บทที่ 235: ความเคลือบแคลงสงสัย
ถึงแม้ว่าเจียงต้าไห่จะเป็นคนซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาที่จะยอมให้ใครมาเอาเปรียบได้ง่ายๆ หากผลงานการวิจัยที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจทำมาตลอดนั้นไม่มีคุณค่าหรือไร้ประโยชน์อย่างที่ใครเขาว่าจริง ทางโรงงานก็คงไม่มอบหมายตำแหน่งรองหัวหน้ากลุ่มเทคนิคให้กับเขาหรอก
การที่เขาตัดสินใจหักหน้าผู้จัดการโรงงานหยางต่อหน้าธารกำนัลเมื่อครู่นี้ แท้จริงแล้วมันเกิดจากอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจผสมปนเปไปกับความโกรธเกรี้ยวที่อัดอั้นมานาน
เขาโกรธที่ผู้จัดการโรงงานหยางทำตัวไม่ยุติธรรม ลำเอียงเข้าข้างคนกันเองอย่างน่าเกลียด เอาผลประโยชน์และชื่อเสียงเกียรติยศไปประเคนใส่พานให้กับหลานชายแท้ๆ ของตัวเอง ส่วนงานหนักงานแบกหามที่ต้องใช้สมองและแรงงานกลับโยนมาให้เขาทำ
เจียงต้าไห่รู้สึกเหมือนโดนดูถูกสติปัญญา คิดว่าเขาเป็นควายตู้ที่ยอมไถนาให้คนอื่นเก็บเกี่ยวผลผลิตหรืออย่างไรกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีความเคลือบแคลงสงสัยในตัวผลงานวิจัยของนายช่างหยางหรือหยางตงอยู่ลึกๆ เพราะเขาทำงานอยู่แผนกเดียวกับหยางตงมานาน ย่อมรู้นิสัยใจคอและกมลสันดานของอีกฝ่ายดียิ่งกว่าใคร
หยางตงมีฝีมือทางเทคนิคแค่ระดับพื้นบ้านดาดๆ ไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งอะไรเลย วันๆ ดีแต่สร้างภาพ เข้าสังคมเก่ง กินเหล้าเคล้านารีกับคนโน้นคนนี้ไปทั่ว ไม่เคยเห็นจะตั้งอกตั้งใจทำงานทำการอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักครั้ง คนพรรค์นี้น่ะหรือจะสามารถคิดค้นและวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาได้ มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไป
ยิ่งคิดเจียงต้าไห่ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีไฟสุมอยู่ในอก ความปรารถนาที่จะทำงานในวันนี้มอดดับลงจนหมดสิ้น เขาจึงตัดสินใจเดินไปขอลางานกับหัวหน้าเพื่อกลับไปพักผ่อนสงบสติอารมณ์
ทว่าก่อนจะก้าวขาออกจากโรงงาน เขาได้เดินตรงดิ่งไปหาผู้จัดการโรงงานหยางเพื่อทวงเอกสารงานวิจัยต้นฉบับของตัวเองคืนมา ซึ่งฝ่ายนั้นก็คืนให้แต่โดยดีอย่างไม่อิดออด ราวกับเตรียมการไว้แล้ว นั่นเป็นเพราะผู้จัดการโรงงานหยางได้สั่งให้หยางตงแอบคัดลอกข้อมูลสำคัญทั้งหมดเก็บไว้เรียบร้อยแล้วนั่นเอง
