเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้รับเกียรติจากอาจารย์สอนการแสดงมืออาชีพจากคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมมาให้ความรู้ ขอเสียงปรบมือต้อนรับอาจารย์หน่อยเร็ว!”
เจียงโม่หลี่เป็นคนแรกที่เริ่มปรบมือ แปะ แปะ แปะ เสียงดังสนั่น
นักเรียนในห้องเห็นครูนำร่องก็พากันปรบมือตามอย่างเกรียวกราว บรรยากาศในห้องเรียนคึกคักขึ้นมาทันตาเห็น
คนเราพอมีแสงไฟสาดส่อง มีเวทีให้ยืน ก็มักจะอดใจไม่ไหวที่จะแสดงฝีมือ ยิ่งฟ่านชิวอวิ๋นเป็นคนประเภทที่ชอบการเป็นจุดสนใจอยู่แล้ว พอเจียงโม่หลี่ช่วยปูทางให้ขนาดนี้ มีหรือที่เธอจะทนแรงยุไหว
ฟ่านชิวอวิ๋นเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะก้าวขึ้นไปยืนบนหน้าชั้นเรียนด้วยท่าทางมาดมั่น หยิบชอล์กขึ้นมาตวัดเขียนบนกระดานดำ เสียง ชึก ชึก ชึก ดังเป็นจังหวะ
เธอวาดตัวโน้ตเพลงชาติลงไปจนครบถ้วน แล้วเริ่มสอนนักเรียนให้ออกเสียงไล่ระดับตามตัวโน้ตอย่างคล่องแคล่ว
ต้องยอมรับเลยว่าคนจากคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมเขามีฝีมือจริงๆ ไม่ใช่แค่ราคาคุย
เจียงโม่หลี่เห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนก็ยิ้มกริ่ม เธอกำลังจะลากเก้าอี้ไปนั่งพักผ่อนดูโชว์ดีๆ สักหน่อย แต่ทว่ายังไม่ทันจะได้หย่อนก้นลงนั่ง หยางลี่ฉยงก็เดินเข้ามาทักทายเสียก่อน
“สหายเจียง ฉันตั้งใจมาหาคุณโดยเฉพาะเลยนะ สะดวกคุยกันสักหน่อยไหม”
เจียงโม่หลี่หันไปมอง หรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วยิ้มที่มุมปาก
“ถ้าฉันบอกว่าไม่สะดวก รองหัวหน้าหยางจะเลิกพูดหรือเปล่าล่ะ”
หยางลี่ฉยงไม่ได้สนใจคำยอกย้อนนั้น เธอชี้มือไปทางห้องเรียนว่างที่อยู่ติดกัน
“เราไปคุยกันที่ห้องข้างๆ เถอะ อย่ารบกวนเวลาเรียนของเด็กๆ เลย”
“เอาสิ”
เจียงโม่หลี่ตอบรับสั้นๆ แล้วเดินนำออกไป
เมื่อเข้ามาในห้องเรียนที่เงียบสงบ หยางลี่ฉยงก็กวาดสายตาสำรวจเจียงโม่หลี่อย่างละเอียดถี่ถ้วน ใบหน้ารูปหัวใจเล็กเท่าฝ่ามือ คิ้วโก่งดั่งใบหลิว และดวงตากลมโตสุกใสที่ดูมีเสน่ห์ รูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้หญิงประเภทที่ถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจจนเคยตัว
สายตาในการเลือกผู้หญิงของลู่เฉิง ก็มีอยู่แค่นี้เองสินะ
หยางลี่ฉยงเก็บความรู้สึกดูแคลนไว้ในใจ แล้วเอ่ยเข้าเรื่องด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน
“สหายเจียง ก่อนที่จะมาที่นี่ ฉันได้เห็นรายงานการขอใช้เวทีการแสดงที่ฝ่ายการเมืองของกองพลน้อย แล้วก็ได้อ่านบทละครเรื่อง ‘การปราบปรามการค้ามนุษย์’ ของเธอแล้ว ส่วนตัวฉันชื่นชมมากนะ คิดว่าเป็นบทที่เขียนออกมาได้ดี มีแง่คิดเตือนใจและเหมาะแก่การประชาสัมพันธ์มาก ฉันเลยตั้งใจว่าจะนำการแสดงชุดนี้บรรจุเข้าไปในรายการแสดงเพื่อความบันเทิงของคณะเราในรอบนี้”
เจียงโม่หลี่ฟังจบก็เลิกคิ้วตอบกลับทันควัน
“ขอโทษด้วยนะ แต่ฉันขอปฏิเสธ”
หยางลี่ฉยงขมวดคิ้ว “ทำไมล่ะ”
“บทละครนี้มันก็เหมือนผลงานจากหยาดเหงื่อแรงงานของฉัน อยู่ๆ คุณเดินดุ่มๆ มาจะเอาผลงานของฉันไปเฉยๆ พอฉันไม่ให้ยังจะมาถามหาเหตุผลอีก นี่คุณเล่นตลกอะไรอยู่หรือเปล่า”
ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งนอกห้องเรียน เจียงฉิงแอบยืนฟังบทสนทนาของทั้งคู่อยู่เงียบๆ สายตาของเธอจับจ้องไปที่ใบหน้าของหยางลี่ฉยง หัวใจเต้นรัวแรงด้วยความตื่นเต้น
คำเรียกขานว่า “รองหัวหน้าหยาง” เมื่อครู่ของเจียงโม่หลี่ ปลุกความทรงจำบางอย่างในชาติก่อนของเจียงฉิงให้ตื่นขึ้น!
