บทที่ 191: เด็กในท้องต้องคลอดออกมา
"โม่หลี่บอกมาแล้ว บ้านหลังนั้นเป็นสวัสดิการของหน่วยงานเสี่ยวลู่ ไม่มีทางที่ลูกจะเข้าไปอาศัยได้ ที่สำคัญ หนี้สินพะรุงพะรังที่ลูกกับจางเจียหมิงก่อเอาไว้ ตระกูลเจียงจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยรับผิดชอบแม้แต่แดงเดียว"
ถ้อยคำตัดรอนที่หลุดจากปากมารดา ทำให้เจียงฉิงแค่นหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน แววตาที่มองผู้เป็นแม่ฉายแววตัดพ้อรุนแรง
"ที่แม่เพียรพยายามเกลี้ยกล่อมไม่ให้ฉันหย่าจนปากเปียกปากแฉะ ก็เพราะเหตุนี้สินะ กลัวว่าถ้าหนูหย่าขาดจากเขาแล้วซมซานกลับบ้านเดิม จะกลายเป็นตัวถ่วงความเจริญของแม่ใช่ไหม"
หลี่หงอิงหน้าชาดิก ความรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ทำให้เธอโพล่งออกมาเสียงสั่น
"ลูกพูดจาเหลวไหลอะไรแบบนั้น แม่เป็นแม่ลูกนะ จะไปคิดร้ายกับลูกได้ยังไง"
"เลิกเสแสร้งเสียทีเถอะ แม่ก็รู้อยู่เต็มอกว่าชีวิตหนูในตระกูลจางมันเหมือนตกนรกทั้งเป็น! ถ้าแม่ห่วงใยความเป็นความตายของลูกสาวคนนี้จริงๆ แม่ก็ควรจะสนับสนุนหนู เข้าใจความทุกข์ของหนู แล้วช่วยฉุดหนูขึ้นมาจากขุมนรกนี้ ไม่ใช่ผลักไสไล่ส่งให้กลับไปตาย!"
คำตัดพ้อของลูกสาวกรีดลึกลงในใจจนหลี่หงอิงกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ลึกๆ แล้วเธอยอมรับว่ากลัวการถูกลูกสาวคนนี้ฉุดรั้งชีวิตจริงๆ ในอดีตเธอถึงได้ตัดสินใจทิ้งเลือดในอกไว้ที่บ้านแม่สามีเก่าแล้วรีบแต่งงานใหม่ด้วยความหวังว่าจะมีลูกชายสักคนกับเจียงต้าไห่เพื่อความมั่นคงของตัวเอง
เจียงฉิงไม่รู้เลยว่าวาจาของตนทิ่มแทงหัวใจคนเป็นแม่จนเหวอะหวะเพียงใด ยิ่งเห็นหลี่หงอิงตาแดงก่ำแต่ไร้คำแก้ตัว เธอก็ยิ่งมั่นใจว่าตัวเองเดาถูกเผง
ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสมเพชเวทนาตัวเอง... แม่แท้ๆ ที่ให้กำเนิดมา ก็มีน้ำใจให้กันเพียงแค่นี้เอง
"แม่วางใจเถอะ หนูรู้สถานะตัวเองดี หนูจะไม่กลับไปเป็นภาระให้แม่หนักใจ เรื่องที่ซุกหัวนอน งาน แล้วก็หนี้สินพวกนั้น หนูจะจัดการด้วยสองมือของหนูเอง ถ้าแม่ยังเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน ก็ช่วยหนูเป็นครั้งสุดท้ายเถอะ"
ความอัดอั้นตันใจทำให้หลี่หงอิงปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจระงับ
"เสี่ยวฉิง... ตกลงลูกคิดจะทำอะไรกันแน่? ลูกกับเจียหมิงก็รักกันปานจะกลืนกินไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ก็ตั้งท้องเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาแล้ว กัดฟันใช้ชีวิตให้ดีๆ ไม่ได้หรือไงลูก"
"ตราบใดที่ยังขึ้นชื่อว่าเป็นสะใภ้ตระกูลจาง ชาตินี้ทั้งชาติฉันไม่มีทางมีชีวิตที่ดีได้หรอก!"
