บทที่ 40: สะใภ้ขี้เซา
“โม่หลี่... โม่หลี่ ตื่นได้แล้วลูก”
แรงเขย่าที่หัวไหล่พร้อมเสียงเรียกข้างหู กระชากวิญญาณของเจียงโม่หลี่ให้กลับเข้าร่าง ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปนานแค่ไหน แต่พอลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่กระแทกตาเข้าอย่างจังคือเงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่ตรงหน้า
ภาพที่เห็นทำเอาเธอตาสว่างโร่... ไม่ใช่เพราะตกใจผีสางที่ไหน แต่เพราะตะลึงในความสวยของตัวเอง
ใบหน้ารูปไข่ขาวผ่องเนียนละเอียดราวกับดอกบัวแรกแย้ม คิ้วเรียวได้รูปรับกับดวงตากลมโตใสกระจ่าง ปากนิดจมูกหน่อยถูกแต้มสีสันให้ดูเย้ายวนมีชีวิตชีวา
พูดก็พูดเถอะ ความง่วงที่เกาะกุมเมื่อครู่หายวับไปกับตา... นี่เธอถูกความสวยของตัวเองปลุกให้ตื่นหรือนี่?
อันที่จริงช่างแต่งหน้าไม่ได้ทำอะไรมากเลย แค่เกล้าผมขึ้นไปหลวมๆ เขียนคิ้วนิด ปัดแก้มหน่อย แล้วเติมลิปสติกสีสดเข้าไป ที่เหลือคือต้นทุนความงามระดับพระกาฬของเจ้าของร่างเดิมล้วนๆ
หลี่หงอิงและบรรดาป้าๆ น้าๆ ที่ยืนล้อมวงอยู่ มองเจ้าสาวหมาดๆ ตาค้าง แทบจะลืมหายใจกันไปเลย
“โอ้โห... แม่เจ้าประคุณรุนช่อง สวยวัวตายควายล้มอะไรขนาดนี้”
“ป้าอยู่มาจนหัวหงอกป่านนี้ สาบานได้เลยว่าไม่เคยเห็นเจ้าสาวบ้านไหนสวยหยาดเยิ้มเท่าโม่หลี่ของเรามาก่อน”
“ดูผิวพรรณนั่นสิ ขาวเนียนเหมือนไข่ต้มปอกเปลือกใหม่ๆ เลย”
“มิน่าล่ะ ลูกชายท่านนายพลถึงได้หลงหัวปักหัวปำ หน้าตาแบบนี้ผู้ชายที่ไหนเห็นแล้วไม่ใจสั่นก็บ้าแล้ว”
เจียงโม่หลี่ฟังคำเยินยอเหล่านั้นด้วยความบันเทิงใจ พลางบิดขี้เกียจยืดแขนสุดตัวอย่างไม่ห่วงสวย พอรู้ว่ากว่าขบวนรับตัวของบ้านตระกูลลู่จะมาถึงก็อีกตั้งชั่วโมง หญิงสาวก็โบกมือไล่ทุกคนออกจากห้องทันที
“ออกไปก่อนๆ ฉันจะนอนต่ออีกงีบ”
เธอไม่สนสายตาใครทั้งนั้น ล้มตัวลงบนเตียงนุ่มแล้วตัดภาพเข้าสู่โหมดจำศีลอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
...
เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาแปดโมงครึ่ง เสียงประทัดและเสียงกลองดังสนั่นหวั่นไหวแจ้งการมาถึงของขบวนรับตัวเจ้าสาว
งานนี้ทำเอาคนทั้งซอยแตกตื่น เพราะไม่เพียงแต่อันฮุ่ยผู้เป็นแม่สามีจะเดินทางมาด้วยตัวเอง แต่ลู่เต๋อเจา นายทหารระดับสูงที่ไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นง่ายๆ ก็มาร่วมขบวนด้วย เขาอยู่ในชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศ ดูองอาจผ่าเผยน่าเกรงขาม ทำเอาเจียงต้าไห่เจ้าของบ้านยิ้มแก้มปริจนตาหยี ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่
ตามธรรมเนียมเดิมจะต้องมีการกั้นประตูเงินประตูทองและพิธีสวมรองเท้าให้เจ้าสาว แต่เนื่องจากเจ้าบ่าวอย่างลู่เฉิงติดภารกิจด่วนไม่ได้มาร่วมงาน ขั้นตอนยิบย่อยพวกนี้เลยถูกตัดทิ้งไป เหลือแค่พิธียกน้ำชาและกราบลาพ่อแม่เท่านั้น
ด้วยความที่บ้านตระกูลเจียงค่อนข้างคับแคบ พิธียกน้ำชาเลยต้องย้ายมาจัดที่ลานหน้าบ้าน
เจียงต้าไห่นั่งยืดอกอยู่บนเก้าอี้ประธาน เก้าอี้ว่างด้านข้างมีกรอบรูปของหร่วนโหรวตั้งวางไว้อย่างตั้งใจ ส่วนหลี่หงอิงยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างรูปถ่ายใบนั้น
ทันทีที่เจียงโม่หลี่ก้าวเท้าออกมาจากห้องนอน ทั้งลานบ้านก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
เจ้าสาวในชุดสีแดงสดขับผิวขาวให้ดูผ่องอำไพ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น เอวคอดกิ่วราวกับกิ่งหลิว ยืนสงบนิ่งด้วยท่วงท่าสง่างาม ราวกับเทพธิดาในภาพวาดโบราณที่หลุดออกมาเดินดิน
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นโดยรอบ ตามด้วยเสียงกระซิบกระซาบ
“สวย... สวยบ้าบอมาก”
“สวยจนละสายตาไม่ได้เลย”
ชาวบ้านร้านตลาดที่เกาะรั้วมุงดูอยู่ด้านนอก แม้ปกติจะหมั่นไส้จริตจะก้านและวีรกรรมของเจียงโม่หลี่มาตลอด แต่วินาทีนี้ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธความงามที่กระแทกตานี้ได้เลยสักคน
ลู่เต๋อเจาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูภรรยา “เจ้าลูกชายตัวดี ตาถึงจริงๆ เลือกเมียได้สวยหยาดเยิ้มขนาดนี้”
อันฮุ่ยยิ้มรับบางๆ แต่ในใจกลับรู้สึกหน่วงๆ เธอรู้ดีที่สุดว่าลูกชายคนเล็กปักใจรักแม่หนูคนนี้มากแค่ไหน วันนี้เป็นวันที่เจ้าสาวของเขาสวยที่สุดในชีวิต น่าเสียดายเหลือเกินที่เจ้าบ่าวกลับไม่มีโอกาสได้เห็นด้วยตาตัวเอง
“อ้าว... คุณหญิง ร้องไห้ทำไมกัน วันมงคลแท้ๆ เดี๋ยวคนเขาจะหาว่าเราไม่ปลื้มลูกสะใภ้เอานะ” ลู่เต๋อเจารีบสะกิดภรรยาเมื่อเห็นขอบตาของเธอเริ่มแดง
อันฮุ่ยรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหางตา “ฉันคิดถึงเจ้าสาม ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง”
“คงเดินทางถึงแถวๆ ภูเขาเอ๋อร์เหมยแล้วล่ะมั้ง”
พอพูดถึงลูกชาย ลู่เต๋อเจาเองก็ชักจะใจคอไม่ดีขึ้นมาเหมือนกัน คืนเข้าหอถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของลูกผู้ชาย แต่ลูกชายเขากลับต้องทิ้งความสุขส่วนตัวเพื่อหน้าที่ มันน่าเสียดายและน่าเห็นใจจริงๆ เขาหันไปสั่งเจียงเสี่ยวกวงที่กำลังยืนถือกล้องเล็งหามุมอยู่ข้างๆ
“เสี่ยวกวง ถ่ายรูปหรือยัง?”
