บทที่ 25: เรียกอาสะใภ้สามสิ
เจียงโม่หลี่หมุนตัวกลับไปมองตามเสียง ก็พบเข้ากับลู่ถิงถิงที่ยืนวางมาดนางพญาอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร รอบกายรายล้อมไปด้วยเหล่าบริวารสาวราวกับฝูงผึ้งรุมล้อมราชินี
นอกจากอู๋เหม่ยเสียและซ่งเค่อที่เป็นขาประจำแล้ว ยังมีหญิงสาวหน้าตาคุ้นๆ อีกสามคนที่เธอนึกชื่อไม่ออกยืนทำหน้าเชิดหยิ่งอยู่ด้วย
พิจารณาจากการแต่งกายที่ดูนำสมัยและประณีตกว่าชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป เดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นเพื่อนร่วมสถาบันของลู่ถิงถิง
ในยุคสมัยนี้ แม้ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะถูกยกเลิกไปนานแล้ว แต่ประตูสู่รั้วมหาวิทยาลัยก็ยังแง้มเปิดรับนักศึกษาโควตาพิเศษจากกลุ่มคนงาน ชาวนา และทหาร ให้ได้เข้าไปชุบตัวสร้างโปรไฟล์
“เจียงโม่หลี่! ป่านนี้แล้วหล่อนไม่ไปยืนเฝ้าหน้าส้วม สะเออะวิ่งมาทำอะไรแถวนี้?”
“แล้วเธอคิดว่าฉันมาทำอะไรล่ะ?”
เจียงโม่หลี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย ท่าทางไม่ยี่หระต่อสายตาเหยียดหยามเหล่านั้น ในหัวสมองอันชาญฉลาดกำลังดีดลูกคิดรางแก้วคำนวณผลกำไรอย่างรวดเร็ว... ลูกแกะหน้าใหม่สามตัวนี้ ต้องรีดไถ 'ค่าความรังเกียจ' ออกมาให้คุ้ม!
ลู่ถิงถิงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาฉายแววดูถูกอย่างปิดไม่มิด
“เพิ่งมาทำงานวันแรกก็คิดจะอู้งานแล้วเหรอ ฉันว่าหล่อนคงไม่อยากทำแล้วมั้ง! ถ้าไม่อยากทำก็พูดมาตรงๆ คนที่เขาอยากได้งานนี้มีถมเถไป! แต่เตือนไว้ก่อนนะ ถ้าหลุดจากงานนี้เมื่อไหร่ หล่อนเตรียมเก็บกระเป๋าลงชนบทไปใช้แรงงานได้เลย ถึงตอนนั้นคงหนีไม่พ้นต้องไปเป็นเมียชาวไร่ชาวนา ปั๊มลูกหัวปีท้ายปี อย่าหวังจะได้กลับมาเห็นแสงสีในเมืองอีกเลย!”
ซ่งเค่อผู้ทำหน้าที่เป็นลูกคู่รีบก้าวเข้ามาผลักไหล่เจียงโม่หลี่เต็มแรง “หูหนวกหรือไง ไม่ได้ยินที่ถิงถิงพูดเหรอ? รีบไสหัวกลับไปเฝ้าส้วมของเธอเดี๋ยวนี้ ถ้าตกงานขึ้นมาล่ะก็ ระวังจะหาว่าพวกเราไม่เตือน!”
จังหวะนั้นเอง ลู่เฉิงที่เพิ่งทำธุระเสร็จเดินกลับเข้ามาในโซนห้างสรรพสินค้า สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวปะทะเข้ากับภาพเจียงโม่หลี่กำลังถูกฝูงนางมารร้ายรุมทึ้ง ใบหน้าที่หล่อเหลาคมเข้มพลันทะมึนลงจนน่ากลัว
เขาจ้ำพรวดเดียวก็มายืนตระหง่านอยู่ข้างกายเจียงโม่หลี่ รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน “พวกคุณทำอะไรกัน?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจการกดดันทำให้ซ่งเค่อถึงกับสะดุ้งสุดตัว ขาแข้งอ่อนแรงด้วยความตกใจ
เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับลู่เฉิงที่มองมาด้วยสายตาเย็นเยียบประหนึ่งจะเชือดคนด้วยสายตา เธอก็รีบหดคอหนีแล้วถอยกรูดไปหลบหลังลู่ถิงถิงราวกับหนูเจอแมว
“อะ...อาสาม!”