...
บรรยากาศหน้าเรือนพักของตระกูลจางตึงเครียดขึ้นทันทีเมื่อหลี่หงอิงหิ้วสัมภาระก้าวข้ามธรณีประตูออกมา สายตาของเธอปะทะเข้ากับจินอวี้หลาน หญิงชราร่างท้วมที่กำลังง่วนอยู่กับงานบ้าน ทำให้เธอรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที
"แม่ดอง... คือ... ฉันจะพาเสี่ยวฉิงกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมสักพัก..."
เจียงฉิงเดินตามออกมาติดๆ บนไหล่บอบบางสะพายห่อผ้าใบย่อมเอาไว้
เธอไม่แม้แต่จะปรายตามองแม่สามีที่ยืนขวางทางอยู่ สองเท้าก้าวตรงดิ่งไปที่ประตูใหญ่หมายจะออกไปให้พ้นจากที่นี่
จินอวี้หลานเห็นท่าไม่ดีก็ทิ้งงานในมือลงดัง "พลั่ก" แล้วพุ่งตัวเข้าไปขวางหน้าลูกสะใภ้ตัวดีเอาไว้ด้วยท่าทางขึงขัง
"จะทำอะไรน่ะฮึ? คิดจะหนีผัวไปอีกแล้วเรอะ?"
เจียงฉิงเชิดหน้าขึ้น สวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาบาดลึก
"ฉันไม่ใช่ทาสในเรือนเบี้ยของตระกูลจาง ฉันจะไปไหนมาไหนมันก็เป็นอิสระของฉัน ป้าไม่มีสิทธิ์มาซักไซ้!"
คำเรียกขานที่เปลี่ยนไปและความอวดดีของลูกสะใภ้ทำให้จินอวี้หลานโกรธจนลมออกหู
"นังเด็กไม่รักดี! แกเป็นลูกสะใภ้ฉัน ฉันเป็นแม่ผัวแก คำพูดของฉันคือประกาศิต แกต้องไสหัวกลับเข้าไปเดี๋ยวนี้!"
"ฉันจะหย่า! ตำแหน่งสะใภ้ตระกูลจางบ้าบอนี่ ฉันไม่เป็นแล้ว ยกให้คนอื่นไปเถอะ!"
"คิดจะหย่าก็หย่า นึกว่าใครเขาพิศวาสนักหรือไง แต่ถ้าจะไปต้องทิ้งหลานชายฉันไว้ ห้ามแกเอาเลือดเนื้อเชื้อไขตระกูลจางไปเด็ดขาด!"
"เด็กอยู่ในท้องฉัน ฉันมีสิทธิ์ขาดคนเดียว อยากจะให้เกิดก็เกิด ไม่อยากให้เกิดก็ไม่ต้องเกิด!"
จินอวี้หลานโกรธจัดจนแทบคลั่ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยโทสะ
"แกกล้าเหรอ! ถ้าหลานชายฉันเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายเล็บ ฉันสาบานว่าต่อให้เป็นผีก็จะไม่ละเว้นแก!"
"แล้วป้าเคยละเว้นฉันบ้างไหม?" เจียงฉิงตวาดกลับ นัยน์ตาฉายแววเคียดแค้น "หลายวันที่ผ่านมาป้าทรมานฉันสารพัด ฉันจะจดจำความเจ็บปวดนี้ไปจนวันตาย! ที่ฉันต้องตัดสินใจแบบนี้ ก็เพราะแม่ผัวใจยักษ์ใจมารอย่างป้านั่นแหละที่บีบคั้นฉัน!"
