บทที่ 174: หนุ่มหล่อชวนใจสั่น
"อาสาม! อาสามคะ!"
เสียงตะโกนเรียกดังโหวกเหวกมาจากหน้าประตูบ้าน ลู่เฉิงที่กำลังแกะเปลือกกุ้งอยู่ชะงักมือทำท่าจะลุกขึ้นออกไปดู แต่เจียงโม่หลี่กดบ่าเขาไว้เบาๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า
"คุณกินต่อเถอะ เดี๋ยวฉันออกไปดูเองค่ะ"
เมื่อประตูเปิดออก ลู่ถิงถิงที่ยืนหน้ามุ่ยอยู่ข้างนอกก็ชะเง้อคอมองหา พอเห็นว่าเป็นเจียงโม่หลี่เดินออกมา ใบหน้าของเด็กสาวก็ฉายแววหงุดหงิดขึ้นมาทันที
"อาสามของฉันล่ะ?"
"อาเธอเขากำลังกินข้าวอยู่ มีธุระอะไรก็ฝากฉันบอกได้" เจียงโม่หลี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ
ลู่ถิงถิงทำแก้มป่องอย่างขัดใจ "ฉันจะมากินข้าว!"
เจียงโม่หลี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มมุมปาก "อ้าว ไหนเธอบอกว่าจะไม่มาไง?"
"ก็ตอนนี้ฉันอยากมาแล้ว เธอจะทำไม มีปัญหาหรือไง?"
พูดจบลู่ถิงถิงก็สะบัดหน้าเดินดุ่มๆ เข้าไปในบ้านตระกูลจงทันทีโดยไม่สนใจเจียงโม่หลี่แม้แต่น้อย ซึ่งหญิงสาวเองก็ไม่ได้คิดจะขัดขวางอะไร ปล่อยให้เด็กเอาแต่ใจเดินเข้าไปตามสบาย
"ครูลู่มาพอดีเลย มาๆ นั่งลงกินด้วยกันสิ"
เจี่ยงเหวินเจวียนที่เห็นลู่ถิงถิงเดินเข้ามาก็รีบลุกขึ้นต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น
"ขอบคุณค่ะพี่สะใภ้จง"
ถึงแม้จะปากร้ายกับเจียงโม่หลี่ แต่ต่อหน้าคนนอกอย่างเจี่ยงเหวินเจวียน ลู่ถิงถิงก็ยังคงรักษามารยาทและวางตัวเป็นเด็กดีได้อย่างแนบเนียน
ทว่าเมื่อสายตาของเด็กสาวเหลือบไปเห็นกะละมังใบใหญ่กลางโต๊ะที่เต็มไปด้วยสัตว์เปลือกแข็งสีแดงสด เธอก็ทำหน้าตาตื่นตะลึง
"นี่มันตัว 'หม่าเซีย' ไม่ใช่เหรอคะ? มื้อเย็นกินไอ้ตัวประหลาดนี่น่ะเหรอ?"
เจี่ยงเหวินเจวียนหยิบถ้วยและตะเกียบสะอาดมายัดใส่มือเด็กสาว พลางหัวเราะร่า "เธออย่าได้ดูถูกเจ้าหม่าเซียเชียวนะ ถึงหน้าตามันจะดูน่ากลัวไปหน่อย แต่พอเอามาปรุงรสแล้วอร่อยเหาะเลยล่ะ"
ลู่ถิงถิงมองเจ้ากุ้งตัวสีแดงที่ดูเหมือนแมลงยักษ์มีก้ามอย่างหวาดระแวง จะมีอะไรอร่อยกันเชียว หน้าตาน่าเกลียดแถมยังดูสกปรกอีกต่างหาก ถ้ารู้ว่าเป็นไอ้นี่เธอคงไม่ถ่อสังขารมาให้เสียเวลาหรอก!
แต่ในเมื่อนั่งลงไปแล้ว ครั้นจะลุกหนีกลับตอนนี้ก็ดูจะเสียมารยาทเกินไป เด็กสาวจึงทำได้เพียงนั่งหน้ามุ่ย แล้วใช้ตะเกียบคีบแผ่นมันฝรั่งในชามขึ้นมาแบบเสียไม่ได้
พอมันฝรั่งเข้าปาก รสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้านผสมกับความชาลิ้นนิดๆ ของเครื่องเทศก็แผ่ซ่านไปทั่วปาก ความกรุบกรอบของมันฝรั่งที่ชุ่มด้วยน้ำซอสปรุงรสทำให้ดวงตาของลู่ถิงถิงเป็นประกายขึ้นมาทันที
อร่อยแฮะ!
