บทที่ 234: เทคโนโลยีที่ถูกขโมย
“นายช่างเจียง ผู้จัดการโรงงานหยางเข้ามาที่โรงงานแล้วนะครับ”
เสียงตะโกนแจ้งข่าวของเจ้าหน้าที่ป้อมยามหน้าประตูโรงงานเปรียบเสมือนเสียงสวรรค์ที่เจียงต้าไห่รอคอยมานานหลายวัน
เขาผงกศีรษะขอบคุณอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มกว้างจนเห็นรอยตีนกา ก่อนจะรีบจอดจักรยานคู่ใจเข้าที่อย่างรวดเร็ว
หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความหวังและความตื่นเต้นที่อัดอั้นมานาน ขาที่ก้าวฉับๆ มุ่งหน้าไปยังอาคารสำนักงานบริหารนั้นเต็มไปด้วยพลังงานของคนที่มั่นใจในผลงานของตนเอง
ช่วงนี้ผู้จัดการโรงงานหยางหรือหยางจื้อกางมีภารกิจรัดตัว ทำให้แทบไม่ค่อยได้เข้ามาประจำการที่โรงงาน เจียงต้าไห่เฝ้ารอโอกาสนี้มาหลายวันแล้ว และในที่สุดวันนี้เขาก็จะได้นำเสนอสิ่งที่เขาทุ่มเทศึกษามาตลอด
ภายในห้องทำงานของผู้จัดการโรงงาน บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงพลิกหน้ากระดาษ หยางจื้อกางนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ สายตาไล่อ่านเอกสารปึกหนาในมืออย่างละเอียดถี่ถ้วน นานหลายนาทีกว่าเขาจะเงยหน้าขึ้นมา พยักหน้าเบาๆ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นายช่างเจียง ข้อมูลพวกนี้คุณเป็นคนคิดค้นและวิจัยออกมาด้วยตัวเองทั้งหมดเลยรึเปล่า?”
ความสงบนิ่งของผู้จัดการโรงงานหยางกลับทำให้เจียงต้าไห่รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาอย่างประหลาด เดิมทีเขามีความมั่นใจในงานวิจัยชิ้นนี้เต็มเปี่ยม ถึงขนาดที่ว่าตอนกลางคืนพอล้มตัวลงนอนแล้วนึกถึงความสำเร็จที่จะตามมา เขาก็แทบจะข่มตานอนไม่หลับด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เห็นโรงงานพัฒนาขึ้น แต่ปฏิกิริยาที่ดูเฉยเมยเกินไปของอีกฝ่ายเหมือนมีคลื่นใต้น้ำบางอย่างซ่อนอยู่
“ใช่ครับ ผมใช้เวลาศึกษาค้นคว้าอยู่นานกว่าสามเดือน ระหว่างนั้นก็ไปขอคำชี้แนะจากวิศวกรเครื่องกลเก่งๆ หลายท่านมาประกอบกันจนได้เล่มนี้ออกมา” เจียงต้าไห่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น พยายามยืนยันความหนักแน่น
หยางจื้อกางถอนหายใจออกมาเบาๆ แววตาฉายแววเสียดายเจือความลำบากใจ “แนวคิดการปฏิรูปเทคโนโลยีของคุณมีคุณค่ามากนะ แต่ว่า...”