สิ้นคำประกาศกร้าว เจียงฉิงก็ผลักร่างท้วมของจินอวี้หลานออกเต็มแรง แล้วก้าวเท้าเดินหนีไปโดยไม่หันกลับมามอง
จินอวี้หลานไม่ทันระวังตัว ถูกแรงผลักจนเซถลาเกือบหัวทิ่ม ดีที่หลี่หงอิงปราดเข้ามาช่วยประคองไว้ทัน
"นังตัวดี! หยุดเดี๋ยวนี้นะ ถ้าวันนี้แกกล้าก้าวออกจากประตูบ้านตระกูลจาง วันหลังก็อย่าได้เสนอหน้ากลับมาอีก!!"
เมื่อเห็นเจียงฉิงเดินลิ่วๆ พ้นประตูรั้วไป จินอวี้หลานก็รีบสลัดตัวจากหลี่หงอิงแล้ววิ่งไล่ตามออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
หลี่หงอิงเห็นท่าไม่ดีก็รีบหิ้วห่อผ้าวิ่งตามออกไปเช่นกัน
จินอวี้หลานคว้าต้นแขนเจียงฉิงเอาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
"ห้ามไปนะ! กลับบ้านกับฉันเดี๋ยวนี้!"
"ปล่อย! ฉันบอกแล้วไงว่าจะหย่า ฉันไม่ขอกลับไปเหยียบขุมนรกนั่นอีกแล้ว!"
"หย่าก็หย่าสิ ใครจะไปสน แต่เด็กในท้องแกต้องคลอดออกมาก่อนถึงจะไปได้!"
เสียงด่าทอและฉุดกระชากลากถูของแม่ผัวลูกสะใภ้ดึงดูดชาวบ้านร้านตลาดให้มายืนล้อมมุงดูกันยกใหญ่ เสียงซุบซิบดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ
"นี่มันเรื่องอะไรกันอีกล่ะเนี่ย?"
"ก็เมียเจ้าเจียหมิงน่ะสิ จะขอหย่าผัวอีกแล้ว"
"ตระกูลจางนี่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ ได้คนชอบก่อเรื่องแบบนี้มาเป็นสะใภ้ สามวันดีสี่วันไข้ บ้านช่องที่เคยสงบสุขปั่นป่วนวายวอดไปหมดแล้ว"
...
"เถี่ยเซิง! รีบกลับไปดูที่บ้านเร็วเข้า ลูกสะใภ้นายเปิดศึกกับเมียนายใหญ่โตแล้ว!"
พอได้ยินเพื่อนบ้านตะโกนบอก จางเถี่ยเซิงที่กำลังขุดดินอยู่ก็ทิ้งจอบในมือทันควัน แล้วหันหลังวิ่งกลับบ้านด้วยความตื่นตระหนก
ด้วยความร้อนใจบวกกับดวงตาที่มองเห็นเพียงเลือนราง ทำให้เขาก้าวพลาดสะดุดก้อนดินล้มหัวทิ่มลงไปในคูน้ำข้างทาง สภาพทุลักทุเลเรียกเสียงหัวเราะขบขันจากชาวบ้านที่ทำนาอยู่แถวนั้น
"จะหัวเราะหาอะไรนักหนาวะ!"
จางเจียฉวนตวาดลั่นด้วยความโมโห ก่อนจะรีบกระโจนลงไปพยุงผู้เป็นพ่อขึ้นมาจากโคลนตม
ตอนที่สองพ่อลูกกลับไปถึงบ้าน สถานการณ์กำลังดุเดือดถึงขีดสุด สองแม่ผัวลูกสะใภ้ยืนประจันหน้าเถียงกันหน้าดำหน้าแดง ท่ามกลางวงล้อมของชาวบ้านที่มามุงดูเรื่องชาวบ้านจนแน่นขนัด
"เถี่ยเซิงกลับมาแล้ว!"