ลู่ถิงถิงเองก็ตกใจไม่แพ้กันที่เห็นลู่เฉิงโผล่มาที่นี่ ใบหน้าสวยเชิดฉายแววเลิ่กลั่ก “อาสามมาได้ยังไงคะ”
คำว่า 'อาสาม' ที่หลุดออกมาจากปากลู่ถิงถิง ทำเอาเจียงโม่หลี่ถึงกับคิ้วกระตุกด้วยความเซอร์ไพรส์
ดวงตากลมโตกลิ้งมองสลับระหว่างชายหนุ่มร่างยักษ์ข้างกายกับคุณหนูจอมเหวี่ยงตรงหน้า แล้วมุมปากก็กระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์... โลกกลมพรหมลิขิตขีดเขี่ยดีแท้
ลู่เฉิงเพิ่งจะเบนสายตามาเห็นหลานสาวตัวดีที่ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อน คิ้วเข้มขมวดมุ่น “ถิงถิง? มาทำอะไรที่นี่?”
โอกาสทองมาถึงมือ เจียงโม่หลี่มีหรือจะปล่อยให้หลุดลอย เธอรีบพุ่งเข้าไปคว้าท่อนแขนแกร่งของลู่เฉิงมากอดไว้แน่น ปรับโหมดเสียงเป็นสาวน้อยผู้อ่อนต่อโลกทันควัน “พี่ทหารคะ... คุณมาได้จังหวะพอดีเลย พวกนี้เขารุมรังแกฉัน น่ากลัวมากเลยค่ะ คุณต้องปกป้องฉันนะคะ”
ลู่เฉิงก้มมองแม่จิ้งจอกน้อยที่กำลังเล่นละครฉากใหญ่ข้างตัว รู้ทันทีว่าเธอกำลังจะปั่นหัวใครบางคน แต่เขาก็ยอมเล่นตามน้ำ “อืม”
ภาพบาดตาบาดใจทำเอาลู่ถิงถิงโกรธจนลมออกหู เสียงแหลมปรี๊ดตะเบ็งลั่น “เจียงโม่หลี่! นังหน้าไม่อาย! กล้าดียังไงมาเกาะแกะอาสามของฉัน! ปล่อยมือเดี๋ยวนี้นะ!!”
“ไม่ปล่อย! เรื่องอะไรจะปล่อย”
เจียงโม่หลี่ไม่เพียงแต่ไม่ปล่อย ยังจงใจเบียดตัวเข้าหาลู่เฉิงแล้วกอดแขนเขาแน่นขึ้นไปอีก ทำหน้าทำตาล้อเลียนยั่วโมโหสุดฤทธิ์
ลู่ถิงถิงสติแตก ถลันตัวเข้ามาหมายจะกระชากเจียงโม่หลี่ออกให้พ้น
นังไพร่ชั้นต่ำ บังอาจมาทำรุ่มร่ามกับอาสามผู้สูงส่งของเธอได้ยังไง!
เจียงโม่หลี่แสร้งทำเป็นหวาดกลัว รีบมุดตัวไปหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของลู่เฉิง แล้วโผล่หน้าออกมาฟ้องเสียงเครือ “พี่ทหารคะ ดูหลานสาวคุณสิคะ ดุจังเลย จะกินหัวฉันอยู่แล้วเนี่ย”
ลู่เฉิงยื่นมือหนาออกมาขวางลู่ถิงถิงไว้ ถอนหายใจอย่างเอือมระอา “ถิงถิง อย่ามาทำตัวไร้เหตุผลแถวนี้นะ!”