“ท่านผบ.ครับ ผมถ่ายไปแล้วครับ”
“บอกให้ถ่ายก็ถ่ายสิ อย่ามัวแต่เถียง ถ่ายให้มันเยอะๆ เข้าไว้!”
“รับทราบครับ!”
เจียงเสี่ยวกวงรับคำสั่งเสียงดังฟังชัด รีบยกกล้องนิคอนคู่ใจขึ้นมาเล็งไปที่เจียงโม่หลี่ซึ่งกำลังคุกเข่ายกน้ำชาให้เจียงต้าไห่ แล้วกดชัตเตอร์รัวๆ
เจียงโม่หลี่รับถ้วยชาจากเพื่อนเจ้าสาว ประคองด้วยสองมืออย่างนอบน้อมยื่นส่งให้บิดา
“พ่อคะ ดื่มน้ำชาค่ะ”
“เอ้อ... ดี... ดีมากลูก”
เจียงต้าไห่ยิ้มกว้างจนเห็นตีนกา แต่ดวงตากลับแดงก่ำและมีน้ำตาเอ่อคลอ สมัยก่อนเฝ้าภาวนาทุกวันขอให้ลูกสาวตัวแสบขายออกไปให้พ้นๆ จะได้เลิกกลุ้มใจสักที แต่พอถึงเวลาที่ลูกต้องจากอกไปจริงๆ หัวใจคนเป็นพ่อกลับรู้สึกเหมือนถูกมีดเฉือน มันโหวงเหวงอย่างบอกไม่ถูก
เจียงโม่หลี่เงยหน้ามองน้ำตาของพ่อ จมูกพลันรู้สึกแสบจี๊ดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เมื่อเจียงต้าไห่ดื่มชาจนหมดถ้วย ก็หยิบซองแดงปึกหนา ซึ่งรวมส่วนของลู่เฉิงเอาไว้ด้วย ยัดใส่มือลูกสาวแน่น
“ต่อไปไปอยู่บ้านเขา ต้องใช้ชีวิตคู่กับเสี่ยวลู่ให้ดีๆ นะลูก ทำหน้าที่ภรรยาให้สมบูรณ์ กตัญญูรู้คุณพ่อปู่แม่ย่า...”
คำสอนพรั่งพรูออกมาพร้อมกับความห่วงใย หลังจากเจียงต้าไห่พูดจบ อันฮุ่ยก็ก้าวเข้ามากล่าวคำมั่นสัญญาว่าจะดูแลเจียงโม่หลี่เสมือนลูกในไส้ เพื่อให้ทางบ้านเจ้าสาวสบายใจ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการ
ถึงเวลาส่งตัว...
เจียงเผิงย่อตัวลงให้พี่สาวขี่หลัง แบกเจียงโม่หลี่เดินออกจากบ้านอย่างทุลักทุเล ใบหน้าเด็กหนุ่มก้มต่ำ น้ำตาลูกผู้ชายร่วงเผาะๆ ลงพื้นตลอดทาง
“พี่... ฟังที่พ่อบอกนะ ไปอยู่กับเขาแล้วก็ทำตัวดีๆ อย่าไปหาเรื่องทะเลาะกับพี่เขยอีกล่ะ”
“แต่ถ้าวันไหนพี่เขยเขารังแกพี่... พี่รีบกลับมาบอกผมนะ”
เจียงโม่หลี่เกาะหลังน้องชายแน่น ถามกลับเสียงสั่น “บอกนายแล้วนายจะไปทำอะไรเขาได้ ฮึ?”