ผู้จัดการโรงงานเว้นจังหวะพลางเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน หยิบเอกสารอีกปึกหนึ่งวางลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนมาตรงหน้าเจียงต้าไห่ “เมื่อสองวันก่อน หยางตงก็ได้ส่งรายงานการปฏิรูปเทคโนโลยีเข้ามาเหมือนกัน เนื้อหาข้างใน... ค่อนข้างจะคล้ายกับของคุณมากทีเดียว”
เจียงต้าไห่รับเอกสารฉบับนั้นมาด้วยมือที่เริ่มสั่นเทาเล็กน้อย เขารีบเปิดอ่านเนื้อหาด้านในทีละหน้า ยิ่งอ่านดวงตาของเขาก็ยิ่งเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง สมองของเขาเหมือนถูกค้อนปอนด์ทุบจนมึนงงไปหมด
แนวทางการวิจัย ทฤษฎีที่ใช้รองรับ หรือแม้กระทั่งจุดสำคัญทางเทคนิคของหยางตง แทบจะเหมือนกับของเขาอย่างกับแกะ! เรียกว่าถอดแบบกันมาแปดเก้าส่วนเลยก็ว่าได้
ผลลัพธ์แบบนี้เป็นสิ่งที่เจียงต้าไห่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ความมั่นใจที่พกมาเต็มกระเป๋าเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสับสนและว่างเปล่า เขาทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไรดี
“ผู้จัดการโรงงานหยาง ในเมื่อหยางตงเขาส่งผลงานเข้ามาก่อน ถ้าอย่างนั้นทางโรงงานก็พิจารณาใช้ของเขาเถอะครับ ส่วนของผม... ผมขอนำกลับไปทบทวนและปรับปรุงใหม่อีกที”
พูดจบ เขาก็เอื้อมมือจะไปหยิบเอกสารงานวิจัยของตัวเองคืน แต่ทว่ามือหนาของหยางจื้อกางกลับกดทับลงบนแฟ้มเอกสารนั้นไว้เสียก่อน สายตาของผู้เป็นหัวหน้ามองมาอย่างมีความนัย
“ใจเย็นก่อนนายช่างเจียง คุณกับหยางตงต่างก็เป็นบุคลากรหลักของแผนกเทคนิค การที่มีความคิดเห็นตรงกันหรือคล้ายคลึงกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เอาเป็นว่าเอกสารของคุณฝากไว้ที่ผมก่อน ผมจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมเพื่อหารือกับคณะกรรมการโรงงาน แล้วอีกสักสองสามวันจะให้คำตอบคุณอีกที”
คำพูดที่ดูเหมือนจะให้โอกาสนั้น ทำให้เปลวไฟแห่งความหวังในใจของเจียงต้าไห่ที่เกือบจะมอดดับไปแล้ว กลับมาลุกโชนขึ้นอีกครั้ง แม้จะริบหรี่แต่เขาก็ยังหวังว่าความยุติธรรมจะมีอยู่จริง
เมื่อกลับมาถึงบ้านและเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ลูกสาวฟัง เจียงโม่หลี่เป็นคนแรกที่จับสังเกตความผิดปกติได้ทันที เธอสงสัยว่าเจียงฉิงน่าจะเป็นคนขโมยผลงานวิจัยของพ่อไป
ต้องเข้าใจก่อนว่า เทคโนโลยี ‘วาล์วไฮดรอลิกแบบนำร่อง’ ที่พ่อเขียนในรายงานนั้น เป็นนวัตกรรมที่จะแพร่หลายในอีกหนึ่งถึงสองปีข้างหน้า
แม้เจียงฉิงจะมีข้อได้เปรียบจากการกลับชาติมาเกิดใหม่และรู้อนาคต แต่พื้นฐานของหล่อนไม่ได้มีความรู้เรื่องเครื่องจักรกลเลยแม้แต่น้อย
ไม่มีทางที่คนอย่างเจียงฉิงจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับแกนกลาง หรือเขียนบรรยายโครงสร้างทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนและละเอียดลออขนาดนี้ได้ด้วยตัวเอง
เว้นเสียแต่ว่า... หล่อนจะขโมยข้อมูลดิบมาจากใครสักคน แล้วนำไปสวมรอย
ถึงแม้จะคาดเดาได้แบบนั้น แต่เจียงโม่หลี่ก็เลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้ในใจ ไม่พูดออกมาให้พ่อต้องคิดมากหรือกังวลใจไปกว่าเดิม เธอทำได้เพียงพูดปลอบใจพ่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“พ่อรอดูท่าทีของทางโรงงานไปก่อนเถอะ ไม่แน่ว่าผู้ใหญ่เขาอาจจะให้พ่อกับหยางตงรับผิดชอบโปรเจกต์เทคโนโลยีใหม่นี้ร่วมกันก็ได้”
เจียงต้าไห่พยักหน้าเห็นด้วย ลึกๆ แล้วเขาก็คิดแบบนั้นเช่นกัน เขาไม่ได้เป็นคนโลภมากอยากได้หน้าได้ตาอะไรขนาดนั้น ขอแค่มีส่วนร่วมในผลงานชิ้นนี้ เพื่อที่จะได้สะสมแต้มความดีความชอบไปแลกโควตาจัดสรรบ้านพักก็พอใจแล้ว
ในขณะเดียวกัน ณ บ้านของผู้จัดการโรงงานหยาง
เสียงประตูห้องทำงานถูกปิดลง หยางตงทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาหนังตัวนุ่ม หันไปมองหยางจื้อกางผู้เป็นอาด้วยความสงสัย “อาครับ มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าถึงต้องโทรเรียกให้ผมรีบมาหา คุยกันทางโทรศัพท์ไม่ได้เหรอ?”
