บทที่ 31: กวาดแต้ม
เสียงร้องไห้คร่ำครวญปานจะขาดใจดังลอดออกมาจากห้องนอนของลูกสาว ทำให้แม่เมิ่งที่ยืนรีรออยู่หน้าประตูตัดสินใจผลักบานไม้เข้าไป ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือเมิ่งเวยฟุบหน้าอยู่กับกองหนังสือบนโต๊ะ ไหล่บอบบางสั่นเทาตามแรงสะอื้นจนตัวโยน คนเป็นแม่เห็นแล้วก็ปวดใจ รีบเดินเข้าไปลูบแผ่นหลังปลอบประโลม
“โธ่ เวยเวย พอได้แล้วลูก ร้องไห้จนตาบวมหมดแล้ว ลุกไปหาข้าวกินเถอะ กินอิ่มแล้วจะได้พักผ่อน พรุ่งนี้แม่นัดคนใหม่ไว้ให้ดูตัวแล้วนะ พี่สาวเราเขาแนะนำมา แม่เคยเจอเขาตั้งสองหน นิสัยใจคอ หน้าตา หรือหน้าที่การงานก็ไม่แพ้ลูกชายคนเล็กตระกูลลู่คนนั้นเลย เป็นถึงนักวิจัยเชียวนะ”
เมิ่งเวยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากวงแขน ดวงตาแดงก่ำบวมเป่งราวกับลูกท้อสุกงอมสองลูกแปะอยู่บนใบหน้า
“แม่คะ... ฮึก... หนูเจ็บใจ... หนูไม่ยอมจริงๆ นะ ต่อให้เขาไม่ชอบหนู เขาก็ไม่ควรลดตัวไปคว้าผู้หญิงพรรค์นั้น... ผู้หญิงบ้านนอกที่ไม่มีอะไรเทียบหนูได้เลยสักอย่าง”
พอพูดถึงเรื่องนี้ อารมณ์ของแม่เมิ่งที่พยายามข่มไว้ก็ปะทุขึ้นมาเช่นกัน เรื่องที่ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนหลงรักลู่เฉิงเป็นที่รู้กันไปทั่วทั้งบาง หากลู่เฉิงปฏิเสธเพราะไม่ชอบพอกัน เธอยังพอทำใจยอมรับว่าเป็นเรื่องของพรหมลิขิต
แต่การที่ฝ่ายชายหันหลังให้เมิ่งเวยแล้วไปคว้าผู้หญิงชนบทที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาเชิดชู มันไม่ต่างกับการตบหน้าตระกูลเมิ่งฉาดใหญ่ แถมยังทำให้ลูกสาวของเธอกลายเป็นตัวตลกในวงสนทนา
ความแค้นนี้จุกอกจนกลืนไม่ลง
“โบราณว่าได้เมียผิดคิดจนตัวตาย เวยเวยลูกแม่ รอสมน้ำหน้ามันเถอะ อีกไม่นานหรอก ลู่เฉิงจะต้องมานั่งตีอกชกหัวเสียใจที่ตาถั่วไม่เลือกลูก”
เจตนาของแม่เมิ่งเพียงต้องการระบายอารมณ์และปลอบใจ แต่ไม่นึกเลยว่าถ้อยคำเหล่านั้นจะจุดประกายความคิดบางอย่างให้เมิ่งเวย
ใช่สิ... ลู่เฉิงก็แค่โดนของแปลกหลอกล่อจนหน้ามืดตามัว รอให้เขาเห็นธาตุแท้ความหยาบกร้านของเจียงโม่หลี่เมื่อไหร่ เขาจะต้องสำนึกและซมซานกลับมาแน่นอน สิ่งที่เธอต้องทำตอนนี้คือนั่งบนภูดูเสือกัดกัน รอคอยโอกาสอย่างใจเย็น
อีกด้านหนึ่งของเมือง ลู่ถิงถิงกำลังระเบิดอารมณ์ด้วยความคับแค้นใจ พ่อของเธอคือลู่เยียน พี่ชายคนโตในนามของลู่เฉิง ซึ่งเป็นเพียงบุตรบุญธรรมที่ลู่เต๋อเจารับมาเลี้ยง ลู่เยียนต้องไปประจำการอยู่ที่ชายแดนอันหนาวเหน็บตลอดปี ทิ้งให้ภรรยาและลูกๆ ใช้ชีวิตกันเองที่หรงเฉิง
