บทที่ 21: ทะเบียนสมรสฟ้าแลบ
ลู่เฉิงหลุบตามองคนตัวเล็กกว่าพลางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผมเดาว่า...ไม่มี"
"ทำไมล่ะคุณ มั่นใจมาจากไหน"
"เพราะไม่มีใครดีไปกว่าผมแล้ว"
"เหอะ!"
แม้ผู้ชายตรงหน้าจะดูหลงตัวเองไปบ้าง แต่แปลกที่เจียงโม่หลี่กลับไม่ได้รู้สึกเลี่ยนหรือขยาดเลยสักนิด คงเป็นเพราะ...สิ่งที่เขาพูดมันคือเรื่องจริงกระมัง
เครื่องหน้าของลู่เฉิงอาจไม่ได้จัดว่าหล่อเหลาชนิดประณีตบรรจงเหมือนดาราหนัง แต่ผิวพรรณที่กรำแดดกรำฝนบวกกับหางตาคมกริบนั่น ทำให้เขาดูดุดันจนคนทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้ ทว่าถ้าพูดถึงรูปร่าง... ไหล่กว้าง เอวสอบ ขายาวได้สัดส่วนแบบนั้น บอกได้เลยว่าภายใต้เสื้อผ้าต้องซ่อนกล้ามเนื้อแน่นๆ ไว้แน่ๆ
เมื่อเห็นสายตาของลู่เฉิงที่ยังคงจับจ้องมาเหมือนรอคำยืนยัน เจียงโม่หลี่จึงยักไหล่ตอบกลับไป
"นอกจากคู่หมั้นตุ๊กตาเสียบกบาลอย่างจางเจียหมิงแล้ว ชาตินี้ฉันไม่เคยคบใครเลยค่ะ"
"คุณไม่ได้มีใจให้เจียหมิง คิดซะว่าปัดเศษทิ้งได้ ถ้าอย่างนั้น...ผมก็ถือเป็นรักแรกของคุณเหมือนกัน"
ลู่เฉิงดูจะพอใจกับข้อสรุปเข้าข้างตัวเองนี้มาก แววตาที่เคยดุดันดูอ่อนโยนลงถนัดตา แต่เขาหารู้ไม่ว่า 'ชาตินี้' ในความหมายของเจียงโม่หลี่ มันเพิ่งจะเริ่มต้นได้แค่สี่วันเท่านั้น!
ในชาติภพเดิม เจียงโม่หลี่ผ่านสมรภูมิความรักมาแล้วถึงสามหน แต่ละหนจบแบบศพไม่สวยทั้งนั้น
คนแรกคบได้ครึ่งเดือน กินข้าวสองมื้อ ดูหนังหนึ่งเรื่อง แล้วมาบอกว่า 'เราเข้ากันไม่ได้' ก่อนจะเลิกปุบปับวิ่งกลับไปซบอกแฟนเก่า
คนที่สองคบได้สองเดือน กำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มจูบแรก แต่ดันต้องวงแตกเพราะกลิ่นปากพี่แกเหม็นจนเธอแทบพุ่ง
ส่วนคนที่สามเจอกันในเกมออนไลน์ คุยถูกคอมาสามเดือน กะว่าคนนี้แหละใช่เลย แต่พอจะนัดเจอกันจริงๆ ฝ่ายชายดันชวนไปทัวร์เมืองไทย... เธอหลอนจนรีบบล็อกทุกช่องทางแทบไม่ทัน
เจียงโม่หลี่สะบัดหัวไล่ภาพความทรงจำแย่ๆ ทิ้งไป ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "เรากลับไปขี่จักรยานกันเถอะ"
ลู่เฉิงเลิกคิ้ว "คุณอยากขี่จักรยานเหรอ"
หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงัก "คุณขี่คันเก่าของพ่อฉัน ส่วนฉันจองคันใหม่นั่นนะ"
ความจริงตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้าลานบ้านมา เธอก็เล็งจักรยานแม่บ้านยี่ห้อเฟิ่งหวงคันนั้นไว้แล้ว ตัวรถสีขาวนวลตัดกับบังโคลนสีน้ำตาลอ่อน ด้านหน้ามีตะกร้าสานสีครีมแขวนอยู่ ดูวินเทจถูกจริตเธอสุดๆ
ตอนแรกนึกว่าเป็นสินสอดของเจียงฉิง เธอยังแอบวางแผนจะ 'ยึด' มาด้วยซ้ำ ไม่นึกว่าหวยจะออกที่เธอ เป็นของเธอจริงๆ
"ก็ได้ครับ แต่คุณต้องไปที่รถกับผมก่อน ผมมีของจะให้"
เจียงโม่หลี่งงเป็นไก่ตาแตก "คุณมีรถ? รถอะไร"
ลู่เฉิงชี้มือไปทางรถจี๊ปทหารคันโตที่จอดอยู่ไม่ไกล "รถไม่ใช่ของผมหรอกครับ เป็นรถประจำตำแหน่งของพ่อ ระดับผมยังเบิกใช้รถเองไม่ได้"
เจียงโม่หลี่มองรถจี๊ปสลับกับมองหน้าเขาตาโต "มีรถทำไมไม่รีบบอกคะ จะมาชวนขี่จักรยานตากแดดทำไมเนี่ย!"