ทันทีที่หยางตงนั่งลงเรียบร้อย หยางจื้อกางก็โยนปึกเอกสารงานวิจัยของเจียงต้าไห่ลงตรงหน้าหลานชายเสียงดัง ปึก!
หยางตงหยิบเอกสารขึ้นมาเปิดอ่านอย่างลวกๆ ยิ่งอ่านสีหน้าของเขาก็ยิ่งเจื่อนลง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเริ่มตีตื้นขึ้นมาในอก แต่เขาก็พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แสร้งทำเป็นงุนงง “งานวิจัยชิ้นนี้... ทำไมเนื้อหามันถึงได้คล้ายกับของผมจังเลยล่ะครับ?”
หยางจื้อกางจ้องหน้าหลานชายเขม็ง สายตาคมกริบราวกับจะมองทะลุเข้าไปในความคิด “ฉันต่างหากที่ต้องถามแก ว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น! เอกสารฉบับนี้เจียงต้าไห่เพิ่งเอามาส่งให้ฉันเมื่อเช้า ถึงหัวข้อวิจัยกับทิศทางจะเหมือนกับของแก แต่รายละเอียดในงานของเจียงต้าไห่นั้นสมบูรณ์และลึกซึ้งกว่าของแกมาก แกสารภาพมาตามตรงเดี๋ยวนี้ ว่าไปเอาผลงานวิจัยนี้มาจากไหน!”
เมื่อถูกไล่ต้อนจนมุม หยางตงก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ แก้ตัวน้ำขุ่นๆ “อาครับ จะได้ผลงานมาจากไหนมันไม่สำคัญหรอกครับ สิ่งสำคัญคือผลงานชิ้นนี้มันใช้งานได้จริง และมันจะช่วยพัฒนาโรงงานของเราให้ก้าวหน้าได้มหาศาลไม่ใช่เหรอครับ!”
ฉินอวี้เหมยที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ เริ่มจับทางถูก เธอรีบเอ่ยปากช่วยไกล่เกลี่ยให้หลานชายทันที “คุณคะ เรื่องความดีความชอบใหญ่โตขนาดนี้ ให้คนกันเองมันก็ย่อมดีกว่าให้คนนอกอยู่แล้ว อีกอย่าง การที่ตงจื่อสามารถเอาผลงานนี้มาได้ ก็ถือว่าเป็นความสามารถของเขาเหมือนกันนะ โบราณเขายังว่าไว้ ประวัติศาสตร์มักถูกเขียนโดยผู้ชนะเสมอ”
หยางตงรีบตบมือฉาดใหญ่ สนับสนุนคำพูดของอาสะใภ้ทันควัน “อาสะใภ้พูดถูกที่สุดเลยครับ!”
หยางจื้อกางมองหน้าภรรยาสลับกับหลานชาย สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจและปล่อยเลยตามเลย
…
สองวันต่อมา
เจียงต้าไห่ปั่นจักรยานมาทำงานตามปกติเหมือนทุกวัน ทันทีที่เขาผ่านประตูโรงงานเข้ามา ก็สังเกตเห็นกลุ่มพนักงานจำนวนมากกำลังมุงดูอะไรบางอย่างที่บอร์ดประชาสัมพันธ์ขนาดยักษ์หน้าอาคารอำนวยการ
เขาจอดจักรยานแล้วเดินเข้าไปใกล้ แต่เนื่องจากคนมุงกันแน่นขนัดจนแทรกตัวเข้าไปไม่ได้ เขาจึงต้องยืนเขย่งเท้าอยู่รอบนอก เอ่ยถามเพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่ข้างๆ
“มีเรื่องอะไรกันเหรอ ทำไมคนมุงกันเยอะแยะเชียว?”