ผู้จัดการโรงงานหยางปั้นหน้ายิ้มแย้มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะแสดงความเมตตาปรานีว่า “สหายเจียง ตำแหน่งรองหัวหน้ากลุ่มเทคนิค ทางโรงงานยังคงเล็งเห็นว่าคุณเหมาะสมที่สุดนะ ถ้าคุณมีข้อเสนอหรือต้องการอะไรเพิ่มเติมก็บอกมาได้เลย ทางเรายินดีจะพิจารณาและประสานงานให้อย่างเต็มที่”
เจียงต้าไห่ได้แต่หัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อนความขมขื่นในใจแล้วตอบกลับไปตามมารยาท “ผู้จัดการโรงงานหยาง ผมจะกลับไปคิดทบทวนดูครับ”
หลังจากเดินจูงจักรยานคู่ใจออกมาจากโรงงานแล้ว เจียงต้าไห่ก็ยังไม่อยากกลับบ้านไปเจอบรรยากาศเดิมๆ เขาจึงปั่นจักรยานลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอย่างไร้จุดหมาย ปล่อยให้ลมปะทะใบหน้าหวังว่าจะช่วยพัดพาความขุ่นมัวในใจออกไปได้บ้าง
เขาขี่วนเวียนอยู่ค่อนวันจนกระทั่งดวงอาทิตย์เคลื่อนมาอยู่กลางศีรษะบอกเวลาเที่ยงวัน ท้องไส้เริ่มประท้วงหาอาหาร เขาจึงตัดสินใจปั่นมุ่งหน้าไปยังคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมเพื่อไปหาลูกสาวสุดที่รัก
เมื่อเจียงโม่หลี่เดินออกมาจากประตูใหญ่ของคณะศิลปะการแสดง เธอก็เหลือบไปเห็นร่างคุ้นตากำลังยืนรออยู่ พอเห็นว่าเป็นพ่อเธอก็ยิ้มกว้างจนตาหยี รีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาด้วยความดีใจ
“พ่อจ๋า วันนี้ลมอะไรหอบมาหาหนูถึงที่นี่ได้ จะมาชวนไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันเหรอคะ งั้นไปกันเถอะ เดี๋ยวหนูพาไปกินของอร่อยๆ เอง”
เมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่สดใสราวกับดอกทานตะวันของลูกสาว ความทุกข์ใจและความเครียดที่สะสมมาทั้งเช้าของเจียงต้าไห่ก็พลันมลายหายไปเกือบครึ่ง เขาอมยิ้มพลางพยักหน้าให้ลูกสาวอย่างเอ็นดู จากนั้นสองพ่อลูกก็พากันมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารมุสลิมเจ้าเดิมที่เคยมาทานกับหยางลี่ฉยงในครั้งก่อน
บรรยากาศภายในร้านช่วงเที่ยงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน กลิ่นหอมของเครื่องเทศและเนื้อย่างลอยอบอวลไปทั่วร้าน เจียงโม่หลี่หยิบเมนูขึ้นมาดูแล้วสั่งอาหารด้วยน้ำเสียงฉะฉานทันที “เอาเนื้อแกะนึ่งทรงเครื่อง สตูว์เนื้อวัวน้ำแดง แล้วก็ซี่โครงแกะย่าง...”
เจียงต้าไห่รีบยกมือห้ามเมื่อเห็นลูกสาวกำลังจะสั่งเพิ่มอีก “พอแล้วๆ แค่นี้ก็กินไม่หมดแล้วลูก”
เจียงโม่หลี่แสร้งทำหน้ามุ่ยแล้วพูดเสียงดังฟังชัดจงใจให้คนรอบข้างได้ยิน
“ไม่เยอะหรอกพ่อ บ้านเราไม่ใช่พวกตระหนี่ถี่เหนียวนะคะ อุตส่าห์ออกมาทานข้าวนอกบ้านทั้งทีจะมามัวเสียดายเงินอยู่ทำไม สั่งมาแค่จานสองจานมองไปบนโต๊ะมันดูน่าสมเพชจะตายไป ดูจนกรอบเหมือนขอทานเลย”
