บทที่ 30: วิวาห์ฟ้าแลบ
“วันนี้แหละ”
คำตอบสั้นห้วนของเจียงโม่หลี่หลุดออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่มอย่างไม่ยี่หระต่อสายตาใคร
ทว่านอกจากเจียงเผิงผู้เป็นน้องชายที่นั่งตาแป๋วอยู่แล้ว คนในบ้านตระกูลเจียงกลับไม่มีใครปักใจเชื่อน้ำคำของเธอเลยสักคน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความเงียบที่เจือกระแสความไม่ไว้วางใจ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังแทรกเข้ามาทำลายความวังเวง
โจวเสี่ยวชิง เพื่อนบ้านสาวคู่กัดขาประจำ ทนเก็บความหมั่นไส้ไว้ไม่ไหวถึงขั้นต้องถือชามข้าวเดินอาดๆ ออกมาจากบ้านตัวเองเพื่อมาเยาะเย้ยถึงที่
“โอ๊ย เจียงโม่หลี่ นี่เธออยากแต่งงานจนสติสตังไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วหรือไง” โจวเสี่ยวชิงเบ้ปากพลางกรอกตามองบน “แต่ก็นะ ดันโชคดีเหมือนหนูตกถังข้าวสาร เจอผู้ชายเกรดพรีเมียมขนาดนั้น ถ้าหลุดมือไปคงหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ก็ต้องรีบตะครุบไว้แน่นๆ เป็นธรรมดาแหละเนอะ”
เจียงต้าไห่ถึงจะโมโหที่ลูกสาวคนเล็กพูดจาเหลวไหลไม่เข้าท่า แต่พอได้ยินคนนอกมาค่อนขอดลูกในไส้ เขาก็หน้าตึงขึ้นมาทันที
“เสี่ยวชิง กลับไปกินข้าวที่บ้านดีๆ เถอะ เดี๋ยวกับข้าวจะเย็นชืดหมด มันไม่อร่อยนะ”
น้ำเสียงของชายวัยกลางคนเจือแววไล่แขกอย่างชัดเจน โจวเสี่ยวชิงไม่ใช่คนโง่ที่จะฟังไม่ออก แต่ระดับความหน้าหนาของเธอนั้นเกินกว่าจะสะเทือน
“แหม ลุงเจียงคะ บ้านลุงมีเรื่องมงคลซ้อนกันตั้งสองเรื่อง ให้ฉันได้ร่วมซึมซับบรรยากาศดีๆ หน่อยเถอะค่ะ เผื่อจะได้รับเชื้อความโชคดีกับเขาบ้าง”
พูดจบ เธอก็ถือวิสาสะหย่อนก้นลงนั่งเบียดเจียงฉิงที่นั่งเงียบอยู่ ราวกับเป็นสมาชิกในครอบครัวอีกคน
ปกติแล้วโจวเสี่ยวชิงมักจะเลี่ยงการปะทะกับเจียงโม่หลี่ เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนที่จะยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ แต่ข่าวเรื่องเจียงโม่หลี่จะได้เป็นภรรยานายทหารสัญญาบัตรนั้น มันช่างบาดจิตบาดใจจนกระตุ้นต่อมริษยาของเธอให้ทำงานหนักเกินพิกัด
