บทที่ 208: บารมีของอาสะใภ้สาม
เจิงซิ่วหลานรู้สึกขัดหูขัดตากับท่าทางอวดดีของเจียงโม่หลี่จนแทบทนดูไม่ได้
เมื่อเห็นว่าเจียงโม่หลี่กล้าต่อปากต่อคำกับจูหวงฮวาอย่างไม่ลดราวาศอก เธอจึงอาศัยฐานะความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ปรี่เข้าไปตำหนิหญิงสาวทันที
“นี่เธอพูดจากับคุณย่าแบบนี้ได้ยังไงกัน! เจ้าหก แกดูสิ แม่เขาอุตส่าห์อุ้มท้องคลอดแกมา เลี้ยงดูแกจนโตป่านนี้มันยากลำบากแค่ไหน แล้วแกจะปล่อยให้เด็กเมื่อวานซืนมาปีนเกลียว ยืนชี้หน้าด่าแม่ตัวเองฉอดๆ แบบนี้เหรอ!”
ลู่เต๋อเจาได้ยินพี่สะใภ้พาดพิงมาถึงตนก็ทำหน้ามึน รีบออกตัวปฏิเสธทันควัน
“พี่สะใภ้อย่าเอาผมเข้าไปเกี่ยวสิครับ ตอนนี้ผมแก่แล้ว หูตาฝ้าฟาง ไม่ไหวจะไปควบคุมอะไรใครได้หรอก โดยเฉพาะยัยหนูนี่ ยิ่งคุมไม่ได้ใหญ่”
ลู่เต๋อผิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับพูดไม่ออก “...”
ขอบใจนะเจ้าหก ปัดความรับผิดชอบได้หน้าตาเฉยเชียวนะ
เจียงโม่หลี่ไม่สนใจเสียงนกเสียงกา เธอกวักมือเรียกทุกคนให้ออกไปด้านนอกห้อง พลางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไปๆ ออกไปคุยกันข้างนอกเถอะค่ะ อย่าอยู่รบกวนเวลาพักผ่อนของคุณปู่เลย”
เมื่อทุกคนมายืนรวมกันอยู่ที่ลานบ้านแล้ว เจียงโม่หลี่ก็จัดการปิดประตูห้องนอนของผู้เฒ่าลู่อย่างเบามือ ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเจิงซิ่วหลาน แล้วเปิดฉากสาดกระสุนคำพูดใส่ทันที
“เมื่อกี้ป้าสะใภ้ใหญ่ถามว่าฉันพูดจาแบบนี้ได้ยังไงใช่ไหมคะ? ก็ใช้ปากพูดนี่แหละค่ะ ทำไมเหรอคะ หรือว่าแม่ของป้าไม่ได้สอนมาว่าคนเราต้องใช้ปากพูด? แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เรื่องแค่นี้เอง เดี๋ยวชาติหน้าค่อยตั้งใจเรียนรู้ใหม่ก็ได้มั้งคะ”
เจิงซิ่วหลานได้ยินเข้าถึงกับหน้าดำหน้าแดง ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธจนแทบจะล้มทั้งยืน
ลูกสะใภ้คนโตของเจิงซิ่วหลานเห็นแม่สามีถูกตอกหน้าหงายก็รีบกระโดดออกมาปกป้อง
“นี่เธอกินรังแตนมาจากไหนฮะ! เจอใครก็กัดไปทั่ว พ่อแม่เธอสอนให้ทำตัวก้าวร้าวกับผู้หลักผู้ใหญ่แบบนี้หรือไง!”
