บทที่ 29: ศักดิ์ศรีค้ำคอ
หลี่หงอิงเดินเข้าครัวมาทันได้ยินโจวเสี่ยวชิงกำลังซักไซ้ไล่เลียงลูกสาวของตนอยู่พอดี เธอจึงรีบเอ่ยขัดจังหวะขึ้น
"เสี่ยวชิง เหมือนแม่เธอจะเรียกหานะ ลองออกไปดูหน่อยสิ"
พอได้ยินชื่อแม่ โจวเสี่ยวชิงก็หุบปากฉับแล้วรีบเดินกลับเข้าห้องฝั่งตะวันออกไปทันที
เมื่อคนนอกพ้นสายตาไปแล้ว หลี่หงอิงจึงขยับเข้าไปใกล้ลูกสาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอย่างคนไม่ค่อยมีความมั่นใจ
"แม่รู้นะว่าเงื่อนไขทางบ้านของเจียหมิงเทียบกับทางฝั่งสหายลู่ไม่ได้เลย แต่ลุงเจียงเขาก็รับปากแล้วว่าจะจัดการเรื่องสินเดิมกับงานเลี้ยงให้สมหน้าตา ให้ลูกได้แต่งเข้าบ้านตระกูลจางไปอย่างไม่อายใคร"
"หนูไม่ต้องการของพวกนั้น" น้ำเสียงของเจียงฉิงแข็งกร้าว
ปกติแล้วหลี่หงอิงเป็นคนหัวอ่อน ยอมคนง่าย แต่พอมาเจอลูกสาวตัวเองทำตัวดื้อด้านแบบนี้ เธอก็อดมีน้ำโหขึ้นมาบ้างไม่ได้
"นี่ลูก เรื่องของลูกกับเจียหมิง ลุงเจียงเขาอุตส่าห์ใจกว้างไม่ถือสาหาความ แถมยังยินดีควักเนื้อจัดแจงข้าวของให้ ลูกอย่าทำตัวไม่รู้จักพอจะได้ไหม"
คำพูดของแม่เหมือนราดน้ำมันลงกองไฟ เจียงฉิงสวนกลับด้วยความอัดอั้น
"หนูทำผิดอะไรมิทราบ! ดูไม่ออกหรือไงว่าจางเจียหมิงกับเจียงโม่หลี่มันก็ศีลเสมอกันนั่นแหละ ถ้าพ่อเห็นค่าเจียหมิงจริงๆ ป่านนี้คงยัดเยียดลูกสาวแท้ๆ ของเขาใส่พานถวายไปนานแล้ว จะตกมาถึงมือลูกติดอย่างหนูเหรอ! ที่หนูยอมตกลงปลงใจกับจางเจียหมิงนี่ก็เพื่อกู้หน้าให้ลุง ช่วยไม่ให้เขากับตระกูลจางต้องมองหน้ากันไม่ติด เขาต่างหากที่ควรจะขอบคุณหนู!"
หลี่หงอิงฟังแล้วก็ได้แต่อึ้ง เธอรู้สึกว่าตรรกะของลูกสาวช่างบิดเบี้ยวและเข้าข้างตัวเองเหลือเกิน แต่ด้วยความที่เป็นคนเถียงใครไม่เก่ง เธอจึงได้แต่อึกอัก ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาโต้แย้ง
บรรยากาศมาคุในครัวชะงักลงเมื่อโจวเสี่ยวชิงเดินย้อนกลับเข้ามา สองแม่ลูกจึงจำต้องสงบศึกและแยกย้ายกันทำงานของตัวเองไปเงียบๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงตะโกนโหวกเหวกของเจียงเผิงก็ดังลั่นมาจากหน้าบ้าน
"พ่อ! พี่! ผมกลับมาแล้ว!"
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าลานบ้าน เด็กหนุ่มก็พุ่งไปคว้าแก้วน้ำเคลือบมาตักน้ำกรอกใส่ปากอึกๆ ราวกับคนอดน้ำมาแรมปี
เจียงต้าไห่มองลูกชายคนเล็กด้วยสายตาเอือมระอา
"ยังรู้จักทางกลับบ้านอยู่อีกเรอะ นึกว่าตายอยู่นอกบ้านไปแล้ว วันๆ ไม่เห็นหัว"
เจียงโม่หลี่ที่นั่งเล่นอยู่แถวนั้นเงยหน้าขึ้นมองน้องชาย
"ทำไมวันนี้กลับมาเร็วนักล่ะ ปกติเห็นหายหัวไปทั้งวัน"
ปัง!