ลู่ถิงถิงกระทืบเท้าเร่าๆ ชี้นิ้วสั่นระริกไปที่เจียงโม่หลี่ “อาสาม! อาสามอย่าไปหลงกลมันนะคะ นังนี่มันก็แค่กอเอี๊ยะเน่าๆ ใครเข้าไปยุ่งด้วยก็มีแต่จะซวย อาสามถอยออกมาห่างๆ มันเลยนะคะ!”
เจียงโม่หลี่โผล่ศีรษะทุยๆ ออกมาจากเกราะกำบังมนุษย์ กระพริบตาปริบๆ ส่งวิ้งค์ให้ลู่เฉิงอย่างยั่วยวน “พี่ทหารสุดหล่อคะ มีแฟนหรือยังเอ่ย? ถ้ายังไม่มี... สนใจรับฉันไปเป็นเจ้าสาวไหมคะ?”
ในสายตาของพวกลู่ถิงถิง การกระทำของเจียงโม่หลี่ตอนนี้มันช่างไร้ยางอายเกินกุลสตรีจะพึงกระทำ
ทั้งเสแสร้ง แกล้งมารยา แถมยังกล้ามาอ่อยผู้ชายรุ่นอาต่อหน้าต่อตาประชาชี ผู้หญิงพรรค์นี้จับถ่วงน้ำโขงไปซะยังจะดีกว่า!
ติ๊ง! เสียงสวรรค์แห่งแต้มค่าความรังเกียจดังรัวๆ ในหัว
เจียงโม่หลี่ยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ เธอค่อยๆ เดินนวยนาดออกมาจากด้านหลังลู่เฉิง แล้วกระดิกนิ้วเรียกลู่ถิงถิงอย่างถือดี “หลานรัก... ไหนลองเรียก 'อาสะใภ้สาม' ให้ชื่นใจหน่อยซิ”
เส้นความอดทนของลู่ถิงถิงขาดผึง “อีบ้าเจียงโม่หลี่! แกตายซะเถอะ!”
ฝ่ามือเรียวเงื้อขึ้นสูงหมายจะตบสั่งสอนนังแพศยาให้หน้าหัน แต่ทว่า... มือหนาปานคีมเหล็กของลู่เฉิงก็คว้าข้อมือเธอไว้ได้กลางอากาศ
“อาสาม! อาสามจะปกป้องมันทำไมคะ มันก็แค่ผู้หญิงชั้นต่ำ...”
ใบหน้าของลู่เฉิงเย็นเยียบลงจนน่าขนลุก “ระวังปากหน่อยถิงถิง! ใครสอนให้พูดจาดูถูกคนอื่นแบบนี้? หัดให้เกียรติคนอื่นบ้าง!”
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยคำสั่งประกาศิต “ขอโทษอาสะใภ้สามของหลานเดี๋ยวนี้!!”
ลู่ถิงถิงยืนตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกโพลงแทบถลนออกมานอกเบ้า ให้เธอขอโทษเจียงโม่หลี่? ฝันไปเถอะ!
เดี๋ยวนะ... เมื่อกี้อาสามพูดว่าอะไรนะ?
อา...สะใภ้...สาม?!
สมองของลู่ถิงถิงเหมือนเครื่องจักรที่น็อตหลุด เธอต้องหูฝาดไปแน่ๆ หรือไม่ก็โกรธจนประสาทหลอน!
อาสามผู้แสนสมบูรณ์แบบ เป็นถึงนายทหารอนาคตไกล จะมาคว้าผู้หญิงก้นซอยอย่างเจียงโม่หลี่มาทำเมียเนี่ยนะ? ให้เธอเชื่อว่าหมูบินได้ยังง่ายกว่า!
“อาสาม...”
“หูหนวกหรือไง? อาบอกให้ขอโทษอาสะใภ้สาม”
เจียงโม่หลี่แอบกระตุกชายเสื้อลู่เฉิงเบาๆ แสร้งทำเสียงอ่อนเสียงหวานแบบผู้ใหญ่ใจดี “คุณคะ... อย่าไปดุหลานแกนักเลย แกยังเด็กยังไม่ค่อยรู้ความ ค่อยๆ สอนกันไปก็ได้ค่ะ”
ลู่เฉิงปรายตามองภรรยาตัวแสบ “งั้นคุณจัดการเอง?”