ในฐานะพี่สาวคนโตที่ต้องดูแลน้องๆ รวมถึงตายาย ลู่ถิงถิงมองว่าการที่เจียงโม่หลี่ก้าวเข้ามาเป็นอาสะใภ้สามเป็นเรื่องน่ารังเกียจที่สุด บนโต๊ะอาหารมื้อค่ำเธอจึงขุดคุ้ยวีรกรรมฉาวโฉ่ในอดีตของว่าที่อาสะใภ้ออกมาแฉจนไม่เหลือชิ้นดี
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +5 ยอดเงินเข้าบัญชี 50,000 หยวน]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในหัวของเจียงโม่หลี่ที่กำลังแทะแตงโมอย่างสบายใจ หญิงสาวเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางถามกลับในใจ
‘สรุปยอดหน่อยสิระบบ ตอนนี้ฉันมีค่าความรังเกียจรวมเท่าไหร่แล้ว’
[รายงานความคืบหน้าภารกิจ 517/10,000 ยอดเงินคงเหลือในบัญชีส่วนตัวของโฮสต์ 5,170,000 หยวน]
แค่วันเดียวกวาดแต้มความรังเกียจไปกว่าสี่ร้อยแต้ม เปลี่ยนเป็นเงินสดนอนนิ่งในบัญชีกว่าห้าล้านหยวน เจียงโม่หลี่กลั้นขำไม่ไหวจนต้องหลุดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
สมาชิกตระกูลเจียงที่กำลังนั่งล้อมวงกันอยู่ที่โต๊ะกินข้าวกลางบ้านต่างหันมามองเป็นตาเดียว
เจียงต้าไห่กับหลี่หงอิงกำลังหน้าดำคร่ำเครียดปรึกษาเรื่องรายการสินเดิมและอาหารเลี้ยงแขก โดยมีเจียงเผิงคอยจดบันทึก ส่วนเจียงฉิงเก็บตัวเงียบอยู่ในห้อง
ทันทีที่เสียงหัวเราะของเจียงโม่หลี่ดังแทรกความเครียด ทุกคนต่างเข้าใจผิดคิดว่าเธอตื่นเต้นดีใจที่จะได้ออกเรือน
เจียงต้าไห่เงยหน้าขึ้นดุ “มัวแต่นั่งหัวเราะเป็นคนบ้าอยู่นั่นแหละ อีกสองวันจะจัดงานแล้ว หัดสนใจช่วยกันดูความเรียบร้อยหน่อยสิ”
หลี่หงอิงรีบแทรกขึ้น “จริงสิโม่หลี่ เรื่องชุดเจ้าสาวล่ะ เสี่ยวลู่เขาบอกไหมว่าจะจัดการยังไง”
เจียงโม่หลี่วางเปลือกแตงโมลง ล้วงเอาพับผ้าลายดอกที่ซื้อจากห้างเมื่อตอนบ่ายวางบนโต๊ะ “เดินหาจนทั่วแล้วไม่มีชุดสำเร็จรูปที่ถูกใจเลย ฉันเลยซื้อผ้ามา พรุ่งนี้ว่าจะไปจ้างช่างตัดเสื้อ”
หลี่หงอิงหยิบผ้าเนื้อดีขึ้นมาลูบคลำ พลางยิ้มกว้าง “โอ๊ย สิ้นเปลืองเปล่าๆ จะไปจ้างช่างทำไม น้าตัดให้เองก็ได้ อยากได้ทรงไหนบอกมาสิ”
ถึงแม้หลี่หงอิงจะไม่ได้เรียนสูง แต่เรื่องงานบ้านการเรือน โดยเฉพาะฝีเข็มนั้นไม่เป็นรองใคร เสื้อผ้าของทุกคนในบ้านก็ผ่านมือเธอมาทั้งนั้น เจียงโม่หลี่ไม่ได้ปฏิเสธ เธอคว้ากระดาษกับดินสอมาวาดแบบร่างคร่าวๆ เป็นรูปกระโปรงยาวที่มีจับจีบด้านข้างและหน้าเรียบ พร้อมอธิบายรายละเอียด
“ทรงประมาณนี้ น้าพอจะแกะแพทเทิร์นได้ไหม”