“คนโบราณเขาว่ายังไงนะ ของที่เป็นคู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกัน แต่ถ้าไม่ใช่คู่กัน รั้งให้ตายก็ไม่อยู่” โจวเสี่ยวชิงจีบปากจีบคอพูด สายตาลอบมองปฏิกิริยาของคนรอบข้าง “ทุกเรื่องอย่าเพิ่งรีบตีปีกดีใจเร็วเกินไป อีกฝ่ายเป็นถึงระดับผู้นำ อายุน้อยอนาคตไกล ถ้าวันหนึ่งเขาตาสว่างมองเห็นธาตุแท้ของใครบางคนเข้า ไม่แน่ว่าอาจจะเสียใจทีหลังก็ได้ จริงไหมจ๊ะเจียงฉิง”
เจียงฉิงที่นั่งเขี่ยข้าวในชามเล่น ลอบยิ้มเยือกเย็นในใจ เห็นด้วยกับคำพูดของโจวเสี่ยวชิงทุกประการ ทว่าใบหน้าของเธอกลับเรียบเฉยเหมือนผิวน้ำที่ไร้คลื่นลม ในโลกของเจียงฉิง การแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาทางสีหน้า คือความโง่เขลาของผู้แพ้
แต่เจียงโม่หลี่ไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมถูกกัดแล้วไม่กัดตอบ
เธวางตะเกียบลงช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อนบ้านปากดี
“โจวเสี่ยวชิง ไม่เคยมีใครบอกเธอหรือไง”
“บอกอะไร” โจวเสี่ยวชิงเลิกคิ้ว
“เวลาเธอทำหน้าตาอิจฉาริษยาชาวบ้านเนี่ย มันดูน่าเกลียดพิลึกเลยนะ รู้ตัวไหม”
คำพูดนั้นเหมือนน้ำร้อนสาดเข้าหน้า โจวเสี่ยวชิงหน้าตึงไปชั่วขณะ ก่อนจะแผดเสียงแหลมปรี๊ดออกมา
“ฮะ! ฉันเนี่ยนะอิจฉาเธอ ตลกตายละ เธอมีดีอะไรให้ฉันต้องไปอิจฉา งานการก็ไม่ทำ วันๆ เอาแต่ลอยชาย อย่างน้อยฉันก็มีชามข้าวเหล็กที่มั่นคง ชาตินี้ไม่ต้องมานั่งกลุ้มเรื่องปากท้อง แล้วเธอล่ะมีอะไร มีอะไรฮะ!”
เจียงโม่หลี่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากดูยั่วยวนกวนประสาท “ฉันมีเบ้าหน้าฟ้าประทานไง ฉันสวยกว่าเธอเป็นกอง ต่อให้ไม่ทำงานงกๆ แบบเธอ ฉันก็มีคนเลี้ยง ไม่เดือดร้อนเรื่องกินเรื่องใช้สักนิด”
“เจียงโม่หลี่! เธอนี่มันหน้าไม่อายจริงๆ ขี้เกียจตัวเป็นขนแล้วยังกล้ามาพูดจาอวดดี สังคมมันเสื่อมทรามก็เพราะคนแบบเธอนี่แหละ ฉันว่านะ ทางการน่าจะจับเธอส่งไปใช้แรงงานดัดสันดานที่ชนบทกันดารเสียให้เข็ด!”
“งั้นเธอคงต้องผิดหวังจนอกแตกตายแล้วล่ะแม่สาวโรงงาน” เจียงโม่หลี่ไหวไหล่เบาๆ “เพราะฉันแต่งงานแล้ว กฎการส่งเยาวชนไปชนบทน่ะ ต่อให้วนมาอีกแปดร้อยรอบก็ไม่ถึงคิวฉันหรอกย่ะ”
พูดจบ เจียงโม่หลี่ก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบสมุดเล่มเล็กสีแดงสดออกมาโยนลงกลางโต๊ะกินข้าวราวกับทิ้งไพ่คิงดอกจิก
แปะ!