เจียงโม่หลี่หันไปจ้องหน้าอีกฝ่าย นัยน์ตาฉายแวววาวโรจน์ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงฉะฉานชัดเจน
“พ่อแม่ฉันสอนมาดีกว่านั้นเยอะค่ะ ท่านสอนว่าถ้าใครด่ามาก็ให้ด่ากลับ ถ้าใครตบมาก็ให้สวนกลับ จะยอมอะไรก็ได้แต่ต้องไม่ยอมกล้ำกลืนเด็ดขาด”
ฝ่ายตรงข้ามถึงกับจุกจนพูดไม่ออก ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ
เจียงโม่หลี่กวาดสายตามองคนบ้านใหญ่ตระกูลลู่ด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย แต่เป็นรอยยิ้มที่ชวนให้คนมองรู้สึกหนาวสันหลังวาบ
“จริงๆ แล้วฉันเป็นคนเข้ากับคนง่ายมากนะคะ ถ้าใครรู้สึกว่าเข้ากับฉันไม่ได้ ก็ลองกลับไปพิจารณาตัวเองดูหน่อยไหมคะว่ามีปัญหาตรงไหน ถ้ามีข้อข้องใจหรือความไม่พอใจอะไรในตัวฉัน ก็รบกวนช่วยเก็บไว้ในใจเงียบๆ เถอะค่ะ แต่ถ้าทนเห็นหน้าฉันไม่ได้จริงๆ แนะนำให้ไปตายซะ จะได้จบปัญหา”
ในสายตาของครอบครัวลู่เต๋อผิง คำพูดของเจียงโม่หลี่นั้นช่างโอหังบังอาจและอกตัญญูสิ้นดี!
[ค่าความรังเกียจ +5 ยอดเงินเข้าบัญชี 50,000 หยวน]
เมื่อโกยคะแนนค่าความรังเกียจจนหนำใจแล้ว เจียงโม่หลี่ก็หันเป้าหมายกลับไปที่จูหวงฮวา หญิงชราตัวต้นเรื่อง
“คุณย่าคะ แม่ของฉันสอนมาตั้งแต่เด็กว่าอย่าเที่ยวไปพูดจาร้ายกาจใส่ใครซี้ซั้ว แต่พอวันนี้ได้มาเจอคุณย่า ฉันถึงได้เข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่งว่า... ไม่ใช่ทุกคนบนโลกนี้จะมีแม่คอยอบรมสั่งสอน”
“ดูท่าทางคุณย่าคงจะอิ่มอกอิ่มใจจนจุกแล้วมั้งคะ ข้าวเที่ยงคงไม่ต้องกินแล้วแหละ งั้นก็นอนพักผ่อนอยู่ที่บ้านไปเถอะค่ะ ส่วนพ่อกับแม่ แล้วก็ลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่ พวกเราไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงข้าวที่ร้านอาหารเอง ฉันมันคนตรงๆ แบบนี้แหละค่ะ มีอะไรก็พูดไปตามเนื้อผ้า ถ้าล่วงเกินอะไรไปบ้างก็ขออภัยด้วยนะคะ”
สมาชิกครอบครัวลู่เต๋อผิงต่างพากันยืนงงเป็นไก่ตาแตก ปรับอารมณ์ตามไม่ทัน
เมื่อวินาทีก่อนแม่คุณยังพ่นไฟใส่พวกเขาเป็นชุดๆ ราวกับปืนกลอยู่เลย มาวินาทีนี้กลับชวนไปกินข้าวเลี้ยงขอขมาเสียอย่างนั้น
ผู้หญิงคนนี้เปลี่ยนสีหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสือเสียอีก!