หลังจากกินชิ้นแรกหมด เธอก็รีบคีบชิ้นที่สองและสามตามเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเพลิดเพลิน
แต่ดูเหมือนว่านอกจากเธอแล้ว คนทั้งโต๊ะจะมุ่งความสนใจไปที่เจ้ากุ้งก้ามแดงกันหมด ทุกคนหยิบกุ้งขึ้นมา ดูดมันกุ้งที่หัวก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็แกะเปลือกกินเนื้อที่ก้ามและหาง เสียงสูดปากซู้ดซ้าดด้วยความเผ็ดร้อนดังระงมไปทั่วโต๊ะอาหาร
ลู่ถิงถิงเคี้ยวแผ่นมันฝรั่งไปพลางมองคนอื่นๆ ไปพลางด้วยความฉงนสนเท่ห์ มันอร่อยขนาดนั้นเลยหรือไงนะ?
ในจังหวะนั้นเอง ลู่เฉิงก็ยื่นมือมาสลับชามข้าวของเขากับชามของเจียงโม่หลี่ การกระทำที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้เรียกสายตาของทุกคนบนโต๊ะให้หันไปมองเป็นตาเดียว
ในชามที่ลู่เฉิงวางลงตรงหน้าเจียงโม่หลี่นั้น เต็มไปด้วยเนื้อกุ้งขาวอวบที่แกะเปลือกออกจนเกลี้ยงพูนจานไปหมด
เจี่ยงเหวินเจวียนปรายตามองสามีตัวเองแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเหน็บแนมขึ้นมาลอยๆ "ดูสหายลู่นั่นปะไร ช่างเอาอกเอาใจเมียดีเหลือเกินนะ"
จงเว่ยกั๋วที่กำลังแทะก้ามกุ้งอยู่อย่างเมามันเงยหน้าขึ้นมาตอบทันควัน "ไม่ต้องไปสงสารมันหรอก มันหาเรื่องใส่ตัวเองทั้งนั้น"
กินข้าวทั้งทีต้องมานั่งแกะกุ้งประเคนเมีย กรรมเวรแท้ๆ!
เจี่ยงเหวินเจวียนได้ยินคำตอบของสามีก็ถึงกับพูดไม่ออก ด้วยความหมั่นไส้จึงยกเท้าขึ้นเตะเข้าที่ขาของสามีใต้โต๊ะเต็มแรง
"โอ๊ย!"
แต่กลายเป็นลู่ถิงถิงที่ร้องเสียงหลงพร้อมกับกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ "ใครเตะฉันเนี่ย?"
เจี่ยงเหวินเจวียนหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย รีบแก้ตัวพัลวัน "ขอโทษทีนะจ๊ะครูลู่ เมื่อกี้มียุงมากัดขาพี่น่ะ พี่เลยจะจุดยากันยุงไล่มันสักหน่อย"
"อ้อ..." ลู่ถิงถิงพยักหน้ารับรู้แบบงงๆ ก่อนจะนั่งลงที่เดิม
เมื่อเห็นว่ากุ้งในกะละมังเริ่มร่อยหรอลงทุกที ความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะความกลัว ลู่ถิงถิงตัดสินใจลองหยิบกุ้งก้ามแดงขึ้นมาตัวหนึ่งแล้วแกะกินดู
แม่เจ้าโว้ย! รสชาติมันสุดยอดไปเลย!
เนื้อกุ้งแน่นเด้งสู้ฟัน ผัดเคล้ากับเครื่องเทศรสจัดจ้าน มันช่างเข้ากันได้อย่างลงตัวจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วย แต่โชคร้ายที่เธอยังไม่ทันจะได้กินตัวที่สอง กุ้งในชามก็อันตรธานหายไปจนเกลี้ยง เหลือไว้เพียงน้ำซอสสีแดงฉานก้นกะละมัง
แน่นอนว่าน้ำซอสเข้มข้นขนาดนี้จะทิ้งไปก็เสียของเปล่า เพราะมันอุดมไปด้วยน้ำมันหมูและเครื่องเทศชั้นดี เจี่ยงเหวินเจวียนจึงลวกเส้นบะหมี่บัควีทมาครึ่งหม้อ คลุกเคล้ากับน้ำซอสที่เหลือ โรยต้นหอมซอยปิดท้าย กลายเป็นเมนูบะหมี่คลุกรสเด็ดที่ใครได้กินเป็นต้องติดใจ
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า ลู่เฉิงก็สั่งให้ลู่ถิงถิงช่วยเจี่ยงเหวินเจวียนเก็บกวาดถ้วยชาม
ลู่ถิงถิงทำหน้ายุ่งทันที "ทำไมอาสามถึงใช้แต่ฉันล่ะ ทำไมไม่ให้อาสะใภ้ทำบ้าง?"