“นั่นอะไร”
แสงไฟในบ้านสลัวจากหลอดไส้เก่าๆ ทำให้เจียงต้าไห่ต้องหรี่ตามองตัวหนังสือสีทองบนปกสมุดเล่มนั้น มือหยาบกร้านของคนเป็นพ่อหยิบมันขึ้นมาเปิดดู เขานิ่งค้างไปเหมือนถูกสาปอยู่สองวินาที ก่อนที่รอยย่นบนใบหน้าจะคลี่ออก รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นจนแก้มแทบปริ
“ฮ่าๆๆ! ฮ่าๆๆๆ!” เสียงหัวเราะของเจียงต้าไห่ดังก้องบ้าน
“คุณพี่ มีเรื่องอะไรให้ดีใจขนาดนั้น หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง” หลี่หงอิงถามด้วยความงุนงง
เจียงต้าไห่ยื่นสมุดเล่มแดงส่งให้ภรรยาด้วยมือที่สั่นเทานิดๆ จากความตื่นเต้น ถึงหลี่หงอิงจะไม่ได้เรียนหนังสือสูง แต่เธอก็จำคำว่า 'ทะเบียนสมรส' กับชื่อของลูกเลี้ยงอย่างเจียงโม่หลี่ได้แม่นยำ
“ต๊าย... โม่หลี่ เธอกับสหายลู่จดทะเบียนกันแล้วเหรอ!”
โจวเสี่ยวชิงที่นั่งฟังอยู่แทบจะสำลักข้าว เธอพุ่งตัวเข้ามาแย่งทะเบียนสมรสจากมือหลี่หงอิงไปดูให้เห็นกับตา พอเห็นชื่อ 'เจียงโม่หลี่' คู่กับ 'ลู่เฉิง' ประทับอยู่บนนั้นอย่างชัดเจน สมองของเธอก็เหมือนหยุดทำงานไปชั่วขณะ
“เป็นไปไม่ได้... ทะเบียนสมรสนี่ของปลอมแน่ๆ!” เธอโพล่งออกมาเสียงหลง
“กินข้าวเยอะจนไขมันไปอุดตันสมองหรือไง ฉันจะเสียเวลาไปทำของปลอมมาหลอกคนอย่างเธอทำไม” เจียงโม่หลี่สวนกลับทันควัน
สายตาของเจียงฉิงกวาดมองจากชื่อบนทะเบียนสมรส เลื่อนไปยังวันที่ที่ประทับอยู่ แล้วก็ตวัดกลับมามองใบหน้าสวยเฉี่ยวของเจียงโม่หลี่ แววตาของหญิงสาวฉายความดำมืดลึกล้ำวูบหนึ่งที่รวดเร็วจนไม่มีใครสังเกตทัน
เธอคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเจียงโม่หลี่จะมือไวใจเร็วขนาดนี้ วันที่ออกในทะเบียนสมรสระบุว่าเป็น 'วันนี้' มิน่าล่ะ เจียงโม่หลี่ถึงยอมเสี่ยงโดนไล่ออกจากงานเพื่อวิ่งโร่ออกไปข้างนอก ที่แท้ก็รีบบึ่งไปจดทะเบียนกับลู่เฉิงนี่เอง
แต่เดี๋ยวนะ... มันมีอะไรทะแม่งๆ
นายทหารระดับลู่เฉิง การจะแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ต้องยื่น 'รายงานการแต่งงาน' เพื่อขออนุมัติจากองค์กรก่อน ให้ทางกองทัพตรวจสอบประวัติฝ่ายหญิงอย่างละเอียด ผ่านแล้วถึงจะเอาใบอนุญาตไปจดทะเบียนได้ หรือว่า... นังเจียงโม่หลี่มันใจร้อน บังคับขู่เข็ญให้ลู่เฉิงรีบจดทะเบียนก่อนขั้นตอนจะเสร็จสิ้น?