หลี่หงอิงขมวดคิ้วมองแบบกระโปรงหน้าตาประหลาดที่ไม่ค่อยมีใครใส่กันในยุคนี้ แต่ด้วยความมั่นใจในฝีมือจึงพยักหน้า “แปลกตาดีนะ แต่ไม่น่ายาก นี่กระโปรงครึ่งตัวใช่ไหม แล้วเสื้อล่ะ”
“เสื้อฉันเตรียมไว้แล้ว”
เจียงโม่หลี่เลือกเสื้อเชิ้ตสีแอปริคอตเนื้อดีไว้ กะว่าใส่คู่กับกระโปรงตัวนี้แล้วติดดอกไม้ผ้าสีแดงสดที่หน้าอกสักดอก เท่านี้ก็ดูดีมีสกุลพอจะใส่ออกงานแต่งได้ไม่อายใคร
“แล้วพวกกิ๊บติดผม ดอกไม้ประดับผมล่ะ ซื้อมาหรือยัง” เห็นลูกเลี้ยงส่ายหน้า หลี่หงอิงก็รีบเสนอตัว “งั้นพรุ่งนี้แม่ไปตลาดจะซื้อมาให้ เดี๋ยวจะซื้อเผื่อเสี่ยวชิงด้วยอีกอัน”
เจียงต้าไห่พยักหน้าให้ลูกชายจดรายการลงสมุด หลี่หงอิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนหน้านี้เจียงโม่หลี่เกิดอารมณ์ชั่ววูบประชดว่าจะไม่รับสินเดิม ทำเอาสามีหน้าตึงไปพักใหญ่ เธอเลยรีบเสนอตัวซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ก็เพื่อหยั่งเชิงดูว่าสามียังโกรธจนพาลไม่ยอมให้สินเดิมกับลูกติดอย่างเจียงฉิงหรือเปล่า
ในห้องนอนสี่เหลี่ยมคับแคบ เจียงฉิงกำลังเทกระป๋องเงินเก็บออกมานับ แม้เธอจะโชคร้ายต้องออกจากงานโรงงานน้ำตาล แต่ความขยันรับจ้างทำงานจิปาถะตลอดสองปีมานี้ทำให้มีเงินเก็บซุกซ่อนอยู่ไม่น้อย รวมกับอั่งเปาที่แม่สามีอย่างจินอวี้หลานแอบยัดใส่มือมาให้ วันนี้นับรวมได้กว่าหกสิบหยวน
เธอรู้นิสัยแม่ตัวเองดี หลี่หงอิงต้องแอบเม้มเงินไว้ก้อนหนึ่งแน่ๆ ถึงจะไม่มากมาย แต่ถ้ารวมกับของเธอแล้วก็น่าจะครบหนึ่งร้อยหยวนได้ไม่ยาก เงินร้อยหยวนในยุคนี้ไม่ใช่จำนวนน้อย มันคือความมั่นใจที่ทำให้เธอกล้าเชิดหน้าใส่เจียงต้าไห่และปฏิเสธสินเดิมจากเขา
ด้วยเงินทุนก้อนนี้ บวกกับความขยันขันแข็งของเธอกับจางเจียหมิง เธอเชื่อมั่นว่าชีวิตคู่จะต้องรุ่งโรจน์โชติช่วง ส่วนเจียงโม่หลี่... ต่อให้ได้แต่งกับนายทหารยศนายร้อยนายพัน แต่ด้วยนิสัยแบบนั้นก็หนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องตกต่ำลงเรื่อยๆ คอยดูเถอะ
หลังจากจัดการแตงโมจนเกลี้ยง เจียงโม่หลี่ก็ยื่นเท้าไปสะกิดขาเจียงเผิงที่นั่งจดบัญชีอยู่ยิกๆ
“นี่ เจ้าตัวแสบ ไปหิ้วน้ำใส่ถังไปไว้ในห้องน้ำให้หน่อยสิ”
เจียงเผิงเงยหน้าขึ้นมาทำหน้ามุ่ย “โอ๊ย สั่งจัง ทำไมไม่ไปหิ้วเอง พี่ไม่มีมือไม่มีเท้าหรือไง”
เจียงโม่หลี่ไม่สะทกสะท้าน ชูนิ้วชี้เรียวยาวขึ้นมาตรงหน้า “หนึ่งเหมา”
น้องชายตัวดียังทำหูทวนลม แกล้งก้มหน้าเขียนหนังสือต่อ หญิงสาวจึงงัดไม้ตายออกมาใช้
“อั่งเปาที่ลู่เฉิงยัดใส่มือนายเมื่อตอนบ่ายน่ะ... นายเม้มไปเท่าไหร่ฮึ”
