บทที่ 233: กลับบ้านเดิม
เจียงโม่หลี่ส่งยิ้มตาหยีพลางยื่นมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเฉียนหลิงด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะเอ่ยกระเซ้าเพื่อนสาวว่า
“ฉันไม่ได้ตั้งใจนึกถึงเธอเป็นพิเศษหรอกนะ แค่ซื้อติดไม้ติดมือกลับมาด้วยก็เท่านั้นแหละ”
“ถึงจะเป็นแค่ของที่ซื้อติดมือมา ฉันก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว”
เฉียนหลิงยิ้มแก้มปริ รีบรับก้อนเนื้อรมควันยัดใส่ลงในกระเป๋าสะพายข้างของตัวเองอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวใครจะมาแย่งไป
เจียงโม่หลี่เงยหน้ามองตรงไปข้างหน้า ก็พลันสะดุดตากับร่างสูงโปร่งที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ไม่ไกล
หยางลี่ฉยงสะพายกระเป๋าทหารสีเขียวใบเก่ง ยืนกอดอกมองมาทางเธอด้วยสายตาที่เจือแววหยอกล้ออยู่กลายๆ
เจียงโม่หลี่โบกมือทักทายอย่างเป็นกันเอง “รองหัวหน้าคณะหยาง อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
หยางลี่ฉยงรอจนหญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ แล้วจึงออกเดินเคียงคู่กันเข้าไปภายในคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม
“กลับมาถึงเมื่อไหร่ล่ะเรา”
“เพิ่งถึงเมื่อคืนเลยค่ะ”
เจียงโม่หลี่พูดพลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หยิบห่อกระดาษไขที่มีลักษณะเหมือนกับที่ให้เฉียนหลิงเปี๊ยบออกมาอีกห่อหนึ่ง
“รองหัวหน้าคณะหยาง นี่เนื้อรมควันของขึ้นชื่อจากกู่ลิ่นค่ะ ฉันรู้ว่าคุณไม่ชอบทานมันๆ ก็เลยคัดมาให้แบบเนื้อแดงเน้นๆ เป็นพิเศษเลย”
หยางลี่ฉยงรับห่อกระดาษไขมาถือไว้ในมือ ลองเดาะน้ำหนักดูเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่านอารมณ์ยากเล็กน้อย
“เล่นเตรียมกับข้าวมาให้เสร็จสรรพขนาดนี้ ถ้าฉันไม่เลี้ยงข้าวเธอสักมื้อคงดูใจจืดใจดำแย่เลยใช่ไหมเนี่ย”
เจียงโม่หลี่หัวเราะร่า “ถ้าได้อย่างนั้นก็เยี่ยมไปเลยสิคะ แต่เย็นนี้ฉันไม่ว่าง ต้องกลับไปบ้านเดิมไปเยี่ยมพ่อ เอาเป็นพรุ่งนี้เย็นได้ไหมคะ”
หยางลี่ฉยงเลิกคิ้วเล็กน้อย “สองวันมานี้ฉันยุ่งๆ ไว้ว่างแล้วค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน”
เจียงโม่หลี่ตอบรับอย่างอารมณ์ดี “การรอคอยก็นับเป็นความสุขรูปแบบหนึ่งเหมือนกันนะคะ”
หยางลี่ฉยงปรายตามองเธอแวบหนึ่ง “เอาเป็นว่าเธอไปคิดมาแล้วกันว่าอยากกินร้านไหน คิดออกแล้วก็มาบอกฉัน... ฉันไปห้องทำงานก่อนนะ”
“รับทราบค่ะ”
เมื่อแผ่นหลังของหยางลี่ฉยงเดินห่างออกไปจนลับสายตา เฉียนหลิงก็หันมามองเจียงโม่หลี่ด้วยแววตาอิจฉาตาร้อน
“โม่หลี่ รองหัวหน้าคณะหยางดีกับเธอจังเลยนะ นอกจากมื้อเที่ยงจะให้กินอาหารระดับเจ้าหน้าที่แล้ว ยังจะพาไปเลี้ยงอาหารดีๆ ที่ร้านอาหารอีกต่างหาก”
เจียงโม่หลี่หันมายิ้มให้เพื่อน “แล้วฉันดีกับเธอไหมล่ะ”
เฉียนหลิงรีบคว้าแขนเพื่อนมากอดแล้วซบหน้าลงอย่างออดอ้อน “เธอก็ดีกับฉันเหมือนกัน ฮิฮิ”
ทว่าเบื้องหลังของทั้งสองคนไม่ไกลนัก กลุ่มนักแสดงหญิงจากคณะละครพูดที่เดินตามมา กลับจับกลุ่มซุบซิบกันด้วยน้ำเสียงค่อนขอด
“ดูแม่นั่นสิ เลือกปฏิบัติชะมัด อยู่ต่อหน้าพวกเราทำเชิดหน้าชูคอ พออยู่ต่อหน้าหัวหน้าดันทำตัวประจบสอพลอเหมือนหมาเชื่องๆ”
“ก็ถ้าไม่ทำแบบนั้น รองหัวหน้าคณะหยางจะยอมใช้บทละครของเด็กใหม่อย่างหล่อนเหรอ”
“เหอะ! หน้าไม่อายจริงๆ”
[ค่าความรังเกียจ +4 ยอดเงินเข้าบัญชี 40,000 หยวน]
...