สิ้นเสียงหวานใสของเธอ บรรยากาศในร้านที่จอแจก็เงียบลงไปชั่วขณะ ก่อนจะมีสายตาพิฆาตจากโต๊ะรอบข้างพุ่งตรงมาที่เธอเป็นตาเดียว เพราะช่วงพักเที่ยงแบบนี้ คนส่วนใหญ่ก็สั่งอาหารแค่จานเดียวหรือสองจานเพื่อประหยัดเงินกันทั้งนั้น
การที่มีเด็กสาวหน้าตาดีมาพูดจาดูถูกเหยียดหยามคนอื่นว่าน่าสมเพชแบบนี้ ใครมันจะไม่โกรธ แม้แต่พนักงานเสิร์ฟที่ยืนจดรายการอาหารอยู่ยังต้องกัดฟันกรอด จ้องมองเจียงโม่หลี่ด้วยสายตาที่อยากจะเอาถาดฟาดหน้า นี่หล่อนตั้งใจมาก่อกวนร้านหรือยังไง
[ค่าความรังเกียจ +9 ยอดเงินเข้าบัญชี 90,000 หยวน]
ไม่ใช่แค่คนอื่นที่รู้สึกหมั่นไส้ แม้แต่เจียงต้าไห่ผู้เป็นพ่อแท้ๆ ยังรู้สึกว่าคำพูดของลูกสาวมันช่างระคายหูและน่ารังเกียจเหลือเกิน เขาต้องรีบแก้สถานการณ์ด้วยการหันไปบอกพนักงานด้วยน้ำเสียงเกรงใจ
“น้องครับ เอาแค่เนื้อแกะนึ่งทรงเครื่อง แล้วก็ผัดกะหล่ำปลีอีกจานก็พอครับ”
เจียงโม่หลี่รีบแทรกขึ้นมาทันควัน ไม่ยอมจบง่ายๆ “เพิ่มซี่โครงแกะย่างด้วยค่ะ ซี่โครงแกะร้านนี้ย่างได้กรอบนอกนุ่มใน ไขมันแทรกชุ่มฉ่ำ กัดเข้าไปทีนี่รสชาติเนื้อกระจายเต็มปาก อร่อยอย่าบอกใครเชียว”
เจียงต้าไห่ได้ยินคำบรรยายของลูกสาวก็น้ำลายสอ ความตั้งใจที่จะประหยัดเมื่อครู่พังทลายลงทันที “งั้น... เอาซี่โครงแกะย่างเพิ่มอีกที่ก็ได้”
พนักงานเสิร์ฟเห็นท่าทางวางก้ามของเจียงโม่หลี่แล้วก็นึกหมั่นไส้ จึงจงใจแนะนำเครื่องดื่มราคาแพงเพื่อหวังจะหักหน้า
“จะรับเครื่องดื่มอะไรดีคะ ร้านเรามีเหล้าอู่เหลียงเย่ เหมาไถ แล้วก็เฟินจิ่วด้วยนะคะ”
พนักงานสาวคิดในใจว่า แน่จริงก็สั่งเหล้าขวดละหลายสิบหยวนสิ แม่คนรวย!
เจียงโม่หลี่เท้าคางมองพนักงานด้วยสายตาใสซื่อตาใส “เอ... ร้านคุณมีสุราน้ำค้างหยกทองคำไหมคะ”
พนักงานชะงักไปเล็กน้อย “ไม่มีค่ะ”
“แล้วเหล้าข้าวฟ่างฝันเหลืองล่ะ มีไหม”
“ไม่มีค่ะ”
เจียงโม่หลี่ถอนหายใจยาวเหยียด โบกมือปัดๆ อย่างผิดหวัง “เฮ้อ... อันนั้นก็ไม่มี อันนี้ก็ไม่มี ร้านอาหารระดับนี้มาตรฐานตกต่ำจริงๆ เอาเถอะๆ ไม่เอาเครื่องดื่มแล้ว ครั้งหน้าฉันคงต้องคิดดูใหม่ว่าจะมาทานที่นี่อีกดีไหม”
พนักงานเสิร์ฟหน้าดำคล้ำด้วยความโกรธจัด สะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าจากไป พร้อมกับเอาเรื่องของเจียงโม่หลี่ไปนินทากับเพื่อนพนักงานที่มุมห้องทันทีว่า ยัยลูกค้าปากดีคนนี้ช่างเรื่องมากและน่ารำคาญที่สุด ถ้าไม่พอใจก็อย่ามาสิยะ!
