บทที่ 177: เลี้ยงแขก
บรรยากาศในเมืองซีลี่ช่วงสายของวันนั้นคึกคักไปด้วยผู้คน ท่ามกลางความวุ่นวาย เสียงทักทายที่คุ้นเคยดังขึ้นเรียกความสนใจของเสิ่นเหยียนจือให้หันกลับไปมอง
"ซือหย่วน นายมาทำอะไรที่นี่"
ดวงตาของเสิ่นเหยียนจือเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ รอยยิ้มแห่งความยินดีปรากฏขึ้นบนใบหน้าเมื่อได้พบกับเพื่อนสนิทโดยบังเอิญในต่างถิ่นเช่นนี้ น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
สวีซือหย่วนหัวเราะร่าพลางตบไหล่เพื่อนรักเบาๆ ด้วยความสนิทสนม "ฉันมาทำธุระเรื่องงานราชการทางนี้น่ะสิ จริงๆ ก็คิดไว้ว่าถ้าเคลียร์งานเสร็จจะหาเวลาแวะไปเยี่ยมนายที่เมิ่งไฮ่เหมือนกัน ไม่คิดเลยว่านายจะเข้ามาในตัวเมืองพอดี แบบนี้เขาเรียกว่าบังเอิญโลกกลมจริงๆ นะเนี่ย"
ในขณะที่สองหนุ่มกำลังทักทายกันอยู่นั้น หญิงสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มที่ยืนอยู่ข้างกายสวีซือหย่วนก็เอ่ยทักทายขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"พี่เหยียนจือ"
เสิ่นเหยียนจือหันไปมองเจ้าของเสียงหวานนั้น สายตาของเขาอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเอ่ยตอบกลับไป "เสี่ยวซู เธอก็มาด้วยเหรอ"
สวีซูพยักหน้าเล็กน้อยด้วยท่าทางขัดเขิน ใบหน้าขาวนวลขึ้นสีระเรื่อ น้ำเสียงของเธอช่างนุ่มนวลและอ่อนหวานราวกับสายน้ำ "ค่ะ พอดีว่าฉันว่างก็เลยขอตามพี่ชายมาด้วย"
สวีซือหย่วนรีบอธิบายเสริมให้น้องสาว "ช่วงนี้โรงเรียนของซูซูเขาปิดการเรียนการสอนน่ะครับ อยู่บ้านเฉยๆ ก็เบื่อ ผมเลยถือโอกาสพาออกมาเปิดหูเปิดตา ชมความงามของบ้านเมืองเราเสียหน่อย"
ภาพลักษณ์ของหญิงสาวผู้อ่อนหวานและเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ของสวีซู ตกอยู่ในสายตาของเจียงโม่หลี่ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ เธออดไม่ได้ที่จะเอียงคอไปกระซิบกระซาบกับลู่ถิงถิงที่ยืนอยู่ข้างๆ
"นี่ๆ เธอดูคนอื่นเขาบ้างสิ หัดเอาอย่างเสียบ้างนะ"
ลู่ถิงถิงขมวดคิ้วด้วยความงุนงง หันมามองหน้าคู่ปรับตลอดกาล "ให้ฉันเอาอย่างอะไร"
"ก็เอาอย่างความอ่อนหวานนุ่มนวลของเขาไงล่ะ ผู้ชายร้อยทั้งร้อยเขาก็ชอบผู้หญิงแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ" เจียงโม่หลี่แกล้งแหย่
ทว่าลู่ถิงถิงกลับเชิดหน้าขึ้นตอบโต้ทันควัน "อาสามของฉันไม่เห็นจะชอบแบบนี้เลย ไม่อย่างนั้นจะมีที่ว่างให้เธอมายืนอยู่ตรงนี้เหรอ"
เจียงโม่หลี่ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่กะพริบตาปริบๆ ยอมรับความพ่ายแพ้ในยกนี้แต่โดยดี เพราะสิ่งที่ลู่ถิงถิงพูดมานั้นเถียงไม่ออกจริงๆ