ลู่เฉิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "อาสะใภ้เธอเป็นคนไปจับกุ้งมา แถมยังลงมือทำอาหารจนเหนื่อยมาทั้งวัน เธอมากินฟรีๆ แล้วยังจะเกี่ยงงานอีกหรือไง?"
"ฉันเพิ่งได้กินกุ้งไปไม่กี่ตัวเองนะ!" เด็กสาวเถียงข้างๆ คูๆ
"ก็เธอไม่ยอมกินเอง จะไปโทษใครได้"
ลู่ถิงถิงได้แต่กัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจ ใครจะไปรู้ล่ะว่าไอ้ตัวน่าเกลียดแบบนั้นมันจะอร่อยกว่าเนื้อหมูเสียอีก ถ้ารู้เธอคงฟาดเรียบไม่เหลือให้ใครแย่งแน่!
แม้จะหงุดหงิดแค่ไหน แต่สุดท้ายเธอก็ต้องจำใจลุกขึ้นไปช่วยเก็บโต๊ะอยู่ดี
จงซินเอ๋อร์ เด็กหญิงวัยสิบสองปีลูกสาวคนโตของบ้านจง ก็ลุกขึ้นช่วยแม่เก็บกวาดอย่างรู้ความ ส่วนน้องๆ อีกสองคนอย่างจงสี่เอ๋อร์และจงวั่งฝูก็กางหนังสือทำการบ้านกันอย่างขะมักเขม้น
จงเว่ยกั๋วชงชาร้อนๆ มาจิบแก้เลี่ยน พลางพูดคุยกับลู่เฉิงเรื่องการแสดงของคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมที่จะมีขึ้นในคืนพรุ่งนี้
เมื่อคุยธุระจบ ลู่เฉิงก็ถือโอกาสลากิจกับจงเว่ยกั๋ว โดยบอกว่าจะไม่ไปร่วมชมการแสดงในคืนพรุ่งนี้
ซึ่งจงเว่ยกั๋วก็อนุญาตแต่โดยดี
ระหว่างเดินกลับบ้านพัก เจียงโม่หลี่เอ่ยถามสามีด้วยความสงสัย "พรุ่งนี้คุณมีธุระเหรอคะ?"
ลู่เฉิงหันมามองภรรยา นัยน์ตาคมเข้มฉายแววอ่อนโยนเจือรอยยิ้ม "การแสดงพวกนั้นไม่มีอะไรน่าดูหรอก สู้เอาเวลามาอยู่เป็นเพื่อนคุณดีกว่า คุณมาอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว ผมยังไม่เคยพาคุณไปเที่ยวไหนดีๆ เลย อีกสองวันภารกิจก็จะมาแล้ว ถึงตอนนั้นผมคงไม่มีเวลาว่างอีก"
เจียงโม่หลี่ไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของเขา "แล้วแถวนี้มีที่ไหนน่าเที่ยวบ้างล่ะคะ?"
"ที่นี่มีแต่ภูเขากับหิน ตอนเย็นๆ ไม่เหมาะจะเข้าป่าหรอก"
"งั้นไปริมแม่น้ำไหมคะ?"
"คุณอยากไปเล่นน้ำเหรอ? งั้นเดี๋ยวผมเตรียมไฟฉายไปด้วย เผื่อจะจับปลาไหลหรือปลาหลดมาได้บ้าง"
เมื่อรู้ว่าริมแม่น้ำสามารถก่อกองไฟได้ เจียงโม่หลี่จึงเสนอไอเดีย "งั้นพรุ่งนี้เย็นคุณไม่ต้องไปรับข้าวที่โรงอาหารนะ เราไปปิกนิกย่างปลากินกันที่ริมแม่น้ำดีกว่า"
"ตกลงครับ"
"ฉันไปด้วย!"
เสียงแหลมๆ ของลู่ถิงถิงดังแทรกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่รู้ว่าแม่คุณโผล่มาจากมุมไหน เจียงโม่หลี่หันไปพยักหน้าให้
"เอาสิ ไปด้วยกันเยอะๆ สนุกดี"
ลู่ถิงถิงมองเจียงโม่หลี่ด้วยสายตาหวาดระแวง "ทำไมเธอถึงดูดีใจขนาดนั้น มีแผนอะไรหรือเปล่า?"