ผู้หญิงคนนี้... รองหัวหน้าหยางคนนี้ ในชาติที่แล้วเธอคือผู้หญิงที่ได้แต่งงานกับลู่เฉิง!
ตอนนั้นวิญญาณของเจียงฉิงยังคงล่องลอยติดตามเจียงโม่หลี่อยู่ เธอจำได้แม่นว่าเคยได้ยินเจียงโม่หลี่นั่งเม้าท์มอยกับพวกแม่บ้านทหารว่า ‘หัวหน้าของจางเจียหมิงแต่งงานกับรองหัวหน้าหยางจากคณะศิลปะการแสดง’
กลับมาที่สถานการณ์ในห้องเรียน หยางลี่ฉยงไม่ได้ถอดใจง่ายๆ เพียงเพราะคำปฏิเสธของเจียงโม่หลี่
“สหายเจียง ถ้าคุณมีข้อเรียกร้องอะไรก็บอกมาได้เลยนะ หรือถ้าคุณอยากจะมีส่วนร่วมในการแสดง ฉันก็จะพยายามประสานงานจัดหาบทบาทให้คุณเล่นสักบทหนึ่ง”
เจียงโม่หลี่หลุดขำออกมาเบาๆ
“รองหัวหน้าหยาง เห็นแก่ความพยายามของคุณที่อยากจะได้ผลงานของฉันขนาดนี้ เอาอย่างนี้สิ ฉันจัดบทให้คุณเล่นสักบทก็ได้นะ นอกจากบทนางเอกแล้ว ที่เหลือคุณเลือกเอาได้ตามใจชอบเลย”
หยางลี่ฉยงยังคงรักษาใบหน้าเรียบเฉยไว้ได้ แต่แววตาเริ่มฉายแววเย็นชา
“ที่ฉันมาคุยด้วยดีๆ แบบนี้ เพราะฉันให้เกียรติคุณในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงานหรอกนะ แต่ผู้พันลู่ในฐานะทหารคนหนึ่ง หากทางองค์กรต้องการจะนำผลงานของภรรยาเขาไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม คุณคิดว่าเขายังจะมีสิทธิ์ปฏิเสธได้อีกเหรอ”
เจียงโม่หลี่ปรบมือแปะๆ หัวเราะร่า
“รองหัวหน้าหยาง ฉันล่ะนับถือคุณจริงๆ กฎเหล็กของกองทัพเราคือห้ามหยิบฉวยสิ่งของของประชาชนแม้แต่เข็มเล่มเดียว แต่นี่คุณใจกล้ามาก พอขอดีๆ ไม่ได้ก็จะปล้นกันดื้อๆ ท้าทายวินัยทหารกันโต้งๆ แบบนี้เลย ยอดหญิงวีรสตรีจริงๆ”
หยางลี่ฉยงชะงักไป เธอตระหนักได้ว่าคำพูดเมื่อครู่ของตนเองออกจะเกินขอบเขตไปหน่อย จึงรีบปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง
“สหายเจียง ฉันอาจจะสื่อสารผิดไปหน่อย เจตนาจริงๆ ของฉันคืออยากจะช่วยเผยแพร่ผลงานของคุณให้คนจำนวนมากได้รับรู้ ไม่ใช่แค่ในค่ายทหาร แต่รวมถึงคนทั้งจังหวัด หรืออาจจะทั้งประเทศด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อคุณไม่เต็มใจ ก็ช่างมันเถอะ”
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินจากไป
ฝีเท้าของหยางลี่ฉยงไม่ได้รวดเร็วนัก ในใจลึกๆ เธอยังหวังว่าเจียงโม่หลี่จะเปลี่ยนใจแล้วเรียกเธอกลับไป เพราะคงไม่มีใครปฏิเสธโอกาสที่จะได้มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศได้ลงคอ
หารู้ไม่ว่าเป้าหมายของเจียงโม่หลี่ไม่ใช่ชื่อเสียง แต่คือการกอบโกย ‘ค่าความรังเกียจ’ ต่างหาก