เจียงเผิงกระแทกแก้วน้ำลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น เขาหันไปมองหน้าพ่อที หันมามองพี่สาวที สีหน้าดูบิดเบี้ยวคล้ายคนจะร้องไห้ก็ไม่ใช่ จะโมโหก็ไม่เชิง มันคือสีหน้าของคนที่มีความอัดอั้นตันใจอย่างที่สุด
"สรุปทั้งสองคนอยากให้ผมกลับมา หรือไม่อยากให้กลับกันแน่!"
เจียงโม่หลี่เลิกคิ้ว
"อ้าว ก็ถ้านายกลับมาแล้วใครจะเฝ้าประตูส้วมให้ฉันล่ะ"
เจียงต้าไห่ขมวดคิ้วมุ่น มองลูกทั้งสองสลับกันด้วยความงุนงง
"คุยภาษาอะไรกัน เฝ้าอะไรนะ"
เจียงเผิงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้จนขาเก้าอี้ร้องเอี๊ยด หอบหายใจแฮกๆ ก่อนจะหันไปฟ้องพี่สาว
"ผมกำลังจะบอกพี่เรื่องนี้แหละ เขาไล่ผมกลับมา! แล้วยังฝากมาด่าพี่ด้วยว่าทัศนคติในการทำงานของพี่ไม่ผ่าน เขาเลยยึดงานคืน ไม่ให้พี่ทำแล้ว!"
คราวนี้เจียงต้าไห่ยิ่งฟังยิ่งมึนตึ้บ
"งาน? งานอะไร โม่หลี่ ลูกไปมีงานทำตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมพ่อไม่ระแคะระคายเลย"
สำหรับเจียงโม่หลี่ การเสียงานเฝ้าส้วมสาธารณะไม่ได้ทำให้ขนหน้าแข้งเธอร่วงแม้แต่น้อย เดิมทีเธอก็ไม่ได้พิสมัยกลิ่นอบอวลพวกนั้นอยู่แล้ว แต่ในเมื่อมีบทให้เล่น เธอก็ต้องเล่นให้สมบทบาทนางร้ายขี้โวยวายเสียหน่อย
หญิงสาวลุกขึ้นยืนเท้าเอว
"เหลวไหล! พูดจาหมาๆ ทัศนคติฉันไม่ดียังไง ไปลากคอคนพูดมาคุยกับฉันเดี๋ยวนี้เลย!"
เจียงเผิงทำหน้าปูเลี่ยน
"เขาก็พูดมาแบบนั้นแหละพี่"
"เรื่องนี้จะยอมไม่ได้เด็ดขาด ฉันจะไปคุยให้รู้เรื่อง ใครจะมายอมโดนด่าฟรี!"
เจียงโม่หลี่ทำท่าจะพุ่งตัวออกไปหาเรื่องจริงๆ จนเจียงต้าไห่ต้องรีบคว้าคอเสื้อลูกสาวเอาไว้
"พอได้แล้ว! หยุดบ้าสักที สรุปมันเรื่องอะไรกันแน่ เล่ามาให้หมด!"
เสียงเอะอะโวยวายดังลั่นบ้าน จนทำให้หลี่หงอิงกับเจียงฉิงที่ง่วนอยู่ในครัว และครอบครัวโจวเหว่ยกวงที่อยู่ห้องข้างๆ ต้องโผล่หน้าออกมามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เจียงโม่หลี่จึงฉอดๆ เล่าเรื่องที่เธอไหว้วานคนรู้จักให้หางานเฝ้าส้วมสาธารณะให้ แต่ทำได้แค่วันเดียว... ไม่สิ ครึ่งวันก็ยังไม่ถึง ก็โดนไล่ออกเสียแล้ว เธอเล่าด้วยน้ำเสียงฉะฉานมั่นใจราวกับตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ
เล่าจบยังไม่วายเชิดหน้าเถียง
"เขาเอาอะไรมาวัดว่าทัศนคติฉันไม่ดี ฉันไม่ดีตรงไหนมิทราบ"
เจียงเผิงที่อดรนทนไม่ไหวโพล่งขึ้นมา
"เขาบอกว่าพี่ละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน!"