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ลู่เฉิงซวยหนักแน่ อย่างเบาก็โดนบันทึกโทษทางวินัย อย่างหนักก็ถึงขั้นโดนปลดออกจากราชการทหาร เซ็นอนาคตตัวเองทิ้งชัดๆ
เจียงฉิงลอบแสยะยิ้มในใจอย่างสมเพช เธอกะไว้แล้วเชียว ด้วยนิสัยตัวปัญหาที่แก้ไม่หายของเจียงโม่หลี่ อีกไม่นานลู่เฉิงต้องพลอยซวยโดนลดตำแหน่งหรือเสียอนาคตเพราะผู้หญิงคนนี้แน่ๆ
เจียงต้าไห่เองพอนึกขึ้นได้ก็หน้าซีดเผือด
“โม่หลี่! แล้วสหายลู่ยื่นใบรายงานการแต่งงานหรือยัง”
“หา? แต่งงานต้องรายงานด้วยเหรอคะ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” เจียงโม่หลี่ทำหน้าซื่อตาใส
ได้ยินคำถามย้อนกลับแบบไม่รู้ประสีประสาของเจียงโม่หลี่ โจวเสี่ยวชิงแทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่
“เจียงโม่หลี่ เธอนี่มันโง่บัดซบจริงๆ เลยนะ ทหารจะแต่งงานต้องยื่นเรื่องรายงานยังไม่รู้อีก เธอทำสามีเธอซวยแล้วรู้ตัวไหม!”
เจียงต้าไห่ตาโตถลนด้วยความตกใจ “ลูกกับสหายลู่ไม่ได้ยื่นเรื่องก่อนจดทะเบียนเรอะ! ตายแล้วๆ!”
ถึงเจียงโม่หลี่จะไม่ได้ถามลู่เฉิงเรื่องรายงานการแต่งงาน แต่เธอเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเอง คนอย่างลู่เฉิงที่ไต่เต้ามาถึงจุดนี้ได้ ไม่น่าจะพลาดเรื่องพื้นฐานโง่ๆ แบบนี้
“จะจดก่อนหรือจดหลัง สุดท้ายผลลัพธ์มันก็คือต้องจดเหมือนกัน มันจะต่างกันตรงไหนเล่า”
“แก... โอ๊ย ฉันไม่อยากจะพูดกับแกแล้ว มันน่าโมโหนัก!”
ความดีใจของเจียงต้าไห่เมื่อครู่มลายหายวับไปกับตา กลายเป็นความวิตกกังวลอย่างหนักเข้ามาแทนที่ เขากลัวเหลือเกินว่าลู่เฉิงจะโดนลงโทษเพราะแอบไปจดทะเบียน และยิ่งกลัวไปกว่านั้นว่าลู่เฉิงจะพาลมาโทษความเอาแต่ใจของเจียงโม่หลี่จนชีวิตคู่พังทลาย
…
อีกด้านหนึ่ง
ลู่เฉิงกำลังง่วนอยู่กับการจัดห้องหอจนเลยเวลาอาหารเย็น โต๊ะหนังสือเก่าคร่ำครึกับตู้เสื้อผ้าไม้สีกระดำกระด่างถูกขนออกไปกองไว้หน้าบ้าน แทนที่ด้วยโต๊ะเครื่องแป้งกระจกใสแจ๋วและตู้เสื้อผ้าสี่บานขนาดใหญ่ที่เพิ่งถอยมาใหม่เอี่ยมอ่อง
“แม่ ดูเตียงใหม่นี่สิ สปริงเด้งดึ๋งเลยนะ โม่หลี่เป็นคนเลือกเองกับมือเลย”