ลู่เฉิงยิ้มมุมปาก "ผมนึกว่าคุณอยากขี่กินลม"
"ที่ฉันอยากขี่จักรยานเพราะฉันเกลียดการเบียดเป็นปลากระป๋องบนรถเมล์ต่างหากเล่า"
ชายหนุ่มเดินนำไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับให้เจียงโม่หลี่อย่างรู้ขาน จังหวะที่ก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ก็ลอยมาแตะจมูก เจียงโม่หลี่ชะงักฝีเท้าทันที
"คุณดื่มมานี่ ขับรถไหวแน่นะคะ"
"แค่สองแก้วเล็กๆ เองครับ ไม่กระทบหรอก"
เห็นสีหน้าเขายังปกติดี แววตายังใสกระจ่างดูมีสติครบถ้วน เจียงโม่หลี่ประเมินแล้วว่าคนอย่างเขาคงไม่เอาชีวิตมาทิ้งเล่นๆ จึงกำชับไปคำหนึ่งว่า "งั้นขับช้าๆ หน่อยนะ" แล้วค่อยปีนขึ้นไปนั่ง
พอนั่งเรียบร้อย ลู่เฉิงก็โน้มตัวเข้ามาช่วยคาดเข็มขัดนิรภัยให้ ก่อนจะปิดประตูแล้วเดินอ้อมไปประจำที่คนขับ
อืม... บทจะเป็นสุภาพบุรุษก็ทำได้เนียนเหมือนกันนะพ่อคุณ
ห้องโดยสารรถจี๊ปยุคนี้ดูดิบเถื่อนเหมือนนั่งอยู่ในกล่องเหล็ก ด้านหน้ามีเบาะแยกสองตัว ด้านหลังเป็นม้านั่งยาวตัวเดียว ถ้าเทียบกับรถในยุคปัจจุบันก็เรียกว่าเป็นงานโครงสร้างเพียวๆ แต่ในยุค 70 การได้นั่งรถสี่ล้อที่มีหลังคาคุ้มหัว ถือเป็นเรื่องหรูหราที่ชาวบ้านร้านตลาดไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
"พ่อคุณอย่างน้อยก็น่าจะเป็นระดับผู้บัญชาการใช่ไหมคะ"
สบตากับดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ลู่เฉิงหัวเราะในลำคอ "น่าจะเรียกว่า 'พ่อของเรา' นะครับ"
เจียงโม่หลี่กำลังจะอ้าปากเถียงว่า 'เดี๋ยวนะ เรายังไม่ได้ไปถึงขั้นนั้น' แต่ลู่เฉิงก็ชิงหยิบห่อผ้าออกจากกระเป๋าสะพายทหารยัดใส่อ้อมกอดเธอเสียก่อน
"อะไรคะเนี่ย"
ลู่เฉิงพยักพเยิดหน้า "ลองเปิดดูสิครับ"
เจียงโม่หลี่คลี่ห่อผ้าออก สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือสมุดบัญชีเงินฝาก ตัวเลขยอดเงินคงเหลือคือ 3,806.45 หยวน
แม่เจ้า! ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ เงินเก็บสามพันกว่าหยวนนี่มันระดับเศรษฐีชัดๆ