“จัดไปค่ะ!”
ลู่ถิงถิงยืนอ้าปากค้างเหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่าง “อาสาม... อาสามกับนัง... เอ้ย ผู้หญิงคนนี้... รู้จักกันจริงๆ เหรอคะ?”
“นี่คืออาสะใภ้สามของเธอ เจียงโม่หลี่ จำใส่สมองไว้ แล้วเรียกซะ”
“เป็นไปไม่ได้! ยัยนี่เนี่ยนะจะเป็นอาสะใภ้ฉัน!?”
ลู่เฉิงหน้าตึงเปรี๊ยะ “ลู่ถิงถิง! กิริยาชี้หน้าผู้ใหญ่แบบนี้ใครเขาสั่งเขาสอน? ส่งไปเรียนหนังสือตั้งสูงเสียเปล่าจริงๆ!”
ลู่ถิงถิงสะดุ้งโหยงรีบชักมือกลับ แต่ดวงตายังคงจ้องมองเจียงโม่หลี่ด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
รับไม่ได้! ให้ตายก็รับไม่ได้ที่ศัตรูคู่อาฆาตจะกลายมาเป็นญาติผู้ใหญ่!
บรรยากาศมาคุของลู่ถิงถิงช่างสวนทางกับความเบิกบานใจของเจียงโม่หลี่ เธอฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี “หลานรัก... อาสะใภ้เห็นช่วงนี้หลานดูว่างงานเหลือเกิน พอดีช่วงนี้ฉันกับอาสามของหลานยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมงานแต่งงาน งานล้างส้วมตรงนั้นคงต้องรบกวนหลานกตัญญูช่วยไปดูแลแทนอาสะใภ้สักสองสามวันนะจ๊ะ”
“เรื่องอะไรยะ! ฝันไปเถอะ!”
“อ้าว... ก็งานนี้หลานเป็นคนวิ่งเต้นหามาประเคนให้ฉันเองไม่ใช่เหรอจ๊ะ? คนไร้ความสามารถอย่างฉันยังทำได้ ปัญญาชนผู้ทรงเกียรติอย่างหลานต้องทำได้ดีกว่าฉันแน่นอน”
ลู่เฉิงหันขวับมามองหลานสาว สายตาคมกริบ “งานล้างส้วมนี่... เธอเป็นคนหาให้อาสะใภ้ทำงั้นเหรอ?”
แม้ลู่ถิงถิงจะมั่นใจว่าตัวเองทำถูกที่สั่งสอนเจียงโม่หลี่ แต่พอเจอกับสายตาพิฆาตของลู่เฉิง เธอก็อดใจแป้วไม่ได้
“ก็... ก็ยัยนั่นมาขอร้องให้ฉันช่วยหางานให้เองนี่คะ! ฉันก็ช่วยสงเคราะห์ให้แล้วไง ไม่ได้เอาปืนจ่อหัวบังคับให้ทำสักหน่อย!”
ลู่เฉิงเห็นลู่ถิงถิงมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก นิสัยเอาแต่ใจชอบกลั่นแกล้งคนอื่นทำไมเขาจะไม่รู้ เจตนาหาเรื่องเจียงโม่หลี่ชัดเจน
ต่อให้เจียงโม่หลี่ไม่ใช่เมียเขา เขาก็ทนเห็นหลานสาวตัวเองใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกคนอื่นไม่ได้
“ทางกองทัพกำลังจะเปิดโรงเรียนลูกหลานทหารในถิ่นทุรกันดาร กำลังขาดแคลนครูอาสาพอดี อาเห็นว่าบุคลิกอย่างเธอน่าจะเหมาะ เดี๋ยวอาจะไปลงชื่อสมัครให้”
“ไม่เอา! ฉันไม่ไป! หัวเด็ดตีนขาดฉันก็ไม่ไป!”