เจียงโม่หลี่เดินทางมาที่เมืองฝูในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักอยู่สองอย่าง คือมาโกยค่าความรังเกียจ และถือโอกาสระบายความแค้นแทนแม่สามีผู้แสนดีของเธอ
ในเมื่อตอนนี้บรรลุเป้าหมายครบถ้วนแล้ว การควักเงินเลี้ยงข้าวสักมื้อก็ถือเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว
เธอดูออกว่าลู่เต๋อเจากับลู่เต๋อผิงนั้นรักใคร่กลมเกลียวกันตามประสาพี่น้อง เธอจึงไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาต้องมาร้าวฉานจนมองหน้ากันไม่ติดเพียงเพราะวีรกรรมของเธอ
ร้านอาหารที่เจียงโม่หลี่เลือกคือร้านอาหารของรัฐที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองฝู เธอใจป้ำจองห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ที่สุด และสั่งอาหารมาลงถึงสามโต๊ะเต็มๆ
“ย่าคะ เชิญนั่งที่หัวโต๊ะเลยค่ะ”
จูหวงฮวาจำใจต้องลากสังขารมานั่งที่เก้าอี้ประธานด้วยใบหน้าบึ้งตึงบอกบุญไม่รับ
ตอนแรกเธอยืนกรานหัวชนฝาว่าจะไม่มาท่าเดียว ร้อนถึงลู่เต๋อเจากับลู่เต๋อผิงต้องช่วยกันเกลี้ยกล่อมอยู่นานสองนาน
ขืนคนทั้งบ้านพากันไปกินข้าวนอกบ้าน ทิ้งแม่แก่อายุแปดสิบกว่าให้นอนหิวโซอยู่บ้านคนเดียว ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูชาวบ้าน ร้านตลาด มีหวังพวกเขาคงเอาหน้าไปมุดดินหนีความอับอายแทบไม่ทัน
ดูเหมือนว่าฤทธิ์เดชความปากคอเราะร้ายของเจียงโม่หลี่จะแผลงฤทธิ์ได้ผลชะงัด เพราะตลอดมื้ออาหารนั้น จูหวงฮวานั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่กล้าอาละวาดหรือวางอำนาจบาทใหญ่อีกเลย
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็พาจูหวงฮวากลับไปส่งที่บ้านพักข้าราชการเกษียณ และอยู่พูดคุยเป็นเพื่อนผู้เฒ่าลู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนที่ลู่เต๋อเจาจะพาสมาชิกในครอบครัวเดินทางกลับ
เจิงซิ่วหลานยืนมองรถบัสคันเล็กที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปจนลับสายตา ก่อนจะหันมาระบายความอัดอั้นตันใจกับสามี
“ลูกสะใภ้คนที่สามของบ้านเจ้าหกนี่มันน่ารังเกียจจริงๆ ให้ตายเถอะ ฉันไม่เคยเจอเด็กที่ไหนกวนประสาทขนาดนี้มาก่อน”
แต่ลู่เต๋อผิงกลับมองต่างมุม เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“แต่สายตาในการเลือกเมียของเจ้าลู่เฉิงนี่ เหมือนกับเจ้าหกไม่มีผิดเพี้ยนเลยนะ”
ภาพของเจียงโม่หลี่ที่ยืนเท้าสะเอวฉอดๆ ใส่แม่ของเขาเมื่อครู่ มันช่างซ้อนทับกับภาพของน้องสะใภ้หกตอนที่เพิ่งแต่งเข้าบ้านมาใหม่ๆ ราวกับแกะพิมพ์เดียวกันมา
เจิงซิ่วหลานแค่นเสียงฮึดฮัด “ก็ยังดีที่แม่ไม่เป็นลมล้มพับไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้นฉันอยากจะรู้นักว่าพวกเขาจะรับผิดชอบยังไงไหว”
ลู่เต๋อผิงได้ฟังก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เวลาผ่านไปเนิ่นนานขนาดนี้แล้ว แต่แม่ของเขาก็ยังคงมีอคติฝังใจกับน้องสะใภ้หกไม่เสื่อมคลาย
...
เมื่อขึ้นมาบนรถได้ไม่นาน เจียงโม่หลี่ก็เอนศีรษะซบลงบนไหล่กว้างของลู่เฉิงแล้วผล็อยหลับไป
เธอหารู้ไม่ว่า ตลอดทางกลับบ้านนั้น สมาชิกในครอบครัวต่างพากันลอบมองเธอเป็นระยะ
แววตาของพวกเขาราวกับกำลังจ้องมองวีรสตรีผู้กล้าหาญ มีทั้งความนับถือเลื่อมใสและความอิจฉาริษยาปะปนกันไป
เพราะสิ่งที่เจียงโม่หลี่ทำในวันนี้ คือสิ่งที่พวกเขาเก็บกดอยากจะทำมานานแสนนาน แต่ไม่มีใครกล้าพอที่จะลงมือทำ
ส่วนพวกรุ่นหลานอย่างลู่ฮ่าวอวี่ และนาน่านั้น ต่างพากันขยาดอาสะใภ้สามคนนี้จนขึ้นสมอง ตั้งมั่นกับตัวเองว่าต่อจากนี้ไปจะไม่กล้าหือหรือทำตัวปีนเกลียวต่อหน้าเจียงโม่หลี่อีกเด็ดขาด
ขนาดคุณย่าทวดกับคุณย่าใหญ่ยังโดนด่าจนเสียผู้เสียคนขนาดนั้น โหดเกินไปแล้ว!