ในจังหวะนั้นเอง สวีซือหย่วนก็สังเกตเห็นหญิงสาวหน้าตาดีผิวพรรณผุดผ่องที่ยืนอยู่ด้านหลังเสิ่นเหยียนจือ ในเมืองซีลี่ที่แดดแรงและลมแรงเช่นนี้ หาได้ยากนักที่จะเจอผู้หญิงผิวขาวเนียนละเอียดแบบนี้
"เหยียนจือ สองคนนี้คือเพื่อนของนายเหรอ"
เสิ่นเหยียนจือรีบแนะนำตัวเจียงโม่หลี่และลู่ถิงถิงให้สองพี่น้องตระกูลสวีได้รู้จักอย่างเป็นทางการ
เมื่อสวีซูได้ยินว่าเจียงโม่หลี่แต่งงานแล้ว แถมสามียังเป็นถึงระดับผู้พันในกองทัพ เธอก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เพราะตั้งแต่แรกเห็น เธอสัมผัสได้ถึงความโดดเด่นของเจียงโม่หลี่จนอดระแวงไม่ได้ แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยปากถามเสิ่นเหยียนจือตรงๆ
"ไหนๆ ก็เจอกันแล้ว เราต้องหาโอกาสคุยกันยาวๆ หน่อยนะ เที่ยงนี้ไปทานข้าวด้วยกัน"
สวีซือหย่วนเอ่ยชวนเพื่อนเก่า ก่อนจะหันมาทางเจียงโม่หลี่และลู่ถิงถิงด้วยมารยาทอันดีงาม
"สหายเจียง สหายลู่ เชิญพวกคุณด้วยนะครับ ถือเสียว่าเป็นการเลี้ยงขอบคุณที่ช่วยดูแลเหยียนจือในช่วงที่ผ่านมา"
เจียงโม่หลี่ฉีกยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายวาววับ "ได้สิคะ แต่ฉันขอพาคนไปเพิ่มอีกสักสองสามคนจะได้ไหมคะ คุณคงไม่ถือสานะ"
สวีซือหย่วนชะงักไปครู่หนึ่งกับความตรงไปตรงมานั้น แต่ด้วยความที่เป็นคนใจกว้างและมีมารยาท เขาจึงรีบปรับสีหน้าและตอบกลับด้วยรอยยิ้ม "ไม่มีปัญหาครับ ยิ่งคนเยอะยิ่งครึกครื้น"
หลังจากนัดแนะเวลากันเรียบร้อย โดยตกลงกันว่าจะไปเจอกันที่ภัตตาคารขงเชวี่ยซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านพักรับรองในเวลาเที่ยงตรง สวีซือหย่วนก็ขอตัวไปพบแขกคนสำคัญก่อน ส่วนพวกเจียงโม่หลี่ก็แยกย้ายไปทำธุระที่ที่ทำการไปรษณีย์
บรรยากาศภายในที่ทำการไปรษณีย์ค่อนข้างแออัด เนื่องจากมีโทรศัพท์ให้บริการเพียงแค่ 2 เครื่อง ทำให้มีแถวต่อยาวเหยียด แต่ละคนต่างชะเง้อคอรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ แม้ค่าโทรศัพท์ทางไกลในยุคนี้จะมีราคาแพงระยับ แต่ด้วยความจำเป็นเร่งด่วน ผู้คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะโทรคุยธุระสั้นๆ แล้วรีบวางสาย
ไม่นานนักก็ถึงคิวของเจียงโม่หลี่ เธอหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วต่อสายไปยังโรงงานเครื่องจักรหงกวงเป็นที่แรก เพื่อฝากคนไปตามพ่อมารับโทรศัพท์ ระหว่างที่รอเวลาให้พ่อเดินมา เธอจึงใช้โอกาสนี้โทรกลับไปที่บ้านตระกูลลู่ในเมืองหลวง
เสียงปลายสายดังขึ้น เป็นเสียงของป้าหม่าที่รับสาย เมื่อรู้ว่าเป็นเจียงโม่หลี่โทรมา น้ำเสียงของหญิงสูงวัยก็เปี่ยมไปด้วยความดีใจ
"เสี่ยวเจียงหรือ เป็นยังไงบ้าง อยู่ทางโน้นลำบากไหม"
"สบายดีค่ะป้าหม่า ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ รบกวนป้าหม่าช่วยตามคุณแม่มารับสายให้หน่อยได้ไหมคะ"