[ค่าความรังเกียจ +3 ยอดเงินเข้าบัญชี 30,000 หยวน]
เจียงต้าไห่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ อดไม่ได้ที่จะตักเตือนลูกสาว “โม่หลี่ เวลาออกมาข้างนอกอย่าทำนิสัยเลือกกินเรื่องมากเหมือนอยู่บ้านสิลูก เดี๋ยวคนเขาจะเกลียดขี้หน้าเอา”
เจียงโม่หลี่ฉีกยิ้มกว้างอย่างไม่สะทกสะท้าน “หนูชอบให้คนเกลียดค่ะ ยิ่งพวกเขาเกลียดหนูแต่ทำอะไรหนูไม่ได้ หนูก็ยิ่งมีความสุข”
เจียงต้าไห่ “...” เขาได้แต่มองลูกสาวตาปริบๆ รู้สึกคันไม้คันมืออยากจะเขกหัวสักทีจริงๆ
เนื่องจากเป็นช่วงเที่ยงที่มีลูกค้าแน่นร้าน อาหารจึงออกช้ากว่าปกติ ระหว่างที่นั่งจิบชาและแทะเม็ดแตงโมรออาหาร เจียงต้าไห่ก็ถือโอกาสเล่าเรื่องราวความอัดอั้นตันใจที่เกิดขึ้นในโรงงานให้ลูกสาวฟัง ทั้งเรื่องที่หยางตงได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนก และเรื่องที่ทางโรงงานพยายามบีบให้เขารับตำแหน่งรองหัวหน้ากลุ่มเทคนิค
เจียงโม่หลี่นั่งฟังเงียบๆ แต่แววตาเริ่มฉายแววครุ่นคิด
“โม่หลี่ ลูกคิดว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวกับนังหนูฉิงหรือเปล่า” เจียงต้าไห่ถามขึ้นลอยๆ ตลอดช่วงเช้าที่เขาปั่นจักรยานระบายอารมณ์ สมองของเขาก็ขบคิดเรื่องนี้ไม่ตก คนที่จะสามารถเข้าถึงและขโมยข้อมูลงานวิจัยของเขาไปได้ นอกจากหลี่หงอิงผู้เป็นภรรยาแล้ว ก็มีแต่เจียงฉิงลูกเลี้ยงคนนั้น
หลี่หงอิงนั้นตัดทิ้งไปได้เลย เธอไม่มีเหตุจูงใจที่จะหักหลังสามีตัวเอง แต่เจียงฉิงนั้นต่างออกไป หล่อนมีความแค้นเคืองต่อเขาและครอบครัวนี้มาตลอด
ก่อนหน้านี้เขาก็แปลกใจอยู่แล้วว่าทำไมจู่ๆ หยางตงถึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเจียงฉิง ทั้งเรื่องฝากงานและหาที่พักให้ พอมาปะติดปะต่อเรื่องราวตอนนี้ ทุกอย่างมันดูลงล็อกไปหมด ราวกับว่าเจียงฉิงได้วางแผนการร้ายนี้มานานแล้ว
เจียงโม่หลี่ประสานมือเท้าคาง มองหน้าพ่อด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “พ่อคะ ดูเหมือนว่าพ่อจะไม่ซื่อบื้ออย่างที่หนูคิดนะเนี่ย ฉลาดขึ้นเยอะเลย”
เจียงต้าไห่ถลึงตาใส่ลูกสาว “พูดจาให้มันดีๆ หน่อย จะบอกว่าไม้ไผ่ผุๆ อย่างพ่อจะออกหน่อเป็นหน่อไม้ชั้นดีอย่างแกไม่ได้หรือไง”
คำเปรียบเปรยของพ่อทำให้เจียงโม่หลี่ถึงกับหลุดขำ เพราะมันช่างเห็นภาพและเถียงไม่ออกจริงๆ
หลังจากจัดการกับอาหารมื้อใหญ่จนอิ่มหนำสำราญ เจียงโม่หลี่ก็รับเอกสารงานวิจัยคืนมาจากเจียงต้าไห่ พร้อมกับกำชับแผนการบางอย่างให้พ่อทำตามสองสามข้อ ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกัน โดยเจียงโม่หลี่เดินทางกลับไปยังคณะศิลปะการแสดง
...
ก๊อก ก๊อก
“เชิญ”
“รองหัวหน้าหยาง ยุ่งอยู่หรือเปล่าคะ”
หยางลี่ฉยงเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เมื่อเห็นว่าเป็นเจียงโม่หลี่ คิ้วที่ขมวดมุ่นก็คลายลงเล็กน้อย “มีธุระอะไรหรือเปล่า”
เจียงโม่หลี่เดินนวยนาดเข้ามา เท้าแขนลงบนโต๊ะทำงานของเจ้านาย เอียงคอเล็กน้อยแล้วส่งสายตาหวานเชื่อม “ฉันคิดได้แล้วค่ะว่าอยากกินอะไร ฉันอยากกินข้าว แต่ไม่ใช่ข้าวธรรมดานะคะ ต้องเป็นข้าวหน้าคุณ แล้วก็อยากจิบเหล้าเบาๆ สักหน่อย แต่ต้องเป็นเหล้ารักกันตราบชั่วฟ้าดินสลาย”
หยางลี่ฉยงจ้องหน้าลูกน้องสาวตัวดีพลางกระตุกมุมปากยิ้มอย่างเสียไม่ได้ “ปากหวานขนาดนี้ ไปกินน้ำผึ้งที่ไหนมา”
“ปากหวานเพราะใจมันหวานค่ะ และที่ใจหวานก็เพราะข้างในใจฉันมีแต่พี่อยู่ไงคะ” พูดจบเธอก็ยกมือขึ้นทำท่ามินิฮาร์ทวางทาบไว้ที่ตำแหน่งหัวใจตัวเอง ส่งวิ้งค์ให้หนึ่งที
หยางลี่ฉยงมองท่าทางประหลาดๆ นั่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วปรับสีหน้าให้จริงจัง “พอได้แล้ว ทำตัวให้มันปกติหน่อย มีอะไรก็ว่ามาตรงๆ”
เจียงโม่หลี่ฉีกยิ้มกว้างเมื่อเข้าเรื่อง “ฉันอยากจะนัดกินข้าวกับพี่เฉินหลานสักมื้อน่ะค่ะ พี่ช่วยเป็นแม่สื่อ... เอ้ย เป็นคนกลางนัดพี่เขาให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ”
...