ลู่ถิงถิงหน้าซีดเผือด การไปเป็นครูดอยในที่กันดารที่มีแต่ป่าเขาและยุงป่า สำหรับคุณหนูอย่างเธอเท่ากับตกนรกทั้งเป็น
แต่สีหน้าจริงจังของลู่เฉิงบอกให้รู้ว่านี่ไม่ใช่คำขู่ลอยๆ
ระหว่างยอมก้มหน้าล้างส้วมในห้างหรู กับต้องระเห็จไปต้มมาม่ากินกลางป่าเขา... ลู่ถิงถิงจำใจต้องกลืนเลือดเลือกอย่างแรก
“พรุ่งนี้เช้าเจ็ดโมงครึ่ง อย่ามาสายนะจ๊ะหลานรัก” เจียงโม่หลี่ขยี้ซ้ำ
ฝากไว้ก่อนเถอะนังเจียงโม่หลี่! แค้นนี้ต้องชำระ!
มองดูแผ่นหลังของลู่ถิงถิงที่เดินกระฟัดกระเฟียดจากไป เจียงโม่หลี่รู้สึกฟินจนแทบจะลอยได้
“พอใจแล้วใช่ไหมคุณน่ะ?”
“ทำไมคะ? สงสารหลานสาวสุดที่รักเหรอ?”
“พี่ใหญ่ไม่อยู่บ้าน พี่สะใภ้ก็เลี้ยงแกมาแบบตามใจจนเคยตัว นิสัยเลยเสียไปบ้าง คุณเป็นผู้ใหญ่กว่าก็อย่าไปถือสาหาความเด็กมันเลย”
เจียงโม่หลี่ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “คติประจำใจฉัน... ดีมาดีตอบ ร้ายมาก็ร้ายกลับเป็นสองเท่าค่ะ”
ลู่เฉิงมองเธอด้วยสายตาอ่านยาก “ยอมคนไม่เป็นเลยสินะ?”
“แน่นอนค่ะ ชีวิตนี้ฉันสะกดคำว่าเสียเปรียบไม่เป็น”
ลู่เฉิงลอบยิ้มในใจ... ไม่ยอมคนก็ดีเหมือนกัน เขาเป็นทหารต้องไปปฏิบัติภารกิจบ่อยๆ จะได้ไม่ต้องคอยพะวงว่าเมียจะโดนใครรังแก
เจียงโม่หลี่เงยหน้ามองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดทหารที่ดูองอาจผ่าเผย แววตาเป็นประกายวิบวับ “คิดไม่ถึงเลยนะคะเนี่ย... ว่าคุณจะมีหลานสาวตัวโตเป็นควายขนาดนี้แล้ว”
“ผมก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน ว่าคุณจะรู้จักกับถิงถิง”
ปากตอบไปแบบนั้น แต่ในใจลู่เฉิงเริ่มรู้สึกตะขิดตะขวงใจ... หรือแม่คุณกำลังจะบอกใบ้ว่าเขาแก่คราวพ่อ?
“พวกเราเป็นเพื่อนร่วมรุ่นสมัยมัธยมปลายน่ะค่ะ”
“มิน่าล่ะผมถึงไม่เคยเห็นคุณ ตอนถิงถิงเรียนมัธยม ผมประจำการอยู่ที่ชายแดนตลอด”
ทั้งสองเดินเคียงคู่คุยกันไปเรื่อยๆ บรรยากาศรอบตัวดูผ่อนคลายและเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด จนคนที่เดินผ่านไปมาต่างอดมองด้วยความชื่นชมไม่ได้
...
“ถิงถิง...”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำให้ลู่ถิงถิงที่กำลังเดินปาดน้ำตาหันขวับไปมอง
“พี่เมิ่งเวย...”
วินาทีที่เห็นหน้าเมิ่งเวย เขื่อนน้ำตาของลู่ถิงถิงก็พังทลายลงทันที เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
สำหรับลู่ถิงถิงแล้ว เมิ่งเวยคือพี่สาวแสนดีที่เข้าใจเธอที่สุด เป็นที่พึ่งทางใจมาตั้งแต่เด็ก
“เป็นอะไรไปร้องไห้ทำไม? ใครรังแกเธอ?”
“ฮือๆๆ... ก็นังเจียงโม่หลี่น่ะสิคะ...”
[จบบท]