เสียงใครคนหนึ่งตะโกนขึ้น
จินอวี้หลานหันขวับไปเห็นสามีในสภาพเลอะเทอะ ก็กรีดร้องฟ้องด้วยความโมโห
"ฉันบอกแล้วว่าอย่าปล่อยมันไป เป็นไงล่ะ คราวนี้มันจะหนีอีกแล้ว แถมยังขู่ว่าจะเอาเด็กออกด้วย! นังผู้หญิงจิตใจอำมหิต มันคิดจะตัดรอนทายาทสืบสกุลของตระกูลจางเรา!"
พอได้ยินเรื่องหลานในท้อง จางเถี่ยเซิงก็เริ่มร้อนรนขึ้นมา
เขาก้าวยาวๆ แหวกฝูงชนเข้าไปหาเจียงฉิง พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูน่าสงสาร
"เสี่ยวฉิง... อย่าเอาลูกมาเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์สิลูก"
เจียงฉิงเบือนหน้าหนี ไม่ยอมสบตาฝ้าฟางและใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยความทุกข์ของจางเถี่ยเซิง กลัวว่าตัวเองจะใจอ่อนยวบยาบอีกครั้ง
"ฉันไม่ได้ทำเพื่อระบายอารมณ์ ที่ผ่านมาตระกูลจางของพวกคุณทุบตีและด่าทอฉันสารพัด ทรมานฉันเหมือนไม่ใช่คน คนทั้งหมู่บ้านต่างก็เห็นกันทั่ว! เป็นฉันเองที่โง่งม สมควรโดน ฉันไม่เรียกร้องอะไรสักอย่าง ยอมลดตัวแต่งเข้ามาเองถึงได้มีจุดจบแบบนี้ แต่ตอนนี้ฉันตาสว่างแล้ว การแต่งงานครั้งนี้ฉันจะหย่าให้ได้ และเด็กคนนี้... ฉันก็จะไม่ให้ลืมตาดูโลกมาเจอสภาพแบบนี้ด้วย"
"แกกล้าเหรอ!"
จินอวี้หลานโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ง้างมือจะตบสั่งสอน แต่จางเถี่ยเซิงคว้าข้อมือภรรยาไว้แน่น
เขาหันไปพูดเกลี้ยกล่อมเจียงฉิงด้วยน้ำเสียงอ่อนลง หวังประนีประนอม
"เสี่ยวฉิง พ่อรู้ว่าในใจเธอมีความโกรธ ที่พูดออกมาก็เพราะอารมณ์ชั่ววูบทั้งนั้น เอาอย่างนี้... ถ้าเธออยากกลับบ้านเดิมก็กลับไปเถอะ กลับไปพักผ่อนสักสองสามวัน ให้สบายใจขึ้น รอให้อารมณ์ดีแล้วค่อยกลับมา ตกลงไหม?"
เมื่อจางเถี่ยเซิงยอมถอยเปิดทาง เจียงฉิงจึงอาศัยจังหวะนั้นเดินจากไปท่ามกลางสายตาของจีนมุง
จินอวี้หลานมองแผ่นหลังลูกสะใภ้ที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ด้วยความร้อนรน นางหันมาทุบตีจางเถี่ยเซิงพัลวันเพื่อระบายอารมณ์
"คุณปล่อยมันไปง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง! ถ้ามันไม่กลับมาแล้วจะทำยังไง ฮึ!"
จางเถี่ยเซิงปัดมือภรรยาออก ตอบกลับอย่างหงุดหงิด
"ใจคนนะไม่ใช่ก้อนหิน คุณเล่นด่าทอตบตีเขาทุกวันแบบนั้น ต่อให้เป็นสะใภ้กตัญญูแค่ไหนก็ต้องหนีไปทั้งนั้นแหละ!"
"จะมาโทษฉันได้ยังไง? มีสะใภ้บ้านไหนเป็นเหมือนมันบ้าง ตาของคุณที่บอดก็เพราะฝีมือมันทั้งนั้น แถมยังทำให้ที่บ้านต้องแบกหนี้สินท่วมหัว จนเจ้าเจียฉวนไม่มีปัญญาแม้แต่จะหาเมีย..."