ได้ยินน้ำเสียงอวดเมียของลูกชาย อันฮุ่ยที่ยืนกอดอกดูอยู่ก็พูดกระแทกกระทั้นด้วยความหงุดหงิด “ทำไมแกไม่รื้อบ้านทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยล่ะ”
“ไม่จำเป็นหรอกครับ โม่หลี่เขาไม่ชอบอยู่ร่วมกับพวกแม่หรอก เดี๋ยวพอบ้านพักข้าราชการอนุมัติลงมา เธอก็ย้ายออกไปอยู่กับผมแล้ว”
อันฮุ่ยได้ฟังก็แทบจะอกแตกตายคาที่ เดิมทีเธอก็ไม่ค่อยถูกชะตากับว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้อยู่แล้ว ยิ่งมาเจอลูกชายพูดจาแบบนี้ยิ่งเหม็นขี้หน้าเข้าไปใหญ่ ยังไม่ทันจะแต่งเข้าบ้าน ก็เริ่มตั้งท่ารังเกียจพ่อผัวแม่ผัวแล้วเหรอ
“แกดูของที่ซื้อมาพวกนี้สิ ตู้เอย กะละมังเอย กระติกน้ำร้อนเอย ที่บ้านเราไม่มีใช้หรือไง ทำไมต้องดัดจริตซื้อใหม่หมด ไม่รู้จักประหยัดอดออมเอาซะเลย แม่ไม่รู้จริงๆ ว่าแกใช้ตาข้างไหน หรือใช้นิ้วเท้าเลือก ถึงได้ไปคว้าเมียล้างผลาญแบบนี้มาทำพันธุ์”
ลู่เฉิงยิ้มกว้างไม่สะทกสะท้าน “อ้าว ก็ที่ผมหาเงินงกๆ มาก็เพื่อให้ลูกเมียผลาญเล่นนี่แหละครับแม่ ถ้าไม่ให้ใช้แล้วจะเก็บไว้ทำซากอะไร หรือจะให้ผมบริจาคให้รัฐไปเลย จะได้โล่ประกาศเกียรติคุณมาแปะฝาบ้านสักใบ แม่จะเอาไหมล่ะ”
“ใช้เงินมือเติบเป็นเบี้ยขนาดนี้ ลำพังเงินเดือนทหารอย่างแกจะพอให้หล่อนถลุงได้กี่วันเชียว”
“ก็ยังมีแม่กับพ่ออยู่ไม่ใช่เหรอครับ แม่น่ะประหยัดจะตาย ไม่ยอมใช้เงินที่พ่อหามา งั้นก็หาลูกสะใภ้มาช่วยใช้เงินพ่อ ดีจะตายไป แบ่งเบาภาระแม่ไง”
อันฮุ่ยโมโหจนหน้าเขียวคล้ำ แทบจะหงายหลังตึง เธอเดินกระฟัดกระเฟียดกลับไปที่ห้องโถง เห็นลู่เต๋อเจานั่งกินข้าวอย่างสบายใจเฉิบ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก็ยิ่งหงุดหงิดพาลใส่สามี
“กิน กิน กิน! รู้จักแต่กิน นอกจากกินล้างกินผลาญแล้วคุณทำอะไรเป็นบ้างฮะ!”
ลู่เต๋อเจาที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่ถึงกับชะงัก เขาชินกับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของภรรยาแล้วจึงถามเสียงเนือยๆ “เป็นอะไรอีกล่ะคราวนี้ ยายแก่นี่”
“ก็ดูลูกชายตัวดีที่คุณเลี้ยงมาสิ สันดานเหมือนคุณเปี๊ยบ จ้องแต่จะยั่วโมโหฉันให้เส้นเลือดในสมองแตก!”