ป้าหม่ารีบวางหูโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แล้ววิ่งออกไปตะโกนเรียกอันฮุ่ยที่กำลังนั่งเด็ดผักอยู่ในลานบ้าน อันฮุ่ยรีบล้างมือแล้ววิ่งเหยาะๆ มารับสายด้วยความกระตือรือร้น
"ฮัลโหล โม่หลี่เหรอจ๊ะ โทรมามีเรื่องด่วนอะไรรึเปล่า"
"เปล่าหรอกค่ะ แค่คิดถึงคุณแม่น่ะค่ะ อยากรู้ว่าทางบ้านสบายดีไหม" เจียงโม่หลี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
อันฮุ่ยยิ้มกว้างกับโทรศัพท์ แม้ปากจะบ่นอุบอิบ "ปากหวานจริงเชียว แค่เธอไม่ไปก่อเรื่องวุ่นวายที่ไหน แม่ก็สบายใจแล้วล่ะจ้ะ"
"โธ่ คุณแม่ก็พูดไป คราวก่อนพี่สะใภ้ใหญ่ไปทานข้าวที่บ้านไหมคะ หวังว่าคงไม่ได้ทำให้คุณแม่หงุดหงิดนะ"
พอพูดถึงเรื่องลูกสะใภ้คนโต น้ำเสียงของอันฮุ่ยก็ดูผ่อนคลายลง "มาสิจ๊ะ เจ้าฮ่าวอวี่กับนาน่าชอบกินกุ้งหม่าเซียที่ป้าหม่าทำตามสูตรของเธอมาก วันรุ่งขึ้นยังรบเร้าให้แม่พามาทานอีกรอบเลย"
"ดีแล้วค่ะ ฝากบอกคุณแม่กับคุณพ่อด้วยนะคะว่าเสร็จธุระทางนี้แล้ว ช่วงหลังเทศกาลไหว้พระจันทร์หนูจะกลับไป..."
ยังไม่ทันที่เจียงโม่หลี่จะพูดจบ ประโยคสนทนาก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงตวาดอย่างหงุดหงิดจากชายวัยกลางคนที่ยืนรอต่อคิวอยู่ด้านหลัง
"นี่คุณ จะคุยอีกนานไหม เร็วๆ หน่อยสิ คนข้างหลังเขารอกันจนรากงอกแล้ว"
"แม่คะ รอเดี๋ยวนะคะ" เจียงโม่หลี่เอามือป้องกระบอกโทรศัพท์ไว้ ก่อนจะหันขวับไปมองต้นเสียง สายตาของเธอคมกริบกวาดมองชายคนนั้นตั้งแต่หัวจรดเท้า
"รีบอะไรนักหนาคะ จะรีบไปเกิดใหม่เหรอ"
ชายคนนั้นหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "นังหนูนี่ พูดจาภาษาอะไรของเธอฮะ"
"ก็ภาษาคนนี่แหละค่ะ ฉันใช้ปากพูด คุณฟังไม่รู้เรื่องเหรอ หรือปกติคุณใช้ก้นพูด ถึงได้ส่งเสียงเหม็นเน่าออกมาแบบนี้"
ชายคนนั้นถึงกับอ้าปากค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ได้แต่ยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโมโห ไม่เคยเจอใครปากคอเราะร้ายขนาดนี้มาก่อน
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +1 ยอดเงินเข้าบัญชี 10,000 หยวน]
เสียงระบบแจ้งเตือนดังขึ้นในหัว เจียงโม่หลี่กระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันกลับไปคุยโทรศัพท์ต่อหน้าตาเฉย แม้เธอจะเอามือป้องเสียงไว้ แต่อันฮุ่ยที่อยู่ปลายสายก็ได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่แว่วๆ จึงอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้
"โม่หลี่ เกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไรลูกหรือเปล่า แล้วตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหนกันแน่"