ลู่เฉิงลอบสังเกตสีหน้าตื่นตะลึงของว่าที่ภรรยาพลางอธิบายเสียงนุ่ม
"ตอนนี้เงินเดือนผม 109 หยวน เมื่อก่อนส่งกลับไปให้แม่ช่วยเก็บ แต่ต่อไปนี้จะยกให้คุณดูแลทั้งหมด ปกติคุณจะใช้จ่ายยังไงผมไม่ก้าวก่าย แต่เพื่ออนาคตครอบครัวเล็กๆ ของเรา เงินก้อนในบัญชีถ้าไม่จำเป็นอย่าเพิ่งถอนออกมา ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนใช้แค่เงินเดือนผมก็น่าจะพอ... แน่นอนว่านี่เป็นแค่ข้อเสนอของผมนะครับ คุณตัดสินใจเองได้เลย"
ด้วยค่าครองชีพในตอนนี้ เงิน 109 หยวนสำหรับกินอยู่สองคนถือว่าเหลือเฟือจนแทบจะเอาไปถมที่ได้ อย่าลืมว่าเงินเดือน 68 หยวนของพ่อเธอ เจียงต้าไห่ ยังเลี้ยงปากท้องคนทั้งบ้านได้ตั้งห้าชีวิต
ใต้สมุดบัญชียังมีปึกตั๋วปันส่วนอัดแน่น ทั้งตั๋วธัญพืช ตั๋วน้ำตาล ตั๋วเนื้อ ตั๋วผ้า ตั๋วผัก คูปองสินค้าอุตสาหกรรม และอื่นๆ อีกสารพัด แต่ละประเภทถูกแยกหมวดหมู่มัดด้วยหนังยางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ชัดเจนว่านี่คือ 'หน้าตัก' ทั้งหมดของลู่เฉิง
เจียงโม่หลี่เงยหน้ามองเขาอย่างล้อเลียน "ไม่กลัวฉันหอบสมบัติคุณหนีตามผู้ชายอื่นเหรอคะ"
"คุณจะหนีไปไหนได้ครับ"
เออ... ก็จริงของเขา
ที่นี่ไม่ใช่ศตวรรษที่ 21 ที่แค่กดจองตั๋วออนไลน์ก็บินไปได้ทั่วโลก ยุคนี้จะกระดิกตัวไปไหนทีต้องมีจดหมายแนะนำตัว ไม่งั้นอย่าว่าแต่ซื้อตั๋วรถเลย แค่จะหาที่ซุกหัวนอนยังไม่ได้ แถมถ้าซวยโดนตำรวจตรวจเจอ จะถูกจับส่งตัวกลับข้อหาเป็นบุคคลต้องสงสัยอีกต่างหาก
"เรื่องบ้านพักสวัสดิการผมยื่นเรื่องไปแล้ว แต่คงต้องรอคิวสักพัก ช่วงนี้คุณคงต้องทนพักกับพ่อแม่ผมไปก่อน ถ้าบ้านอนุมัติเมื่อไหร่เราค่อยย้ายออกไป แต่คุณวางใจได้เลย งานบ้านไม่ต้องแตะ ที่บ้านมีคุณป้าอยู่ เขาอยู่ช่วยดูแลพ่อแม่ผมมาตลอด"
แปลไทยเป็นไทย 'คุณป้า' คนนี้ก็คือแม่บ้านนั่นแหละ แต่เพราะยุคนี้กระแสต่อต้านทุนนิยมมันแรง เลยไม่มีใครกล้าจ้างคนใช้โต้งๆ ต้องเลี่ยงบาลีอ้างว่าเป็นญาติมาขออาศัยใบบุญแทน