ที่ชั้นบน บ้านของผู้การหลิว ป้าซิ่วฉินเงี่ยหูฟังเสียงเอะอะโวยวายจากชั้นล่าง แล้วหันไปสบตากับสามีพลางกระซิบเบาๆ ว่า “ฟังสินั่น ข้างล่างเปิดศึกกันอีกแล้ว”
ผู้การหลิวหัวเราะหึๆ พูดทีเล่นทีจริงกับภรรยา “คนที่เจ้าสามบ้านลู่เล็งไว้น่ะ ไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมันหรอกนะ ฤทธิ์เดชคงไม่เบา รอดูเถอะ วันข้างหน้าบ้านนี้คงมีเรื่องให้ปวดหัวกันอีกเยอะ เหมือนดูงิ้วโรงใหญ่เลยล่ะ”
ได้ยินสามีพูดแบบนั้น ป้าซิ่วฉินก็อดรู้สึกไม่ชอบหน้าเจียงโม่หลี่ที่ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาไม่ได้ ตัวคนยังไม่ทันก้าวเท้าเข้าบ้าน ก็ทำให้ครอบครัวสามีทะเลาะกันบ้านแตกสาแหรกขาดไปหลายรอบแล้ว ผู้หญิงอะไรกัน
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +2]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในหัวของเจียงโม่หลี่ที่อยู่อีกที่หนึ่ง แต่เธอก็หารู้ไม่ว่าต้นตอมาจากไหน
ตัดกลับมาที่บ้านตระกูลลู่ พอลู่เต๋อเจารู้ว่าภรรยาสุดที่รักโดนลูกชายคนเล็กยั่วโมโหมา เขาก็วางตะเกียบลงแล้วตะโกนเรียกชื่อลู่เฉิงเสียงดังลั่นบ้านทันที
“ไอ้ลูกเวร! ลู่เฉิง! ออกมาดูสิว่าแกทำแม่แกโกรธขนาดไหนแล้ว เดี๋ยวปั๊ดเหนี่ยวเลย!”
พอลู่เฉิงเดินออกมาเห็นหน้าบึ้งตึงเหมือนตูดหมึกของอันฮุ่ย จู่ๆ เขาก็นึกถึงคำพูดของเจียงโม่หลี่ที่เคยบอกไว้ว่า 'ถ้าต่อไปมีปัญหากับแม่ผัวก็ตบตีกันไปเลย ใครชนะคนนั้นเป็นใหญ่' เขาเลยเผลอหลุดขำ 'พรืด' ออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
ลู่เต๋อเจาเห็นดังนั้นก็เตะก้นลูกชายไปทีหนึ่ง “ยังจะขำอีก ไอ้ลูกไม่รักดี อยากโดนดีหรือไง!”
ลู่เฉิงรีบปรับสีหน้าให้จริงจัง “แม่ครับ ฟังผมนะ โม่หลี่เขามีข้อเสียจุกจิกเยอะแยะก็จริง แต่ตัวผมเองก็ข้อเสียเพียบเหมือนกัน เขาเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของบ้านนั้น ผมก็เป็นลูกชายที่พ่อกับแม่ฟูมฟักมาจนได้ดี ในฐานะลูก เราต่างก็เท่าเทียมกัน ไม่มีใครสูงกว่าใคร”
เขาหยุดพูดนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ผมถูกใจเขา อยากแต่งงานกับเขา เขาก็เต็มใจแต่งกับผม มาสร้างครอบครัวด้วยกัน ต่อไปเราก็ใช้ชีวิตของเรา แม่เป็นแม่สามี ก็แค่อยู่เฉยๆ เลี้ยงหลานไปก็พอ เรื่องจุกจิกเรื่องเล็กน้อยในบ้านผม ก็ไม่ต้องไปยุ่งให้มากความ ต่างคนต่างอยู่แบบมีความสุข ไม่ดีเหรอครับ”
ลู่เต๋อเจาถลึงตาใส่ลูกชาย แล้วหันไปตบหลังมือปลอบใจอันฮุ่ยบ้าง “เอาน่าแม่ ไอ้ลูกหมานี่มันกวนประสาทก็จริง แต่ที่มันพูดก็มีเหตุผลอยู่บ้าง มันยอมแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา ภารกิจพวกเราก็ถือว่าจบแล้ว ต่อไปบ้านมันจะไฟไหม้หรือวายวอดยังไง นั่นมันก็คือกรรมของมัน ไม่เกี่ยวกับพวกเราแล้ว ปล่อยมันไปตามยถากรรมเถอะ”
ลู่เฉิงได้ยินพ่อพูดแบบนั้นก็ได้แต่กรอกตา
พ่อแท้ๆ ช่วยอวยพรให้ผมเจอเรื่องดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไงครับ แช่งกันซึ่งๆ หน้าเลยนะ!
[จบบท]