ในขณะเดียวกัน ที่มุมลับตาคนแถวโรงงาน
“หัวหน้าหยาง ยินดีด้วยนะคะ!”
หยางตงสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆ เจียงฉิงก็โผล่มาดักหน้า เขารีบหันซ้ายหันขวามองรอบตัวด้วยความหวาดระแวง เมื่อเห็นว่าไม่มีคนรู้จักอยู่แถวนั้นถึงได้ถอนหายใจโล่งอก “บอกแล้วไงว่าถ้าไม่มีธุระด่วนอย่ามาหาผมที่นี่ ถ้าใครมาเห็นเข้ามันจะไม่ดี”
เจียงฉิงเหยียดยิ้มมุมปาก “เราลงเรือลำเดียวกันแล้วนี่คะ ฉันไม่ทำเรื่องโง่ๆ อย่างการทุบหม้อข้าวตัวเองหรอก แต่ที่มาเนี่ยเพราะอยากจะทวงสัญญา สิ่งที่คุณรับปากฉันไว้ เมื่อไหร่จะทำให้เป็นจริงเสียที”
หยางตงรีบแก้ตัวหน้าตื่น “คุณอย่าเพิ่งใจร้อนสิ ทางโรงงานยอมรับผลงานวิจัยของผมก็จริง แต่เทคโนโลยีใหม่นี่มันยังเป็นแค่ทฤษฎีในกระดาษ มันต้องเอาไปใช้จริงให้ได้ผลก่อน ตอนนี้พ่อเลี้ยงของคุณหัวแข็งมาก เขาไม่ยอมเข้าร่วมกลุ่มเทคนิคกับผม ผมกำลังปวดหัวจะตายอยู่แล้วเนี่ย”
เจียงฉิงแอบด่าหยางตงในใจว่าไอ้โง่ เรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็จัดการไม่ได้ แต่ปากกลับเอ่ยแนะนำด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “สิ่งเดียวที่เจียงต้าไห่ต้องการที่สุดในตอนนี้คือโควตาบ้านพัก ขอแค่คุณรับปากว่าจะหาโควตาบ้านให้เขา เขาก็พร้อมจะกระดิกหางทำงานให้คุณแล้ว”
ดวงตาของหยางตงเป็นประกายขึ้นมาทันที ราวกับเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ “จริงด้วย! ทำไมผมคิดไม่ได้นะ คุณนี่ฉลาดจริงๆ วางใจเถอะ ขอแค่ผมรักษาตำแหน่งนี้ไว้ได้มั่นคงเมื่อไหร่ ผมจะหาโอกาสบรรจุคุณเป็นพนักงานประจำทันที”
“ดีค่ะ ฉันจะรอ”
เจียงฉิงมองตามแผ่นหลังของหยางตงที่เดินจากไป ในใจรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก เจียงต้าไห่... ถึงคราวที่คุณจะได้ลิ้มรสชาติของการลงแรงแทบตายแต่สุดท้ายกลายเป็นคนตัดชุดวิวาห์ให้คนอื่นใส่ดูบ้าง!
ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงต้าไห่กับนังลูกสาวตัวดีแย่งทุกอย่างไป เธอคงไม่ต้องตกต่ำแบบนี้ ยิ่งคิดถึงเรื่องที่เจียงโม่หลี่โชคดีได้เป็นที่ถูกตาต้องใจของผู้พันลู่เฉิง มันก็เหมือนมีก้างปลาติดอยู่ที่คอหอย กลืนไม่เข้าคายไม่ออก สร้างความเจ็บแค้นให้เธอทุกครั้งที่นึกถึง!
[จบบท]