"ก็มีเธอไปด้วยจะได้ช่วยดูต้นทางให้ฉันกับอาสามของเธอไง"
"ดูต้นทาง? พวกเธอจะทำอะไรกัน?"
เจียงโม่หลี่ฉีกยิ้มกว้างอย่างมีเลศนัย "ก็ทำเรื่องที่เด็กไม่ควรดูไงจ๊ะ"
ลู่ถิงถิงหน้าแดงแปร๊ดไปถึงใบหู "เธอ... เธอมันคนลามก! หน้าไม่อาย!"
"ยางอายของฉันยกให้เธอไปตั้งนานแล้วนี่นา จำไม่ได้เหรอ?" เจียงโม่หลี่ตอบกลับหน้าตาย
ลู่เฉิงที่เดินอยู่ข้างๆ ได้ฟังบทสนทนาโต้ตอบของอาสะใภ้กับหลานสาวก็ได้แต่ส่ายหัวยิ้มๆ แม้ภายนอกจะดูนิ่งเฉย แต่ภายในใจกลับอดจินตนาการไปไกลถึงคำว่า ‘เรื่องที่เด็กไม่ควรดู’ ของภรรยาไม่ได้
ลู่ถิงถิงรู้ตัวว่าเถียงสู้ฝีปากเจียงโม่หลี่ไม่ได้ จึงเปลี่ยนเรื่องไปถามถึงเจียงฉิงแทน "นี่ ทำไมเจียงฉิงถึงไม่ไปเป็นครูสอนแทนแล้วล่ะ?"
"ใครจะไปรู้ล่ะ หล่อนคงมีความคิดของหล่อนมั้ง"
ลู่ถิงถิงฮึดฮัด "หล่อนยังติดเงินฉันอยู่สิบหยวนเลยนะ วันนี้ฉันไปทวง หล่อนดันทำมึนจะเบี้ยวหนี้ซะงั้น น่าโมโหชะมัด!"
"หล่อนเบี้ยวหนี้ เธอก็ไปทวงกับผัวหล่อนสิ" เจียงโม่หลี่แนะนำ
จริงด้วย! ทำไมเธอคิดไม่ได้นะ
...
ตลอดทั้งวันถัดมา ใบหน้าของเหล่าทหารในค่ายต่างเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม แม้แต่ตอนฝึกซ้อมก็ยังดูคึกคักเป็นพิเศษ
ก็คืนนี้จะมีคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมมาเปิดการแสดง จะไม่ให้ดีใจได้ยังไงไหว
ได้ยินมาว่ารองหัวหน้าคณะอย่างหยางลี่ฉยง เป็นถึงนักเต้นระดับปรมาจารย์ที่เคยแสดงต่อหน้าท่านผู้นำในมหาศาลาประชาคมมาแล้วด้วย!
ลู่เฉิงเองก็อารมณ์ดีไม่แพ้กัน
เพราะคืนนี้เขาจะได้พาภรรยาไปสวีทหวานแหววริมแม่น้ำ แถมยังได้กินข้าวเย็นท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติอีกต่างหาก
ช่วงเย็น หลังจากเจียงโม่หลี่สอนหนังสือเสร็จและกลับมาถึงบ้านพักรับรอง
วันนี้บรรยากาศในบ้านพักเงียบสงบเหมือนเช่นเคย เพราะคนของคณะศิลปะการแสดงฯ ต่างพากันขนย้ายข้าวของไปเตรียมตัวที่หอประชุมในค่ายกันหมดแล้ว
ภายในห้องพัก ลู่เฉิงได้เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ
ถังไม้หนึ่งใบ กะละมังไม้หนึ่งใบ
ในถังไม้มีกระบอกไม้ไผ่สดขนาดเท่าท่อนขาผู้ใหญ่สี่ห้ากระบอก ซึ่งลู่เฉิงลงทุนเข้าป่าไปตัดมาด้วยตัวเองเมื่อตอนกลางวัน
นอกจากกระบอกไม้ไผ่แล้ว ยังมีเครื่องปรุงรสครบครัน ทั้งน้ำมัน เกลือ ขิง ต้นหอม กระเทียม เม็ดพริกหอม และพริกแห้ง ซึ่งล้วนแต่เป็นของจำเป็นสำหรับการทำอาหารป่าทั้งสิ้น
เมื่อมาถึงริมแม่น้ำ ทั้งคู่เลือกทำเลที่เหมาะเจาะแล้วก็เริ่มแบ่งหน้าที่กันทำ
ลู่เฉิงรับอาสาลงน้ำไปจับปลาจับกุ้ง ส่วนเจียงโม่หลี่รับหน้าที่หาฟืน
"คืนนี้จะอิ่มท้องหรือต้องนอนหิว ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือคุณแล้วนะคะ"
สิ้นเสียงหวานของภรรยา ลู่เฉิงก็ตะเบ๊ะรับคำอย่างแข็งขัน
"รับทราบครับคุณนาย รับรองว่าทำภารกิจสำเร็จแน่นอน!" ว่าแล้วเขาก็กระโจนลงน้ำไปอย่างคล่องแคล่ว
เจียงโม่หลี่หันหลังเดินสำรวจไปตามแนวป่าริมน้ำ
สองฝั่งแม่น้ำอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณไม้นานาชนิด กิ่งไม้แห้งและใบไม้ร่วงหล่นเกลื่อนกลาด เจียงโม่หลี่ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ได้ฟืนมากองพะเนิน
ระหว่างที่หยุดพักหายใจ หญิงสาวกวาดสายตามองไปที่ผิวน้ำอันกว้างใหญ่ พลันหัวใจก็กระตุกวูบ
ผิวน้ำราบเรียบสะท้อนแสงตะวันยามอัสดงเป็นประกายระยิบระยับ แต่กลับไร้เงาของชายหนุ่มร่างโต
สามีตัวล่ำของเธอหายไปไหน?