ช่างกลึงคนหนึ่งที่สนิทกับเขาหันมาตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ก็ช่างเทคนิคหยางตงน่ะสิ ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกแล้ว! เห็นเขาว่ากันว่าแกสร้างผลงานใหญ่ให้โรงงานเชียวนะ”
หัวใจของเจียงต้าไห่กระตุกวูบ รีบถามต่อด้วยเสียงสั่นเครือ “แล้ว... แล้วมีประกาศเรื่องอื่นอีกไหม?”
“ไม่มีแล้วนะ” เพื่อนร่วมงานส่ายหน้าพลางอธิบายต่ออย่างออกรส “ได้ยินว่าหยางตงคิดค้นวิธีปรับปรุงระบบไฮดรอลิกแบบใหม่ เทคโนโลยีตัวนี้ไม่เพียงแค่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังช่วยประหยัดน้ำมัน แล้วก็ยืดอายุการใช้งานของปั๊มน้ำมันเครื่องได้อีกด้วย”
“โห เก่งขนาดนั้นเชียวเหรอ? หยางตงอายุยังไม่ถึงสามสิบเลยไม่ใช่เหรอ ได้เลื่อนเป็นระดับหัวหน้าแล้ว อนาคตไกลจริงๆ เด็กรุ่นใหม่นี่ประมาทไม่ได้เลยนะ!”
ท่ามกลางเสียงชื่นชมและสายตาอิจฉาของเหล่าพนักงาน เจียงต้าไห่ยืนนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็ง หูของเขาอื้ออึงไปหมด เขาค่อยๆ ถอยออกมาเงียบๆ จูงจักรยานเดินเลี่ยงออกไปอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก ความหนักอึ้งในใจมันถาโถมจนแทบก้าวขาไม่ออก
หลังจากเข้างานและจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ เขาก็หาจังหวะช่วงพักเบรกแอบเดินอ้อมกลับมาที่บอร์ดประชาสัมพันธ์อีกครั้ง ดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น บัดนี้เต็มไปด้วยความเจ็บปวดขณะไล่อ่านประกาศบนกระดาษสีแดงแผ่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกตัวอักษรเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงหัวใจ
ไม่ไกลจากตรงนั้น เจียงฉิงยืนกอดอกพิงเสา จ้องมองแผ่นหลังที่ห่อเหี่ยวของเจียงต้าไห่ มุมปากของหล่อนยกยิ้มอย่างเย้ยหยันและสะใจ
เจียงต้าไห่ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าบอร์ด ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามา ทั้งโกรธ ทั้งน้อยใจ ทั้งผิดหวัง จนแยกไม่ออก
“นายช่างเจียง! อยู่นี่เองเหรอครับ”
เสียงเรียกของเซียวจวิน เจ้าหน้าที่ธุรการประจำสำนักงานดังขึ้น พร้อมกับร่างที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเจียงต้าไห่ เซียวจวินก็รีบแจ้งข่าว
“ผู้จัดการโรงงานหยางเรียกให้คุณไปพบที่ห้องประชุมด่วนเลยครับ”
เมื่อเจียงต้าไห่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องประชุม ก็พบว่าเหล่าผู้บริหารระดับสูงของโรงงานนั่งกันอยู่พร้อมหน้า รวมถึงหยางตงที่เพิ่งได้รับตำแหน่งหัวหน้าแผนกหมาดๆ ก็นั่งยืดอกด้วยใบหน้าเปี่ยมสุขและภาคภูมิใจ
“นายช่างเจียง ที่เรียกคุณมาวันนี้ก็เพื่อจะประกาศข่าวดีและมอบรางวัลให้คุณ” หยางจื้อกางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นทางการ “ในฐานะที่คุณเป็นบุคลากรหลักของแผนกเทคนิค ทำงานด้วยความรับผิดชอบและขยันขันแข็งมาโดยตลอด แถมยังใช้เวลาว่างทุ่มเทให้กับการศึกษาวิจัย นับเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพนักงานทุกคน”
เขาเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนจะประกาศต่อ “นอกจากนี้ ทางโรงงานได้มีมติให้หัวหน้าหยางเป็นแกนนำในการจัดตั้ง ‘กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีใหม่’ และแต่งตั้งให้คุณดำรงตำแหน่ง ‘รองหัวหน้ากลุ่ม’ เพื่อช่วยงานหัวหน้าหยาง ผลักดันให้เทคโนโลยีใหม่นี้ใช้งานได้จริงโดยเร็วที่สุด ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของคุณ ทางโรงงานคาดหวังกับคุณไว้มากนะ!”