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะแม่ แค่แมลงหวี่แมลงวันบินมาตอมน่ารำคาญนิดหน่อย ตอนนี้หนูอยู่ที่เมืองซีลี่ค่ะ ทางกรมการศึกษาเขาเชิญพวกเรามาแสดงละครเวทีเพื่อรณรงค์เรื่องกฎหมาย"
"แสดงละคร ลูกเนี่ยนะจะแสดงละคร" อันฮุ่ยอุทานด้วยความแปลกใจ
"อย่าดูถูกกันสิคะ ไม่ใช่แค่หนูนะ หลานสาวคนโปรดของคุณแม่...ถิงถิงก็มาด้วย ยืนหัวโด่อยู่ข้างๆ นี่ไงคะ"
อันฮุ่ยตั้งท่าจะถามรายละเอียดเพิ่ม แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าค่าโทรศัพท์ทางไกลนั้นแพงมหาโหด และลูกสะใภ้คงไม่สะดวกคุยนาน จึงได้แต่กำชับให้ดูแลตัวเองดีๆ ก่อนจะวางสายไป
เจียงโม่หลี่วางหูแล้วรีบต่อสายไปยังโรงงานเครื่องจักรทันที การกระทำของเธอสร้างความไม่พอใจให้กับคนที่ต่อคิวอยู่ด้านหลังเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเห็นฤทธิ์เดชฝีปากของเธอเมื่อครู่ ทุกคนต่างก็พากันสงบปากสงบคำ ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเข้าไปต่อกรกับแม่สาวปากกรรไกรคนนี้
ไม่นานนักเสียงหอบหายใจของเจียงต้าไห่ก็ดังลอดมาตามสาย "ฮัลโหลๆ โม่หลี่หรือลูก"
"ฮ่าๆ พ่อคะ คิดถึงหนูไหม"
"ยัยเด็กคนนี้ ยังจะมาล้อเล่นอีก พ่อก็ต้องคิดถึงสิ แล้วนี่อยู่กับสหายลู่เป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม"
"สบายดีมากค่ะ พ่อไม่ต้องห่วงนะ หลังวันไหว้พระจันทร์หนูจะกลับไปเยี่ยมบ้าน อ้อ จริงสิ ฝากพ่อไปบอกน้าหงอิงด้วยนะคะว่าเธอกำลังจะได้อุ้มหลานแล้ว"
เรื่องที่เจียงฉิงตั้งท้อง เจียงโม่หลี่เพิ่งรู้ข่าวจากทังเสี่ยวเยว่ระหว่างเดินทางมานี่เอง จางเจียหมิงที่กำลังเห่อลูกคนแรกมักจะเอาเรื่องนี้ไปคุยอวดเพื่อนทหารในค่ายจนรู้กันทั่ว
หลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปจนเกือบเที่ยง เจียงโม่หลี่จัดการให้เสิ่นเหยียนจือ ลู่ถิงถิง และทังเสี่ยวเยว่ ล่วงหน้าไปที่ภัตตาคารก่อน ส่วนตัวเธอรีบวิ่งกลับไปที่บ้านพักรับรองเพื่อไปตาม ‘พรรคพวก’
พรรคพวกที่ว่านี้ไม่ใช่แค่คนสองคน แต่เจียงโม่หลี่เล่นกวาดต้อนมาหมดทั้งคณะ ไม่ว่าจะเป็นพี่เฟิง เจี่ยงเหวินเจวียน สามพี่น้องตระกูลจง รวมถึงบรรดาสมาชิกในทีมแสดงคนอื่นๆ รวมแล้วเป็นขบวนยาวเหยียดกว่าสิบชีวิต
ระหว่างเดินไปที่ภัตตาคาร เจี่ยงเหวินเจวียนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ "สหายเจียง เพื่อนของครูเสิ่นเขาชวนแค่พวกเธอไม่ใช่เหรอ เราขนกันไปเยอะขนาดนี้ มันจะดีเหรอจ๊ะ ฉันเกรงใจเขาแย่"
ภาพการยกโขยงกันไปกินฟรีแบบนี้ มันดูเหมือนพวกอดอยากปากแห้งที่จ้องจะไปถล่มเจ้าภาพ เจี่ยงเหวินเจวียนที่เป็นคนหน้าบางย่อมรู้สึกไม่ดี
เจียงโม่หลี่หันมาโบกมืออย่างไม่ยี่หระ "พี่สะใภ้จง อย่าคิดมากเลยค่ะ โบราณว่าด้านได้อายอด วันนี้มีเจ้ามือเลี้ยงทั้งที เราต้องกินให้คุ้ม ส่วนเรื่องอื่นเดี๋ยวฉันรับหน้าเอง!"