หลังจากเลิกงาน เจียงโม่หลี่ก็หิ้วเหล้าหลางและเนื้อรมควันมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านพักข้าราชการ
พอเดินมาถึงหน้าประตูทางเข้าบ้านพัก ก็ประจวบเหมาะเจอกับเจียงต้าไห่ที่เพิ่งปั่นจักรยานเลิกงานกลับมาพอดี
เจียงต้าไห่ทั้งแปลกใจและดีใจที่เห็นลูกสาว “ลูกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกพ่อล่วงหน้าสักคำ”
เจียงโม่หลี่แกล้งแหย่ “ทำไมคะ ที่บ้านซุกใครไว้หรือเปล่าถึงบอกไม่ได้”
เจียงต้าไห่ทำเสียงดุใส่ลูกสาวแก้เก้อ “พูดจาเพ้อเจ้อ... ที่บ้านไม่มีกับข้าวเหลือเลย งั้นเดี๋ยวพ่อออกไปซื้อของกินหน่อย”
ชายวัยกลางคนทำท่าจะกลับรถจักรยาน แต่เจียงโม่หลี่รีบคว้าแฮนด์รถไว้ก่อน
“ไม่ต้องหรอกพ่อ ทั้งเหล้าทั้งกับแกล้มหนูเตรียมมาหมดแล้ว คืนนี้หนูจะดื่มเป็นเพื่อนพ่อสักสองแก้ว”
เจียงต้าไห่เพิ่งสังเกตเห็นข้าวของในมือลูกสาว ความดีใจฉายชัดบนใบหน้าแต่ก็แฝงไปด้วยความกังวล
“ลูกหิ้วของพวกนี้กลับมา พ่อปู่แม่ย่าเขารู้เรื่องหรือเปล่า”
“ขืนให้รู้ก็บ้านแตกสิคะ นี่หนูแอบจิ๊กออกมา รีบเข้าบ้านกันเถอะพ่อ เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นเข้า”
เจียงต้าไห่ “...”
จังหวะนั้นมีเพื่อนบ้านที่เป็นแม่บ้านข้าราชการเดินผ่านมาพอดี ได้ยินประโยคนั้นของเจียงโม่หลี่เข้าเต็มสองหู ก็พากันส่งสายตาแปลกประหลาดมาให้ทันที
แอบขโมยของบ้านผัวมาปรนเปรอบ้านพ่อแม่ตัวเอง หน้าด้านไร้ยางอายจริงๆ!
[ค่าความรังเกียจ +3 ยอดเงินเข้าบัญชี 30,000 หยวน]
เมื่อกลับมาถึงในตัวบ้าน เจียงต้าไห่มองดูขวดเหล้าหลางและก้อนเนื้อรมควันบนโต๊ะด้วยท่าทีนั่งไม่ติดที่ ราวกับเป็นหัวขโมยที่กลัวความผิด
“พ่อว่า... ลูกเอาของพวกนี้กลับไปคืนเถอะ”
เจียงโม่หลี่เลิกคิ้วขึ้นสูง “ทำไมคะ หรือพ่อไม่ชอบเหล้าหลาง งั้นก็ทนๆ ดื่มไปก่อนเถอะ ไว้วันหลังหนูจะไปขโมยเหล้าอู่เหลียงเย่มาให้”
“ลูกกล้าเรอะ! ต่อไปห้ามขนของบ้านสามีกลับมาที่บ้านอีกเด็ดขาด ขืนทำอีกพ่อจะตีก้นให้ลายเลยคอยดู!”