...
หลังผ่านพ้นวันหยุดยาวช่วงวันชาติ ลู่เต๋อเจาเดินทางไปทำงานตามปกติ ขณะเดินผ่านห้องรับส่งเอกสาร เจ้าหน้าที่ดูแลเอกสารก็ร้องเรียกเขาไว้
“ผู้การลู่ครับ มีจดหมายถึงบ้านท่านครับ”
ลู่เต๋อเจารับจดหมายมาดูหน้าซอง เห็นตราประทับของคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมก็ตาโต รีบหันไปสั่งให้เจียงเสี่ยวกวงวนรถกลับบ้านทันที
ที่บ้านตระกูลลู่ อันฮุ่ย ลู่เฉิง และหม่าหงเหมยกำลังนั่งกินมื้อเช้ากันอยู่ พอเห็นหัวหน้าครอบครัวเดินดุ่มๆ กลับเข้ามาก็อดแปลกใจไม่ได้
“อ้าว เป็นอะไรไปคะ ลืมของเหรอ?” อันฮุ่ยทักขึ้น
ลู่เต๋อเจาไม่ตอบคำถามภรรยา แต่หันไปสั่งลูกชายเสียงเข้ม “ไปปลุกเมียแกมาเดี๋ยวนี้”
ลู่เฉิงยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง ตอบกลับผู้เป็นพ่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “มีธุระอะไรก็คุยกับผมสิครับ โม่หลี่เธอชอบตื่นสาย ให้เธอนอนต่ออีกหน่อยเถอะ”
แหม... พ่อคนรักเมีย!
ลู่เต๋อเจาถลึงตาใส่ลูกชายด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะโยนจดหมายลงตรงหน้าอีกฝ่าย
“ทางคณะศิลปะการแสดงฯ ส่งจดหมายแจ้งผลมาแล้ว”
อันฮุ่ยได้ยินดังนั้นก็รีบวางตะเกียบ คว้าซองจดหมายมาฉีกเปิดดูเนื้อความข้างใน ทันใดนั้นรอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“โม่หลี่สอบติดแล้ว! คณะศิลปะการแสดงฯ รับเธอเข้าทำงานแล้ว!”
หม่าหงเหมยพลอยยินดีไปด้วย “ดีจริงเชียว! งั้นเดี๋ยวฉันต้องรีบไปตลาด หาซื้อของโปรดของเสี่ยวเจียงมาเตรียมไว้ เย็นนี้เราต้องฉลองชุดใหญ่ให้เสี่ยวเจียงกันหน่อยแล้ว”
ลู่เฉิงหยิบจดหมายจากมือแม่มาอ่านทวนซ้ำ เมื่อเห็นคำว่า “ผ่านการคัดเลือก” ชัดเจนเต็มสองตา นัยน์ตาคมเข้มก็ฉายแววภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด
ภรรยาของเขาเก่งที่สุดเลย!