พอเอ่ยปาก เธอก็เพิ่งรู้ตัวว่าเสียงตัวเองสั่นแค่ไหน ทั้งหมดนี้ต้องโทษสองพ่อลูกนั่นแท้ๆ ที่บิ๊วอารมณ์ดราม่าใส่
สำหรับเธอ การแต่งงานครั้งนี้เป็นเพียงฉากหนึ่งในนิยายที่เธอต้องแสดงให้จบ เพราะเธอรู้ดีว่าตัวเองเป็นแค่ผู้ผ่านทาง แต่พอมาเจอกระแสความรักความผูกพันของครอบครัวนี้เข้าจังๆ กำแพงในใจก็เริ่มสั่นคลอนจนน้ำตาซึม
เจียงเผิงสูดน้ำมูก ตอบกลับเสียงแข็ง “ต่อให้เขาเป็นพี่เขย หรือเป็นนายทหารใหญ่โตมาจากไหน ถ้ากล้ารังแกพี่สาวผม ผมก็จะสู้ตายกับมัน”
“นายจะไปสู้แรงเขาไหวเหรอ ตัวกระเปี๊ยกเดียว”
“ไม่ไหวก็ต้องสู้ สู้จนตายนั่นแหละ!”
สองพี่น้องคุยข่มกันไปมาตลอดทางเดินสั้นๆ แต่มันกลับช่วยเจือจางความเศร้าของการจากลาให้เบาบางลงได้บ้าง
สองฟากฝั่งถนนในตรอก เพื่อนบ้านร้านตลาดต่างพากันชะเง้อคอดูความยิ่งใหญ่ ทหารหนุ่มฉกรรจ์ในเครื่องแบบยี่สิบนาย เข็นรถจักรยานตรานกฟีนิกซ์ตามหลังเป็นขบวนยาวเหยียด แต่ละคันบรรทุกข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นสินเดิมจนพูนคันรถ ภาพงานแต่งที่อลังการขนาดนี้เป็นสิ่งที่พวกชาวบ้านไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
“เฮ้อ... ยัยตัวป่วนแต่งออกไปสักที ต่อไปบ้านพักเราคงจะสงบหูขึ้นเยอะเลย” ปากพูดเหมือนโล่งใจ แต่น้ำเสียงกลับเจือความอิจฉา
ใครจะไม่ริษยาบ้าง? คนที่นิสัยแย่ที่สุด เป็นที่รังเกียจที่สุด ดันได้ดิบได้ดี แต่งงานเข้าตระกูลใหญ่โตยิ่งกว่าใครเพื่อน โลกนี้มันช่างไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย
มีคนตาดีสังเกตเห็นความผิดปกติในขบวน “เฮ้ย... แล้วทำไมไม่เห็นเจ้าบ่าวล่ะ?”
“นั่นสิ เจ้าบ่าวไม่ได้มานี่นา เห็นมีแต่พ่อแม่มาทำพิธีรับตัวแทน”
“โถ... วันรับตัวยังไม่โผล่หัวมา สงสัยจะเพิ่งตาสว่าง รู้ธาตุแท้ของนังหนูเจียงเข้าแล้วมั้ง คงจะเสียใจจนไม่อยากจะแต่งแล้วแน่ๆ”
เสียงนินทาดังเซ็งแซ่ และข้อสันนิษฐานนี้ก็ดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาขาเม้าท์ทั้งหลาย ในสายตาของคนแถวนี้ เจียงโม่หลี่ไม่มีทางคู่ควรกับชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ สมควรแล้วที่จะโดนบ้านสามีเมินตั้งแต่วันแรก
...