พูดลอยๆ แต่สายตาเจ้าเล่ห์จ้องเขม็ง เจียงต้าไห่หูผึ่งทันที หันขวับมาจ้องลูกชายตาเขียวปัด “ไอ้ลูกตัวดี! แกกล้ารับอั่งเปาจากพี่เขยแกด้วยเหรอ เอาออกมาเดี๋ยวนี้!”
เจียงเผิงหน้าซีดเผือด รีบลุกพรวดพราดเก็บข้าวของ “อั่งปงอั่งเปาอะไร ไม่มี๊! ผมไปหิ้วน้ำให้พี่สาวสุดที่รักแล้วครับ!”
พูดจบก็วิ่งแน่บหายไปทางหลังบ้านเร็วยิ่งกว่ากระต่ายตื่นตูม เจียงโม่หลี่ยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ คิดจะงัดข้อกับพี่สาวเหรอ เร็วไปสิบปีไอ้น้อง
พอตัวป่วนหนีไปแล้ว เจียงต้าไห่ก็หันมาบ่นกระปอดกระแปด “ลูกนี่มันจริงๆ เลยนะ แค่หิ้วน้ำอาบเองยังต้องใช้เงินจ้างน้อง อีกหน่อยแต่งงานไปแล้วขืนยังทำตัวขี้เกียจสันหลังยาวแบบนี้ พ่อผัวแม่ผัวเขาจะรังเกียจเอา อย่าให้เขาไล่ส่งกลับมานะ พ่อขายหน้าชาวบ้านเขา ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
“จะกลัวอะไรนักหนาพ่อ หน้าเหี่ยวๆ ของพ่อน่ะมันขายไม่ออกตั้งนานแล้ว ไม่เหลือยางอายมาให้ขายตอนนี้หรอก”
คนเป็นพ่ออ้าปากค้าง เถียงไม่ออกได้แต่กะพริบตาปริบๆ โธ่เอ๊ย... ชาติที่แล้วเขาไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้หนอ ถึงได้มีลูกสาวปากคอเราะร้ายแบบนี้มาเกิดเป็นเจ้ากรรมนายเวร แต่พอนึกได้ว่าอีกไม่กี่วันยัยตัวแสบคนนี้ก็จะย้ายสำมะโนครัวไปปั่นป่วนบ้านตระกูลลู่แทน เขาก็รู้สึกลิงโลดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เหมือนยกภูเขาออกจากอก
คืนนั้น ก่อนจะเข้าห้องนอน เจียงโม่หลี่ประกาศลั่นบ้านว่าพรุ่งนี้เช้าห้ามใครหน้าไหนมาปลุกเด็ดขาด ใครกล้ามารบกวนเวลานอนอันมีค่า อย่าหาว่านางมารร้ายไม่เกรงใจ
แต่แล้วสวรรค์ก็ไม่เข้าข้างคนขี้เซา เจียงโม่หลี่ไม่ได้นอนตื่นสายสมใจนึก เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นยังไม่ทันที่ไก่จะหยุดขัน เสียงเอะอะโวยวายก็ดังลั่น เจ้าหน้าที่จากสำนักงานจัดการเยาวชนปัญญาชนกลุ่มใหญ่บุกมาถึงประตู
เจียงโม่หลี่ที่โดนปลุกทั้งที่ยังนอนไม่เต็มอิ่ม เดินหน้ามุ่ยออกมาด้วยอารมณ์บูดบึ้งสุดขีด เปิดฉากปะทะคารมกับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งทันทีโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
“ฉันเคารพท่านผู้นำ รักชาติยิ่งชีพ ไม่เคยทำผิดกฎหมาย ไม่เคยฝ่าฝืนระเบียบสังคมสักข้อ ความคิดฉันมันไม่ถูกต้องตรงไหนมิทราบ ถึงได้ยกโขยงกันมาขนาดนี้”
เจ้าหน้าที่หนุ่มคนนั้นโดนเธอด่ากราดจนหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู “คุณ... คุณมันหยาบคาย! ป่าเถื่อนไร้การศึกษา!”