"พอได้แล้ว! หุบปากซะที ไม่กลัวคนเขาหัวเราะเยาะหรือไง!"
"ฉันมีอะไรต้องกลัว หน้าตาของตระกูลจางเรา ถูกนังแพศยานั่นทำลายจนไม่เหลือชิ้นดีตั้งนานแล้ว! ฮือๆๆ..."
เห็นภรรยาทรุดตัวลงร้องไห้อย่างเจ็บปวด จางเถี่ยเซิงเองก็รู้สึกจุกในอก
จะบอกว่าในใจไม่โกรธแค้นเจียงฉิงเลยสักนิดก็คงโกหก แต่ลูกชายอุตส่าห์มีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝา แถมกำลังจะมีทายาทสืบสกุล เขาในฐานะหัวหน้าครอบครัวต้องคิดเผื่อลูกชาย ต้องรักษาบ้านนี้เอาไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องกล้ำกลืนฝืนทนแค่ไหนก็ตาม
...
หลี่หงอิงหันกลับไปมองบ้านตระกูลจางที่ค่อยๆ ลับสายตาไป ในใจเต็มไปด้วยความกังวลจนคิ้วขมวดมุ่น
"เข้าเมืองไปแล้ว... ลูกจะไปพักที่ไหน?"
"หนูวางแผนไว้แล้ว ไม่เป็นตัวถ่วงแม่หรอกน่า"
"แม่เป็นห่วงลูกนะ..."
เจียงฉิงยิ้มเยาะที่มุมปาก สายตามองไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น
"แม่ใช้ชีวิตของแม่ให้ดีเถอะ ต่อไปเรื่องของหนูไม่ต้องให้แม่มาลำบากใจหรอก"
ยังไม่ทันที่หลี่หงอิงจะได้เอ่ยปากคัดค้าน เธอก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"ข้าวของของฉันจะฝากไว้ที่บ้านตระกูลเจียงชั่วคราว"
หลี่หงอิงได้แต่เงียบไป
ลูกเลี้ยงกำชับไว้แค่ว่าห้ามลูกสาวเธอเข้าไปอยู่ในบ้านพักสวัสดิการ อีกอย่างสัมภาระของลูกสาวก็มีไม่เยอะ แค่ฝากวางไว้คงไม่เป็นไร
เจียงฉิงเป็นคนพูดจริงทำจริง พอวางสัมภาระเสร็จ ข้าวยังไม่ทันตกถึงท้องสักคำก็จะไปแล้ว
หลี่หงอิงรีบควักเงิน 5 หยวนยัดใส่มือลูกสาวด้วยความสงสาร ซึ่งเจียงฉิงก็รับไว้โดยไม่ปฏิเสธ
...
เมื่อมองเห็นร่างคุ้นตาของหยางตงที่กำลังเดินกลับมาทางบ้านพักข้าราชการ เจียงฉิงก็สูดหายใจลึก ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปขวางหน้า
"นายช่างหยาง"
หยางตงชะงักไปเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ แม้ว่าเขากับเจียงต้าไห่จะทำงานโรงงานเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์ก็แค่เพื่อนร่วมงานห่างๆ ไม่ได้สนิทสนมถึงขั้นที่ลูกสาวอีกฝ่ายจะมาทักทาย
"อ้าว เจียงฉิงเองเหรอ กลับมาเที่ยวที่บ้านพักเหรอครับ?"
เจียงฉิงคลี่ยิ้มหวานที่มุมปาก แววตาซ่อนเร้นจุดประสงค์บางอย่าง
"ฉันมีธุระจะคุยกับคุณนิดหน่อยค่ะ สะดวกไหมคะถ้าเราจะเปลี่ยนที่คุยกัน?"
หยางตงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มองรอยยิ้มนั้นแล้วสุดท้ายก็พยักหน้าตอบตกลง
[จบบท]