สำหรับเหยื่อล่อที่หยางลี่ฉยงโยนมาให้นั้น เจียงโม่หลี่ไม่ได้ปรายตามองแม้แต่นิดเดียว เธอหันหลังเดินกลับเข้าห้องเรียนไปอย่างไม่แยแส ปล่อยให้หยางลี่ฉยงยืนเก้ออยู่ตรงระเบียงทางเดิน ใบหน้าสวยเฉี่ยวเรียบตึง แม้จะดูปกติแต่ภายในใจขุ่นมัวอย่างถึงที่สุด
เมื่อเห็นหยางลี่ฉยงเดินออกมาด้วยท่าทีผิดหวัง เจียงฉิงที่ซุ่มรออยู่ก็รีบเดินตามไปทันที
“รองหัวหน้าหยางคะ”
“มีธุระอะไร”
หยางลี่ฉยงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาและห่างเหิน แต่เจียงฉิงไม่ได้ใส่ใจ เธอรีบใส่ไฟทันที
“เจียงโม่หลี่เขาก็เป็นคนนิสัยแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ ไม่มีความสามารถอะไรดีสักอย่าง แต่ชอบทำตัวหยิ่งยโสโอหัง ถ้าไม่ใช่เพราะโชคดีได้แต่งงานกับผู้พันลู่ คนอย่างเขาคงไม่มีปัญญาแม้แต่จะมายืนคุยกับคุณด้วยซ้ำ”
หยางลี่ฉยงฟังแล้วก็หันมามองหน้าเจียงฉิงด้วยสายตามีความหมายแฝง
“ยังไงหล่อนก็เป็นน้องสาวต่างแม่ของเธอไม่ใช่เหรอ มายืนว่าร้ายน้องสาวตัวเองให้คนนอกฟังแบบนี้ ไม่กลัวผู้ใหญ่เขาจะตำหนิเอาหรือไง”
เจียงฉิงยิ้มขื่นๆ ทำหน้าเศร้า
“ความสัมพันธ์ของเราพี่น้องไม่ค่อยดีน่ะค่ะ อีกอย่างพอฉันแต่งงานออกมาแล้ว ก็แทบไม่ได้ติดต่อกับทางบ้านเดิมอีกเลย”
หยางลี่ฉยงไม่ได้สนใจเรื่องดราม่าในครอบครัวคนอื่น เธอตัดบท
“มีอะไรก็พูดมาตรงๆ ฉันยังมีธุระต้องไปทำอีก”
เจียงฉิงรีบพูดเข้าประเด็น
"รองหัวหน้าหยาง ฉันรู้ว่าคุณมาที่นี่ทำไม ไม่ว่าจะเป็นฐานะหรือความสามารถ คุณเหนือกว่าเจียงโม่หลี่เป็นร้อยเท่า! ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงโม่หลี่เข้ามาแทรกกลาง คุณกับผู้พันลู่คงเป็นคู่สร้างคู่สมที่เหมาะสมกันที่สุดแล้ว"
เจียงฉิงมองตามแผ่นหลังที่เหยียดตรงและงดงามของหยางลี่ฉยงด้วยความตื่นเต้น
ผู้หญิงคนนี้ทั้งเก่ง ทั้งฉลาด แถมระดับชั้นยศก็สูงกว่าพวกเมิ่งเวยหรือเฉียวเหวินจิ้งแบบเทียบกันไม่ติด
…
ตัดภาพกลับมาที่ในห้องเรียน
เจียงโม่หลี่ยกนิ้วโป้งให้ฟ่านชิวอวิ๋นพร้อมเอ่ยปากชมเปาะ
“สมกับเป็นมืออาชีพจริงๆ นักเรียนตั้งใจเรียนกันกว่าตอนฉันสอนเยอะเลย ดูท่าทางเด็กๆ จะชอบสไตล์การสอนของคุณนะเนี่ย พรุ่งนี้คุณมาสอนอีกสักคาบสิ”
ฟ่านชิวอวิ๋นเชิดหน้าขึ้นตอบอย่างถือตัว
“พรุ่งนี้ฉันไม่ว่าง ทางคณะมีการซ้อมใหญ่”
“ว้า... น่าเสียดายจัง”
เจียงโม่หลี่ทำหน้าเสียดายสุดซึ้ง แล้วหันไปประกาศกับนักเรียนในห้อง
“น่าเสียดายจริงๆ นะจ๊ะเด็กๆ ครูสอนการแสดงคนสวยพรุ่งนี้มาสอนพวกเราไม่ได้แล้ว”
เหล่านักเรียนต่างพากันลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เยี่ยมไปเลย! พรุ่งนี้ไม่ต้องโดนกักตัวเรียนพิเศษแล้ว!