ความตระหนกแล่นพล่านเข้ามาในอก เจียงโม่หลี่รีบวิ่งถลันไปที่ตลิ่ง ตะโกนเรียกสุดเสียง "ลู่เฉิง! ลู่เฉิง!"
"ซูมมม!"
ทันใดนั้น ผิวน้ำก็แตกกระจาย ร่างสูงใหญ่กำยำพุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้น้ำ หยดน้ำเกาะพราวไปตามเรือนผมสีเข้มที่ลู่ลงแนบใบหน้า ชายหนุ่มส่งยิ้มกว้างจนตาหยีมาให้เธอ
"ผมอยู่นี่ครับ ตกใจเหรอ?"
ไม่รู้ว่าเขาถอดเสื้อออกตั้งแต่เมื่อไหร่ ท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแน่นตึงสมชายชาตรี ผิวสีแทนสวยเมื่อต้องแสงแดดยามเย็นดูราวกับรูปสลักทองสัมฤทธิ์ หยดน้ำไหลกลิ้งผ่านลอนกล้ามท้องที่เป็นลูกๆ ลงสู่เส้นวีเชปที่เว้าลึกหายเข้าไปในขอบกางเกงที่เปียกแนบเนื้อ
บ้าจริง... เซ็กซี่ชะมัด
ความโกรธที่โดนแกล้งเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยความรู้สึกร้อนวูบวาบที่แล่นพล่านไปทั่วใบหน้า ภาพตรงหน้ามันชวนให้ใจสั่นจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่
เห็นแก่ความหล่อหรอกนะ ครั้งนี้จะยอมยกโทษให้
"รีบใส่เสื้อผ้าเดี๋ยวนี้เลยนะ!" เธอแแหวใส่แก้เขิน
พูดจบเธอก็สังเกตเห็นสายตาของหญิงชาวบ้านสองคนที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ กำลังจ้องมองเรือนร่างของสามีเธอตาเป็นมัน
เจียงโม่หลี่ของขึ้นทันที ตะโกนด่าข้ามฝั่งแม่น้ำเสียงดังลั่น "เฮ้ย! มองอะไรนักหนาฮะ! เกิดมาไม่เคยเห็นผู้ชายหรือไง!"
หญิงชาวบ้านสองคนนั้นสะดุ้งโหยง รีบยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักพลางเดินหนีไป แต่ก็ยังมิวายหันกลับมามองลู่เฉิงด้วยสายตาเสียดาย
แหม... พ่อหนุ่มคนนั้นหุ่นแซ่บจริงๆ กล้ามเป็นมัดๆ เห็นแล้วมันกระชุ่มกระชวยหัวใจพิลึก
"ยังจะมองอีก มองหาพ่องเหรอ!"
เจียงโม่หลี่คว้าก้อนดินแข็งๆ ปาใส่พวกหล่อนด้วยความโมโห
หญิงชาวบ้านเห็นท่าไม่ดีจึงรีบจ้ำอ้าวหนีไป พลางบ่นอุบอิบในใจว่านังผู้หญิงคนนี้ขี้งกชะมัด คนเขามองนิดมองหน่อยทำเป็นหวงก้าง จะสึกหรอตรงไหนเชียว!
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +2 ยอดเงินเข้าบัญชี 20,000 หยวน]
[จบบท]