"ฉันมีธุระสำคัญระดับชาติที่ต้องไปทำ แล้วฉันก็ฝากให้นายเฝ้าแทนแล้วไม่ใช่หรือไง!"
เจียงเผิงหุบปากเงียบกริบ ความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาจุกอก
หลังจากที่พี่สาวตัวดีหนีไปเดตกับลู่เฉิงได้ไม่นาน ความง่วงก็เข้าครอบงำ เขาเลยแอบไปงีบหลับอย่างสบายใจที่แปลงดอกไม้ข้างๆ กะว่าสักพักค่อยตื่น ใครจะไปซวยเจอเจ้าหน้าที่เขตมาตรวจงานพอดีเป๊ะ
เมื่อความจริงกระจ่าง เจียงต้าไห่ก็ได้แต่ถลึงตามองลูกในไส้ทั้งสองคน จะโกรธก็โกรธไม่ลง จะขำก็ขำไม่ออก
ไอ้โมโหที่ลูกสาวทำงานหลุดมือน่ะก็ส่วนหนึ่ง แต่งานเฝ้าส้วมเนี่ยนะ... มันใช่งานที่ลูกสาวเขาควรทำหรือไง
ลูกสาวเขาสวยปานนางฟ้าลงมาจุติ แถมยังมีความรู้ท่วมหัว จะให้ไปนั่งดมกลิ่นอุนจิชาวบ้านแลกเศษเงินได้ยังไง คิดแล้วก็กลุ้ม
และแน่นอน ข่าวดีๆ ไม่เคยไปไกล แต่ข่าวร้ายๆ ติดปีกบินไวยิ่งกว่าจรวด
หวังเหลียนฮวาผู้ทำหน้าที่สถานีวิทยุชุมชนประจำบ้านพักข้าราชการ รีบคาบข่าวเรื่องเจียงโม่หลี่ตกงานไปกระจายต่อทันที
สองครอบครัวอาศัยอยู่ในลานบ้านเดียวกันมานาน หวังเหลียนฮวาหมั่นไส้นิสัยรักสบาย เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อของเจียงโม่หลี่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ตอนแรกที่อุตส่าห์แนะนำเจียงโม่หลี่ให้หลานชายตัวเอง เธอก็รู้สึกผิดกับน้องชายแทบตายที่เอา "ตัวภาระ" แบบนี้ไปยัดเยียดให้
แต่ใครจะไปคิดว่านังเด็กเจียงโม่หลี่กลับทำตัวเรื่องมาก เลือกโน่นติหนี่ จนไม่เอาหลานชายเธอเสียอย่างนั้น
พอรู้ข่าวว่าคู่หมั้นของเจียงโม่หลี่โดนเจียงฉิงแย่งไป หวังเหลียนฮวาก็ดีใจจนแทบจะจุดประทัดฉลอง รู้สึกว่าสวรรค์มีตา ลงโทษคนนิสัยเสียอย่างสาสม
แต่สุดท้าย... สวรรค์ดันเล่นตลก เจียงโม่หลี่กลับไปเข้าตาหัวหน้าของคู่หมั้นคนเก่าเสียได้!
มันน่าเจ็บใจนัก!
คนขี้เกียจสันหลังยาวอย่างเจียงโม่หลี่ควรจะขึ้นคานตายคาบ้านไปเลยถึงจะถูก!