"สหายเจียงโม่หลี่" น้ำเสียงเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น
เจียงโม่หลี่หันขวับไปมอง
"สามหมุนหนึ่งเสียง สินสอด 500 เงินเดือนหลังแต่งงานยกให้เมีย คุณจะมีอิสระในการใช้เงิน ไม่ต้องทำงานบ้าน ไม่ต้องอยู่ร่วมกับพ่อแม่สามี... ผมทำตามเงื่อนไขได้ครบทุกข้อแล้วนะ ส่วนเรื่องลูก ถ้าตอนนี้คุณยังไม่อยากมีผมก็ไม่เร่งรัด คุณยังมีข้อเรียกร้องอื่นอีกไหม"
เจียงโม่หลี่อึ้งไปเล็กน้อย ตอนนั้นเธอแค่พูดส่งเดชกะจะแกล้งให้คู่หมั้นวัยเด็กเตลิดหนีไปเองแท้ๆ ไม่นึกว่าผู้ชายคนนี้จะไม่เพียงแค่จำใส่ใจ แต่ยังทำให้เป็นจริงได้ทุกข้อ
"ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ ถ้าคิดออกแล้วฉันจะแจ้งให้ทราบอีกทีนะคะ"
"แสดงว่าคุณพอใจในตัวผมมาก ยินดีจะแต่งงานเป็นภรรยาผมแล้วใช่ไหม"
มองคิ้วเข้มและแววตาจริงจังของผู้ชายตรงหน้า เจียงโม่หลี่อดไม่ได้ที่จะแซวกลับ "คุณมาขอแต่งงานตอนนี้ไม่ช้าไปหน่อยเหรอคะคุณลู่"
ผู้ใหญ่สองฝ่ายเจอกันแล้ว ข้าวหมั้นหมายก็กินจนอิ่ม ซองแดงเธอก็รับมาตุงกระเป๋า ยังมีทางถอยให้เธอปฏิเสธได้อีกเหรอ
"ถ้าคุณไม่ปฏิเสธก็แสดงว่าตกลง"
พูดจบลู่เฉิงก็ยื่นสมุดเล่มเล็กสองเล่มส่งให้เธอ เล่มหนึ่งเป็นทะเบียนบ้านปกกระดาษแข็งสีน้ำตาล อีกเล่มเป็น... ทะเบียนสมรสปกพลาสติกสีแดงแจ๋!
เห็นคำว่า 'ทะเบียนสมรส' เจียงโม่หลี่ตาขวากระตุกยิกๆ
พอกางออกดูเห็นชื่อ 'เจียงโม่หลี่' คู่กับ 'ลู่เฉิง' เด่นหรา หัวใจที่แขวนต่องแต่งอยู่บนเส้นด้ายก็ขาดผึง ตายสนิทศิษย์ส่ายหน้า
"สหายลู่เฉิง รบกวนอธิบายหน่อยไหมคะ เราไปแอบแต่งงานกันตอนไหน ทำไมเจ้าสาวอย่างฉันไม่รู้เรื่องเลยสักนิด"
"เมื่อวานซืนเสี่ยวเผิงมาหาผม บอกว่าพวกสำนักงานจัดการเยาวชนปัญญาชนจ้องจะเล่นงานคุณกับลุงเจียง แล้วเขาก็ขโมยทะเบียนบ้านคุณมาให้ผม บอกให้ผมรีบจดทะเบียนกับคุณกันเหนียวไว้ก่อน ผมก็นึกว่าคุณรู้เห็นเป็นใจกับน้องชายแล้วซะอีก"
ไอ้เจียงเผิง! ไอ้น้องทรพี! แกตายแน่!