“พวกคุณต่างหากที่ป่าเถื่อน!” เจียงโม่หลี่สวนกลับทันควัน เสียงดังฟังชัด “เที่ยวไล่จับชาวบ้านตาดำๆ มั่วซั่วซี้ซั้ว เหมือนพวกหัวไชเท้าเน่าที่ข้างนอกดูขาวสะอาดแต่ข้างในดำปี๋ เลวบริสุทธิ์หาดีไม่ได้จริงๆ!”
“พูดจาเหลวไหล! คุณจงใจหนีการเกณฑ์ไปลงชนบท หลักฐานทนโท่ยังจะมาทำเป็นปากดีอีกเหรอ”
“ฉันจดทะเบียนแต่งงานฉันผิดตรงไหน” เธอยืนเท้าสะเอวเถียงคอเป็นเอ็น “กฎหมายการสมรสระบุไว้ชัดเจนตัวเท่าหม้อแกงว่า หญิงสาวที่มีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ หากทั้งสองฝ่ายยินยอมพร้อมใจก็สามารถจดทะเบียนสมรสได้ หรือว่าพวกคุณมีอำนาจบาตรใหญ่กว่ากฎหมายบ้านเมือง ถึงขนาดจะมาชี้นิ้วสั่งห้ามไม่ให้คนเขารักกันได้น่ะฮะ”
“นี่มันตรรกะวิบัติชัดๆ!” เจ้าหน้าที่อีกคนแทรกขึ้นมาด้วยความโมโห “คุณไม่แต่งเร็วไม่แต่งช้า ดันมาแต่งเอาตอนที่มีชื่อเรียกตัวแบบนี้ เจตนาคุณมันส่อพิรุธชัดๆ คิดอะไรอยู่รู้อยู่แก่ใจ”
“การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ชั่วชีวิตคนนะคุณ ก็ต้องเลือกเฟ้นคนที่ดีที่สุดสิ จะให้คว้าใครก็ได้มาทำผัวหรือไง”
เจ้าหน้าที่จากสำนักงานจัดการเยาวชนปัญญาชนผลัดกันดาหน้าเข้ามาเถียง แต่ก็ไม่มีใครสามารถเอาชนะฝีปากคมกริบของเจียงโม่หลี่ได้ แต่ละคนโมโหจนหน้าดำหน้าแดง หายใจฮึดฮัดเหมือนวัวตกมัน
“ไม่ต้องพูดกับหล่อนแล้ว! เสียเวลาเปล่า ลากตัวไปประจานเดินถนน ให้ประชาชนตัดสินความประพฤติ...”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ประจาน’ แทนที่จะหวาดกลัว เจียงโม่หลี่กลับต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการกลั้นขำ พอนึกถึงค่าความรังเกียจก้อนโตที่จะหลั่งไหลเข้ามาจากการเดินพาเหรดประจานครั้งนี้ มุมปากของเธอก็กระตุกยิ้มขึ้นจนกดไม่ลง รอยยิ้มนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าปากกระบอกปืนอาก้าเสียอีก
[จบบท]