"น่าขำชะมัด งานยังไม่ทันจะอุ่นมือก็ทำหลุดซะแล้ว คนอะไรมันจะไม่ได้เรื่องได้ราวขนาดนั้น"
"เจียงต้าไห่นี่สงสัยชาติที่แล้วไปพังศาลเจ้าที่ไหนมา ชาตินี้ถึงได้มีลูกล้างผลาญแบบนี้"
ในขณะเดียวกัน โจวเสี่ยวชิงก็ไม่น้อยหน้า เธอลากกลุ่มเพื่อนสาวในบ้านพักข้าราชการมาจับกลุ่มนินทาหัวเราะเยาะเรื่องเจียงโม่หลี่ตกงานอย่างสนุกปาก
"พวกเธอว่า ถ้าคนแซ่ลู่รู้สันดานขี้เกียจของแม่นั่น เขาจะขอถอนหมั้นไหม"
"โดนถอนหมั้นมาหนหนึ่งแล้ว ถ้าโดนอีกรอบ ชาตินี้คงต้องขายไม่ออกเตรียมบวชชีแล้วล่ะ"
"สมน้ำหน้า!"
[ค่าความรังเกียจ +1 +1 +1…]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังรัวๆ ราวกับเสียงเหรียญหล่นในตู้สล็อตแมชชีน ข่าวเรื่องตกงานแพร่สะพัดไปทั่วบ้านพักข้าราชการโรงงานเครื่องจักร เจียงโม่หลี่ได้รับคำเยาะเย้ยถากถางมากมาย พร้อมกับค่าความรังเกียจที่พุ่งสูงขึ้นเป็นกอบเป็นกำ
ระบบวายร้ายถึงกับนั่งเท้าคางมองด้วยความชินชา
โฮสต์ของมันทำภารกิจง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก แค่หายใจทิ้งไปวันๆ แต้มก็ไหลมาเทมา
แม้เจียงฉิงจะชินชากับเรื่องความล้มเหลวของเจียงโม่หลี่ เพราะตั้งแต่เรียนจบ เจียงต้าไห่ก็วิ่งเต้นหางานให้ลูกสาวแท้ๆ มาตลอด แต่ก็โดนเจียงโม่หลี่ทำพังทุกรอบด้วยเหตุผลสารพัด
แต่ลึกๆ ในใจเจียงฉิงก็รู้สึกได้รับการเยียวยาอย่างประหลาด
ต่อให้ตอนนี้เจียงโม่หลี่จะเหนือกว่าเธอทุกอย่าง ได้ผู้ชายที่ดีกว่า รวยกว่า แต่คนนิสัยแบบนั้น... ไม่ช้าก็เร็วต้องทำตัวเองพังพินาศแน่ ดูสิ ขนาดงานง่ายๆ ยังรักษาไว้ไม่ได้เลย
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเย็นวันนี้ค่อนข้างคึกคัก เจียงฉิงเปิดประเด็นเรื่องจดทะเบียนสมรสกับเจียงต้าไห่
"ใบรายงานการแต่งงานของเจียหมิงส่งขึ้นไปแล้วค่ะ รออนุมัติลงมาเราก็จะไปจดทะเบียนกัน งานเลี้ยงคงไม่จัดใหญ่โตอะไร แค่เชิญญาติสองฝ่ายมากินข้าวด้วยกันสักมื้อก็พอ"
เจียงต้าไห่รู้ดีว่าลูกเลี้ยงคนนี้เป็นคนทะนงตัวและหยิ่งในศักดิ์ศรี เขาพยักหน้าเบาๆ
"ในเมื่อเธอกับเจียหมิงตัดสินใจแล้วก็ตามใจเถอะ แล้วเรื่องสินเดิมล่ะ เธออยากได้อะไรไหม ลุงจะได้เตรียมให้"
เจียงฉิงใจแกว่งไปครู่หนึ่ง ความโลภและความอยากสบายตีตื้นขึ้นมา แต่สุดท้ายทิฐิก็ชนะ เธอส่ายหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง
"ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันกับเจียหมิงมีมือมีเท้า วันข้างหน้าเราหาเงินสร้างครอบครัวกันเองได้ ฉันไม่อยากรบกวนลุง"
หลี่หงอิงผู้ผ่านโลกมามากรู้ดีว่าลูกสาวมาดื้อตาใสตอนนี้ไม่มีผลดีอะไร มีแต่จะอดตาย เธอร้อนใจจนนั่งไม่ติดเก้าอี้
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะอ้าปากเกลี้ยกล่อมลูกสาว
แปะ! แปะ! แปะ!