เจียงโม่หลี่กัดฟันกรอดจนกรามแทบร้าว พอก้มดูวันที่ออกใบทะเบียนสมรส ปรากฏว่าเป็น 'วันนี้' สดๆ ร้อนๆ
"พ่อฉันรู้เรื่องที่เราจดทะเบียนกันหรือยัง"
"ยังไม่ได้บอกครับ เมื่อเช้ายุ่งจนหัวหมุนเลย"
"ฉันว่าคุณไม่กล้าบอกพ่อตามากกว่ามั้ง"
ลู่เฉิงยกมือลูบจมูกแก้เก้อ ท่าทางเลิ่กลั่กนั้นดูตลกพิลึก
ถึงการโดนจับคลุมถุงชนแบบมัดมือชกจะน่าโมโห แต่เอาเข้าจริงเจียงโม่หลี่ก็ไม่ได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเท่าไหร่ ผู้ชายโปรไฟล์ดีระดับพรีเมียมขนาดนี้ เธอมีแต่ได้กำไรเห็นๆ แต่ในใจลึกๆ ก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจ
เจียงต้าไห่กับเจียงเผิงรีบถีบหัวส่งเธอให้แต่งงานเพราะไม่อยากให้เธอต้องระเห็จไปลำบากในชนบท อันนี้พอเข้าใจได้ แต่ทำไมลู่เฉิงถึงรีบร้อนอยากคว้าเธอไปเป็นเมียนักล่ะ
เธอมองสำรวจลู่เฉิงตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างคลางแคลงใจ "ร่างกายคุณ... ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมคะ"
ก่อนหน้าเธอ ลู่เฉิงไม่เคยมีแฟน ประวัติขาวสะอาด ก็แปลว่าไม่ใช่พ่อม่ายลูกติดที่เธอต้องไปรับบทแม่เลี้ยงใจร้าย ระดับนายทหารอนาคตไกล เรื่องนิสัยใจคอน่าจะผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ที่น่าสงสัยที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่อง 'สมรรถภาพ' นี่แหละ
"ช่วงที่ประจำการชายแดนหลายปีมานี้ ผมเคยบาดเจ็บหนักเบาอยู่หลายครั้ง แต่ก็รักษาหายดีหมดแล้ว ไม่งั้นป่านนี้คงปลดประจำการไปนานแล้วครับ"
"ฉันไม่ได้ถามเรื่องสุขภาพทั่วไปค่ะ คือว่า... แบบว่า..." หญิงสาวกลั้นใจถามออกไปตรงๆ "ไอ้นั่นของคุณ... มันใช้งานได้ปกติใช่ไหมคะ"
ถามจบ เจียงโม่หลี่ก็หน้าร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิดตัวเอง
ลู่เฉิงอาการหนักกว่า หูสองข้างแดงก่ำจนแทบหยดเลือดออกมาได้ แต่สีหน้ายังพยายามเก๊กขรึมสุดฤทธิ์
"ผมดูเหมือนคน 'ไม่ปกติ' เหรอครับ"
"เรื่องแบบนี้ใครจะไปรู้ล่ะคะ ของแบบนี้มันแปะป้ายบอกไว้ที่หน้าผากซะที่ไหน หรือต่อให้เดิมทีปกติ แต่ถ้าเคยบาดเจ็บมาก่อนอาจจะกระทบกระเทือนถึงเครื่องในก็ได้นี่นา"
เจียงโม่หลี่ร่ายยาวแก้เก้อ "ดูคุณสิ หน้าตาดี หุ่นก็แซ่บ ชาติตระกูลดี ความสามารถรอบด้าน ถ้าคุณประกาศหาคู่ ผู้หญิงดีๆ คงต่อแถวมาให้เลือกยาวไปถึงหน้าอำเภอ ทำไมถึงมาเจาะจงเลือกคนอย่างฉันล่ะคะ มันอดสงสัยไม่ได้จริงๆ นี่นา"
ลู่เฉิงเลิกคิ้วสูง "นี่คุณมองผมแบบนี้เหรอครับ? คุณคิดว่าผม... หน้าตาดี หุ่นแซ่บ ชาติตระกูลดี ความสามารถรอบด้าน?"
โอ๊ยยย ถึงจะเป็นคำพูดของเธอเอง แต่พอออกจากปากผู้ชาย ทำไมมันฟังดูน่าอายจนอยากจะมุดดินหนีขนาดนี้นะ
"นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญสักหน่อย..."
"นี่แหละประเด็นสำคัญ สหายเจียงโม่หลี่" ลู่เฉิงสวนกลับทันควัน มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ "มุมมองของคุณที่มีต่อผมสำคัญมาก ดูท่าทางคุณจะพอใจในตัวสามีคนนี้มากทีเดียวนะครับ"
เจียงโม่หลี่รีบพับทะเบียนสมรสเก็บใส่กระเป๋าแก้เขิน "แล้วคุณล่ะคะ คุณมองฉันยังไง"
[จบบท]