พอเห็นเจียงต้าไห่เริ่มโมโหจริงจัง เจียงโม่หลี่จึงยอมเฉลยความจริงพร้อมรอยยิ้ม
“พ่อวางใจเถอะน่า เหล้าขวดนี้คุณพ่อสามีเป็นคนซื้อมา แล้วฝากให้หนูเอามาให้พ่อชิม ส่วนเนื้อรมควันนี่หนูควักเงินซื้อเองกับมือ”
เจียงโม่หลี่แบ่งเนื้อรมควันและกุนเชียงรมควันไว้อย่างละครึ่งชั่ง ส่งให้หลี่หงอิงนำไปปรุงเป็นเมนูพิเศษสำหรับมื้อเย็น ส่วนที่เหลือให้เจียงต้าไห่หาที่แขวนผึ่งลมเอาไว้
อากาศในฤดูหนาวเย็นจัดแบบนี้ เนื้อรมควันและกุนเชียงไม่เน่าเสียง่ายๆ เก็บไว้กินได้ยาวจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเลยทีเดียว
ระหว่างรออาหารเย็น เจียงโม่หลี่เปิดขวดเหล้าหลางรินใส่แก้วใบเล็กสองใบ นั่งจิบแกล้มถั่วลิสงคั่วเป็นเพื่อนเจียงต้าไห่
เหล้าหลางเป็นเหล้ากลิ่นรสซีอิ๊ว มีความหอมเข้มข้น รสสัมผัสนุ่มนวลไม่บาดคอ
พอเหล้าเข้าปาก เจียงต้าไห่ก็เริ่มอารมณ์ดี เขาหยิบผลงานการวิจัยที่ทุ่มเททำในช่วงนี้ออกมาอวดลูกสาว
หัวข้อการวิจัยของเจียงต้าไห่คือการปรับปรุงระบบไฮดรอลิกของรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก
รถแทรกเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ใช้วาล์วแบบทำงานโดยตรง ซึ่งมีข้อเสียคือประสิทธิภาพต่ำ การตอบสนองช้า และทำให้อายุการใช้งานของปั๊มน้ำมันสั้นลง
อาศัยแนวคิดและเทคโนโลยีใหม่ที่เจียงโม่หลี่เคยให้คำแนะนำ เจียงต้าไห่จึงได้คิดค้นวาล์วระบายน้ำมันแบบไพลอตชนิดใหม่ขึ้นมา
วาล์วชนิดนี้สามารถควบคุมแรงดันได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ลดการสูญเสียพลังงาน ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรกเตอร์ได้อย่างเห็นได้ชัด
แน่นอนว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ยังเป็นเพียงทฤษฎีในกระดาษ ขั้นตอนต่อไปคือการนำไปทดสอบและปรับปรุงในการใช้งานจริง
เจียงต้าไห่ตบปึกเอกสารและสมุดบันทึกหนาเกือบครึ่งนิ้วด้วยความภาคภูมิใจ
“รออีกสองวันพอผู้จัดการโรงงานหยางกลับมาจากดูงาน พ่อจะเอาผลงานชิ้นนี้ไปเสนอ ช่วงนี้ในโรงงานมีข่าวลือเรื่องจะสร้างตึกที่พักสวัสดิการใหม่ ถ้างานนี้สำเร็จ เผลอๆ พ่ออาจจะได้โควตาแบ่งบ้านสักห้องก็ได้”
ความปีติยินดีของเจียงต้าไห่ฉายชัดออกมาทางสีหน้าและแววตาที่เป็นประกาย
เขาและหลี่หงอิงอาศัยอยู่ที่นี่ ภายนอกดูเหมือนจะสุขสบายดี แต่ลึกๆ ในใจกลับไม่เคยสงบสุข
ความเกรงใจลูกเขยและบ้านดองทำให้เขากลัวจะเป็นภาระ