เสียงปรบมือของเจียงโม่หลี่ดังแทรกขึ้นมาราวกับเสียงระฆังหมดขยก เรียกสายตาของทุกคนในบ้านให้หันไปมองเป็นตาเดียว
หญิงสาวยิ้มกว้างจนตาหยี ตะโกนเสียงดังลั่นเพื่อให้เพื่อนบ้านได้ยินกันถ้วนหน้า
"ดี! ดีมาก! มีศักดิ์ศรีจริงๆ น่านับถือสุดๆ! ทุกคนได้ยินกันหมดนะ! อาเหว่ยกวง! ป้าเหลียนฮวา! พวกคุณก็ได้ยินใช่ไหม เจียงฉิงเธอปฏิเสธสินเดิมเองนะ ไม่ใช่พ่อฉันใจร้ายขี้เหนียวกับลูกเลี้ยง พวกคุณต้องเป็นพยานให้พ่อฉันนะ!"
ความเงียบปกคลุมไปทั่วลานบ้านชั่วขณะ ก่อนที่โจวเหว่ยกวงที่โดนเอ่ยชื่อเรียกจะจำใจต้องถือชามข้าวเดินออกมาจากบ้านด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
"สหายเจียง ยินดีด้วยนะ ลูกสาวสองคนได้ออกเรือนทั้งคู่ ถือเป็นมงคลซ้อนมงคลเลยทีเดียว"
"หนูเสี่ยวชิงบ้านนายก็ทั้งสวยทั้งเก่ง ต้องหาลูกเขยดีๆ ให้นายได้แน่ๆ ไม่ต้องห่วง"
เจียงต้าไห่ตอบกลับตามมารยาท
"ขอให้สมพรปากนะ"
หลังจากเยินยอกันพอเป็นพิธี โจวเหว่ยกวงก็รีบมุดหัวกลับเข้าบ้านไป ไม่อยากยุ่งเรื่องชาวบ้านมากนัก
เจียงต้าไห่หันกลับมามองวงข้าว แล้วก็ไม่พูดเรื่องสินเดิมของเจียงฉิงอีกเลย
เขาก็มีอารมณ์เหมือนกัน ในเมื่อลูกเลี้ยงอยากจะทำตัวเป็นนางเอกผู้เสียสละ ไม่เอาก็ไม่ต้องเอา เขาจะได้ประหยัดเงินไว้ซื้อเหล้ากิน ดีเสียอีก
เขาหันมาถามลูกสาวตัวแสบอย่างเจียงโม่หลี่บ้าง
"แล้วลูกล่ะ เตรียมจะไปจดทะเบียนกับเสี่ยวลู่วันไหน"
เจียงโม่หลี่คืบกับข้าวเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนตอบอย่างไม่ใส่ใจ
"พวกเราจะจดวันที่ 16 ค่ะ"
ได้ยินว่าวันที่ 16 เจียงต้าไห่ก็ชะงักตะเกียบไป
เขานึกในใจว่าวันนี้ก็วันที่ 16 แล้วนี่หว่า... แต่นี่เพิ่งจะมาสู่ขอเมื่อเช้า คงไม่ได้แอบไปจดทะเบียนกันมาเมื่อตอนบ่ายแบบสายฟ้าแลบหรอกนะ
"วันที่ 16 เดือนหน้าเหรอ" เขาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
"เดือนนี้แหละ"
คำตอบสั้นๆ ของลูกสาวทำเอาเจียงต้าไห่เริ่มหงุดหงิด
"พูดจาให้มันดีๆ สรุปวันไหนกันแน่ วันนี้มันก็ 16 แล้วนะ!"
ที่ห้องฝั่งตะวันออก ครอบครัวโจวเหว่ยกวงต่างพากันเงี่ยหูฟังจนแทบจะแนบกับฝาผนัง
โดยเฉพาะแม่ลูกคู่ขวัญอย่างหวังเหลียนฮวากับโจวเสี่ยวชิง การที่เจียงโม่หลี่ได้แต่งงานกับนายทหารสัญญาบัตรอนาคตไกล ทำให้พวกเธอรู้สึกริษยาจนแทบกระอักเลือด ข้าวเย็นมื้อนี้คงกลืนไม่ลงคอเป็นแน่
[จบบท]