แต่ความดีใจนั้นอยู่ได้ไม่ถึงวินาที เมื่อเจียงโม่หลี่พูดต่อด้วยรอยยิ้ม
“ไม่เป็นไรๆ ครูว่าง พรุ่งนี้เวลาเดิมนะจ๊ะ เลิกเรียนแล้วให้มารวมตัวกันที่ห้องนี้ ครูจะเช็กชื่อ ใครโดดเรียน ครูจะให้คัดเนื้อเพลง 30 จบ”
มีนักเรียนใจกล้าคนหนึ่งตะโกนแย้งขึ้นมา
“ครูเจียงครับ เมื่อวานครูบอกว่าคัดแค่ 20 จบไม่ใช่เหรอครับ”
เจียงโม่หลี่ยักไหล่
“วันนี้ก็คือวันนี้ พรุ่งนี้ก็คือพรุ่งนี้ ส่วนมะรืนอาจจะเหลือแค่ 10 จบ หรืออาจจะเพิ่มเป็น 50 จบก็ได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอารมณ์ของครูล้วนๆ”
โอ้โห! ครูคนนี้จะเอาแต่ใจเกินไปแล้วนะ!
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +7, ยอดเงินเข้าบัญชี 70,000 หยวน]
เสียงระบบแจ้งเตือนดังขึ้นในหัว ทำให้เจียงโม่หลี่ยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ครูเจียง! สามีครูมารับแล้วครับ!”
เสียงแซวของนักเรียนดังขึ้น เจียงโม่หลี่หันขวับไปมองทางหน้าประตู
พระอาทิตย์ยามเย็นกำลังจะลาลับขอบฟ้า เหลือเพียงแสงสีส้มแดงที่ฉาบทาไปทั่วแผ่นฟ้า ราวกับทะเลเพลิงที่งดงามจับตา
ลู่เฉิงในชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศกำลังเดินตรงดิ่งมาทางห้องเรียน ร่างสูงใหญ่ของเขาเดินสวนกับแสงอาทิตย์อัสดง ทำให้เกิดเงาทอดยาวดูน่าเกรงขามและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน
“เลิกเรียนได้!”
เจียงโม่หลี่ประกาศลั่น
เด็กนักเรียนต่างพากันโห่ร้องด้วยความดีใจแล้วกรูกันวิ่งออกจากห้องเรียนไป
ฟ่านชิวอวิ๋นเองก็เดินตามนักเรียนออกมา จังหวะที่เธอเดินสวนกับลู่เฉิง เธอหยุดฝีเท้าเตรียมจะเอ่ยทักทายตามมารยาท
ทว่า... ลู่เฉิงกลับเดินผ่านหน้าเธอไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม โดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง
แรงลมจากการก้าวเดินอย่างมั่นคงนั้น พัดผ่านหน้าฟ่านชิวอวิ๋นไปจนหมวกบนหัวเธอเกือบปลิว
ฟ่านชิวอวิ๋นยืนนิ่งค้างด้วยความเสียหน้า เธอกระทืบเท้าเบาๆ แล้วบ่นพึมพำไล่หลัง
“ฮึ! ก็แค่ผู้พัน จะหยิ่งอะไรนักหนา”
เธอตวัดสายตามองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะสะบัดก้นเดินหนีไปอีกทางด้วยความหงุดหงิด
[จบบท]