แรงผลักดันที่ทำให้เขาอดหลับอดนอนค้นคว้าวิจัย วิ่งเต้นหาคนสอนและขอความรู้ ก็เพื่อเป้าหมายเดียวคือโควตาบ้านพักของโรงงาน
ตอนนี้เป้าหมายที่วาดหวังไว้อยู่แค่เอื้อม จะไม่ให้เขาดีใจจนเนื้อเต้นได้อย่างไร
ยังไม่ทันที่ผัดเนื้อรมควันจะได้ยกขึ้นโต๊ะ เจียงต้าไห่ก็เมาจนลิ้นพันกันไปเรียบร้อยแล้ว
หลังจากพยุงพ่อเข้าไปนอนพักผ่อน เจียงโม่หลี่ก็นั่งทานข้าวเย็นกับหลี่หงอิง
ฤดูหนาวท้องฟ้ามืดเร็ว กินข้าวเสร็จฟ้าก็มืดสนิทไปแล้ว
หลี่หงอิงเดินออกมาส่งเธอที่หน้าประตูบ้านพักข้าราชการทหาร “โม่หลี่ กับข้าวเย็นนี้ยังเหลืออีกตั้งเยอะ น้าขอแบ่งไปให้เสี่ยวฉิงหน่อยได้ไหม อีกเดือนเดียวเขาก็จะสอบแล้ว ช่วงนี้โหมอ่านหนังสือดึกทุกคืน น้ากลัวร่างกายเขาจะรับไม่ไหว”
พอหลี่หงอิงพูดขึ้นมา เจียงโม่หลี่ก็นึกขึ้นได้
ตามเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับ เจียงฉิงที่เป็นนางเอกเดิมจะสอบติดมหาวิทยาลัย
“วันหลังเรื่องแค่นี้ น้าถามพ่อก็พอแล้ว”
หลี่หงอิงรีบปฏิเสธ “ของพวกนี้เธอเป็นคนหิ้วมา จะทำอะไรก็ต้องบอกกล่าวเธอก่อนสิ”
หลังจากส่งเจียงโม่หลี่ขึ้นรถกลับไปแล้ว หลี่หงอิงก็กลับเข้าบ้าน แวะเข้าไปดูอาการเจียงต้าไห่ในห้องนอน
เห็นสามีหลับสนิทดีแล้ว เธอจึงตักข้าวสวยร้อนๆ พร้อมกับตักเนื้อรมควันและกุนเชียงใส่ปิ่นโต แล้วรีบออกจากบ้านไป
กว่าหลี่หงอิงจะไปถึงที่พักของเจียงฉิง เนื้อรมควันและกุนเชียงก็เย็นชืดจนไขมันสีขาวจับตัวเป็นก้อนลอยฟูฟ่อง
แต่เจียงฉิงกลับไม่แสดงท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย เธอกินอย่างตะกละตะกลามด้วยความหิวโหย
“วันนี้วันดีอะไรเนี่ย ทำไมถึงมีของดีๆ กินได้”
“เนื้อรมควันพวกนี้โม่หลี่หิ้วมาจากบ้านสามีที่ไปเยี่ยมญาติแถวหลูโจว แถมยังมีเหล้าติดมาด้วย ลุงเจียงของลูกดีใจมากไปหน่อยเลยดื่มเกินขนาด ข้าวยังไม่ทันตกถึงท้องก็เมาหลับไปซะแล้ว”
“เขามีเรื่องอะไรให้ต้องดีใจนักหนา”
หลี่หงอิงมัวแต่ง่วนอยู่กับการทำกับข้าวในครัวที่ระเบียงทางเดิน เลยไม่ได้ยินรายละเอียดมากนัก รู้เพียงคร่าวๆ ว่างานวิจัยของเจียงต้าไห่มีความคืบหน้า
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงฉิงก็พูดขึ้นเรียบๆ ว่า “แม่กลับไปเถอะ พรุ่งนี้หนูล้างปิ่นโตแล้วจะเอาไปคืนให้”
หลี่หงอิงเองก็เป็นห่วงเจียงต้าไห่ที่นอนเมาอยู่คนเดียว จึงกำชับลูกสาวอีกสองสามประโยคแล้วรีบขอตัวกลับทันที
[จบบท]