เมื่อขบวนของเจียงโม่หลี่เดินทางมาถึงภัตตาคารขงเชวี่ย
ลู่ถิงถิงที่นั่งจิบชาอยู่ พอหันไปเห็นภาพนั้นเข้าถึงกับพ่นน้ำชาพรวดออกมาเต็มโต๊ะ
"ครูลู่ เกิดอะไรขึ้นครับ" สวีซือหย่วนถามเสียงหลง
ลู่ถิงถิงชี้นิ้วสั่นระริกไปที่ประตูร้าน "นั่นไง... เจียงโม่หลี่มาแล้ว!"
สายตาของคนทั้งโต๊ะรวมถึงแขกเหรื่อในร้านต่างจับจ้องไปที่กลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่เดินเข้ามา เจียงโม่หลี่เดินนำหน้าด้วยท่วงท่ามั่นใจราวกับแม่ทัพนำทัพออกศึก
สวีซือหย่วนพยายามฝืนยิ้มที่มุมปาก ทั้งที่ในใจกำลังร้องตะโกน
"คุณนักข่าวสวี พวกเราคงมาช้าไปหน่อยสินะคะ" เจียงโม่หลี่ทักทายเสียงใส
"มะ...ไม่หรอกครับ เชิญนั่งครับ" สวีซือหย่วนตอบรับอย่างเสียไม่ได้ จะให้ไล่แขกกลับก็ผิดวิสัยปัญญาชนผู้มีการศึกษา
เจียงโม่หลี่กวาดตามองโต๊ะอาหารแล้วส่ายหน้า "คนเยอะขนาดนี้ โต๊ะเดียวคงนั่งเบียดกันเป็นปลากระป๋องแน่ๆ น้องพนักงานคะ ขอเปิดโต๊ะข้างๆ เพิ่มอีกโต๊ะหนึ่งนะคะ พวกเราเหมาหมด!"
การสั่งการอย่างคล่องแคล่วและหน้าไม่อายของเจียงโม่หลี่ ทำให้สองพี่น้องตระกูลสวีถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +2 ยอดเงินเข้าบัญชี 20,000 หยวน]
เสียงสวรรค์ดังขึ้นอีกครั้ง เจียงโม่หลี่จัดแจงให้พวกเจี่ยงเหวินเจวียน พี่เฟิง และเด็กๆ ตระกูลจงไปนั่งโต๊ะข้างๆ ส่วนตัวเธอเองเดินมานั่งลงที่โต๊ะหลักร่วมกับสวีซือหย่วนและลู่ถิงถิง
ลู่ถิงถิงขยับตัวเข้ามากระซิบกัดฟันกรอด "นี่เธอ! จะหน้าหนาเกินไปแล้วนะ เขาชวนตามมารยาท เธอเล่นขนมาทั้งกองร้อยแบบนี้ไม่อายบ้างหรือไง"
เจียงโม่หลี่เลิกคิ้วมองตอบ "ถ้าเธออาย งั้นเธอก็กลับไปสิ จะได้ช่วยเจ้าภาพประหยัดข้าวไปหนึ่งจาน"
ลู่ถิงถิงเชิดหน้าขึ้น "เรื่องอะไรฉันต้องกลับ ของฟรีมีให้กินทำไมฉันจะไม่กินล่ะยะ!"
เจียงโม่หลี่หัวเราะในลำคอ พลางหยิบตะเกียบขึ้นมาถือไว้อย่างเตรียมพร้อม "งั้นก็หุบปากแล้วเตรียมกินซะ อย่ามัวแต่บ่น เดี๋ยวจะแย่งเด็กๆ กินไม่ทัน"
[จบบท]