หยางตงลุกขึ้นยืน เดินตรงเข้ามาหาเจียงต้าไห่ด้วยรอยยิ้มการค้า “นายช่างเจียง ต่อไปเรามาร่วมมือกันทำงานให้เต็มที่นะครับ”
เจียงต้าไห่ก้มมองมือที่ยื่นมาตรงหน้า นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาหยางจื้อกาง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด
“ขอบคุณทางโรงงานที่ให้ความไว้วางใจครับ แต่เรื่องนี้มันกะทันหันเกินไป ผมขออนุญาตกลับไปคิดดูก่อน... อ้อ แล้วก็ เอกสารงานวิจัยที่ผมให้ผู้จัดการหยางไปเมื่อวันก่อน รบกวนขอคืนให้ผมด้วยนะครับ”
คำปฏิเสธที่สุภาพแต่ไร้เยื่อใยของเจียงต้าไห่ ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมดูอึดอัดขึ้นมาทันตาเห็น รอยยิ้มบนหน้าของหยางตงค้างเก้อ
หยางจื้อกางเองก็ตะลึงงันไปเช่นกัน ในความทรงจำของเขา เจียงต้าไห่เป็นคนประเภท ‘คนดีศรีสังคม’ ที่ประนีประนอมและรู้จักรักษาน้ำใจคนอื่นเสมอ ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะกล้าหักหน้าเขาต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับไปทำงานก่อนนะครับ”
เจียงต้าไห่พูดจบก็หันหลังเดินออกจากห้องประชุมไปโดยไม่รอคำอนุญาต ทิ้งความกระอักกระอ่วนไว้เบื้องหลัง หยางจื้อกางจึงส่งสายตาเป็นเชิงคำสั่งให้หลานชายรีบตามออกไปเคลียร์
หยางตงรับรู้สัญญาณ รีบก้าวเท้าตามเจียงต้าไห่ออกไปที่ทางเดิน
“นายช่างเจียง... ผมรู้นะว่าการที่ให้คนรุ่นหลังอย่างผมมาเป็นหัวหน้า แล้วให้คุณเป็นรองหัวหน้า มันอาจจะทำให้คุณรู้สึกไม่ได้รับความธรรม ผมเข้าใจดีว่ามันน่าอึดอัดใจ แต่คุณก็มีอะไรก็พูดกันตรงๆ สิครับ อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ตัดสินใจทิ้งงานทิ้งการไปแบบนี้”
เจียงต้าไห่หยุดเดิน หันกลับมามองหน้าเด็กหนุ่มรุ่นลูก “หัวหน้าหยาง ผมแค่จะกลับไปทำงานในหน้าที่ของผม คุณวางใจเถอะ งานในส่วนของผม ผมแบกรับไว้ได้มั่นคงดีอยู่แล้ว ไม่ทิ้งขว้างแน่นอน”
หยางตงไม่คิดว่าคนซื่อๆ อย่างเจียงต้าไห่จะรู้จักพูดจาเหน็บแนมยอกย้อนเป็นกับเขาด้วย ใบหน้าของเขาเริ่มตึงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะฝืนยิ้มกลบเกลื่อน
“นายช่างเจียง อย่ามัวแต่อ้อมค้อมกันอยู่เลย เอาอย่างนี้ดีกว่า คุณมีข้อเรียกร้องอะไรก็ลองเสนอมา ถ้าผมช่วยได้ผมจะช่วย”
ชั่วแวบหนึ่งในความคิด เจียงต้าไห่อยากจะตะโกนใส่หน้าอีกฝ่ายไปว่า ‘เอาโควตาบ้านคืนมา’ แต่สุดท้ายเขาก็ข่มใจกลืนคำพูดนั้นลงไป ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายมันค้ำคออยู่
“เรื่องเข้าร่วมกลุ่มเทคนิค ผมขอเวลาตัดสินใจก่อน อีกสองวันจะให้คำตอบครับ”
พูดจบ เขาก็เอามือไขว้หลัง เดินดุ่มๆ จากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ทิ้งให้หยางตงยืนมองแผ่นหลังนั้นด้วยแววตาที่มืดครึ้มลงเรื่อยๆ
[จบบท]