ตามกำหนดการเดิม ลู่เฉิงตั้งใจจะปั่นจักรยานพาเจียงโม่หลี่ซ้อนท้ายแห่แหนไปตามถนนอย่างโก้เก๋ แต่ในเมื่อพระเอกของงานไม่อยู่ จะให้ชายอื่นมาปั่นพาเจ้าสาวซ้อนท้ายก็ดูจะไม่เหมาะสม สุดท้ายรถจี๊ปทหารประจำตำแหน่งของลู่เต๋อเจาเลยต้องแปลงร่างเป็นรถเจ้าสาวจำเป็น
เจียงเสี่ยวกวงรับหน้าที่สารถี ลู่เต๋อเจานั่งกอดอกอยู่ข้างคนขับ ส่วนเจียงโม่หลี่และอันฮุ่ยนั่งเคียงกันที่เบาะหลัง
และเพื่อให้ขบวนจักรยานขนสินเดิมตามทัน รถจี๊ปคันใหญ่เลยต้องเคลื่อนตัวช้าๆ ราวกับเต่าคลาน
บรรยากาศในรถเงียบกริบ แอร์เย็นฉ่ำบวกกับความเพลียสะสม ทำให้หนังตาของเจียงโม่หลี่เริ่มหนักอึ้ง เธอเอนหลังพิงเบาะนุ่มๆ แล้วดำดิ่งสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว
ลู่เต๋อเจาเหลือบมองผ่านกระจกหลังเป็นระยะ แล้วหันไปสบตากับภรรยาพร้อมรอยยิ้มมุมปาก
แม่หนูคนนี้ใจเด็ดจริงๆ ถ้าเป็นสะใภ้บ้านอื่น ต้องมานั่งรถคันเดียวกับพ่อปู่แม่ย่าสองต่อสองแบบนี้ คงนั่งตัวลีบเกร็งจนตะคริวกิน แต่นี่แม่คุณเล่นหลับสบายใจเฉิบ
อันฮุ่ยหันมองลูกสะใภ้ที่นอนหลับคอพับคออ่อน ไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ ก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ คิดไปคิดมา แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ดีกว่ามานั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าคร่ำครวญหาผัวให้คนแก่ปวดหัว
รถกระตุกเบาๆ เมื่อล้อบดผ่านเนินดิน
ร่างของเจียงโม่หลี่ที่ไร้การทรงตัวก็เอนวูบ ศีรษะทิ้งน้ำหนักลงมาซบที่ไหล่ของอันฮุ่ยเข้าอย่างจัง
ดูเหมือนว่าหมอนใบใหม่นี้จะนุ่มถูกใจ หญิงสาวขยับตัวหามุมที่สบายที่สุด ถูไถแก้มกับไหล่แม่สามีเล็กน้อย แล้วส่งเสียงกรนเบาๆ หลับลึกยิ่งกว่าเดิม
เจียงโม่หลี่ง่วงจริงๆ ไม่ใช่การแสดง เมื่อคืนหลังจากคุยเรื่องหย่ากับลู่เฉิง เธอก็เอาแต่คิดวนเวียนจนนอนไม่หลับ กว่าจะได้งีบก็เกือบเช้า แล้วก็ต้องตื่นมาแต่งหน้าแต่งตัว
อันฮุ่ยรู้สึกหนักอึ้งที่ไหล่ แวบแรกเธอเกือบจะเอื้อมมือไปดันหัวลูกสะใภ้ออกตามสัญชาตญาณ แต่พอก้มลงมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่หลับพริ้มอย่างวางใจ ความรู้สึกบางอย่างที่อ่อนโยนก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในอก
เธอมีแต่ลูกชาย ไม่มีลูกสาว ลูกสะใภ้คนโตกับคนรองก็นอบน้อมและเกรงใจเธอจนเกินงาม ไม่เคยมีความใกล้ชิดสนิทสนมแบบแม่ลูกให้สัมผัส แต่พอถูกเด็กสาวคนนี้พิงซบอย่างไม่ถือตัว จู่ๆ เธอก็เข้าใจความรู้สึกของการมีลูกสาวขี้อ้อนขึ้นมา
เจียงโม่หลี่หลับยาวตลอดเส้นทาง โดยมีไหล่ของแม่สามีเป็นหมอนหนุน จนกระทั่งรถแล่นมาจอดเทียบหน้าบ้านตระกูลลู่ เธอถึงถูกปลุกให้ตื่นจากฝัน
[จบบท]