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ ลู่เฉิงก็อาสาพาหม่าหงเหมยไปจ่ายตลาด ส่วนอันฮุ่ยกลับเข้าห้องไปค้นหาตั๋วปันส่วนผ้า ตั้งใจว่าจะหาเวลาพาเจียงโม่หลี่ไปตัดชุดสวยๆ สักสองสามชุด
ในเมื่อมีงานมีการทำเป็นหลักเป็นแหล่งแล้ว จะให้แต่งตัวสบายๆ เหมือนตอนอยู่บ้านก็คงจะดูไม่เหมาะสม
พอหาตั๋วผ้าได้ครบ ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่อู๋เมี่ยวอวิ๋นแวะมาหาถึงบ้านพร้อมตะกร้าใบย่อมที่ใส่สาลี่และพุทรามาจนเต็ม
“มาก็มาเถอะ จะหอบหิ้วของมาทำไม เกรงใจแย่เลย” อันฮุ่ยเอ่ยทักทายตามมารยาท
อู๋เมี่ยวอวิ๋นวางตะกร้าผลไม้ลงบนโต๊ะรับแขก ใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบานผิดปกติ “อ๋อ นี่ทางบ้านตระกูลเหลียงเขาส่งมาให้น่ะค่ะ ส่งมาตั้งสองตะกร้าใหญ่ พวกเรากินกันไม่ทันหรอก เลยแบ่งมาให้พวกคุณช่วยชิม”
พอได้ยินชื่อตระกูลเหลียง อันฮุ่ยก็อดถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงไม่ได้
“เรื่องคดีความของเหลียงเฟยไม่น่าห่วงแล้ว เดือนหน้าก็คงได้ออกมาแล้ว ถึงตอนนั้นคงจะให้ไปขับรถให้ผู้หลักผู้ใหญ่สักคน ส่วนเรื่องงานของเสี่ยวเสวี่ยก็เรียบร้อยแล้ว ได้ไปเป็นพนักงานขายที่ห้างสรรพสินค้าแล้วด้วย”
อันฮุ่ยพยักหน้ารับรู้ “ก็ถือว่าดีเลยนะ”
อู๋เมี่ยวอวิ๋นดูจะพอใจกับการจับคู่ลูกสาวครั้งนี้มากทีเดียว
แม้ว่าประวัติของเหลียงเฟยจะมีรอยด่างพร้อยไปบ้าง แต่ถ้าไม่เพราะเขาทำผิดพลาด ก็คงไม่มีทางที่ลูกสาวบ้านๆ ของเธอจะได้มีวาสนาเกี่ยวเกี่ยวดองกับตระกูลใหญ่อย่างนี้
รากฐานของตระกูลเหลียงในเขตทหารเมืองเจียงนั้น แข็งแกร่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตระกูลลู่เลยแม้แต่น้อย
“เอ้อ จริงสิคะ ได้ข่าวว่าลูกสะใภ้คนที่สามของคุณไปสอบเข้าคณะศิลปะการแสดงฯ เมื่อวันก่อนไม่ใช่เหรอคะ เป็นยังไงบ้างล่ะ ทางนั้นเขารับหรือเปล่า?”
พอพูดถึงเรื่องของเจียงโม่หลี่ รอยยิ้มบนใบหน้าของอันฮุ่ยก็ยิ่งกว้างขวางขึ้นไปอีก
เธอหยิบจดหมายตอบรับเข้าทำงานที่วางอยู่ใกล้มือยื่นให้อู๋เมี่ยวอวิ๋นดู “เพิ่งได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้เองค่ะ ทางคณะฯ แจ้งให้ไปรายงานตัววันที่ 7 นี้เลย”
หลังจากเดินออกมาจากบ้านตระกูลลู่ อารมณ์เบิกบานใจของอู๋เมี่ยวอวิ๋นเมื่อครู่ก็มลายหายไปจนสิ้น
นังตัวป่วนนั่นสอบติดคณะศิลปะการแสดงฯ จริงๆ เหรอเนี่ย?
พวกกรรมการคัดเลือกตาบอดหรือยังไงกัน!
คนอย่างเจียงโม่หลี่เนี่ยนะ จะให้เข้าไปอยู่ในคณะอันทรงเกียรติแบบนั้น!
เดิมทีเธอคิดว่าการที่ลูกสาวได้เข้าไปทำงานเป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าก็ถือเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจจนยืดอกคุยได้ทั่วคุ้งน้ำแล้ว เพราะตำแหน่งนี้ใครๆ ก็แย่งกันหัวร้างข้างแตก
แต่เมื่อเอามาเทียบกับการได้เป็นนักแสดงในคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมของเจียงโม่หลี่แล้ว... มันช่างห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
เธอมั่นใจมาตลอดว่าลูกสาวคนรองของเธอทั้งสวยทั้งเก่งกว่าเจียงโม่หลี่เป็นไหนๆ แต่สุดท้าย... สามีที่ลูกสาวหาได้ก็สู้สามีของเจียงโม่หลี่ไม่ได้ แม้แต่หน้าที่การงานตอนนี้ก็ยังโดนเจียงโม่หลี่เหยียบข้ามหน้าข้ามตาไปอีก
มันน่าเจ็บใจจนแทบกระอักเลือดจริงๆ!
[จบบท]