บทที่ 42: เจ้าสาวจอมป่วน
กลิ่นเครื่องเทศหอมฉุยลอยอบอวลปะปนกับควันไฟจางๆ ภายในห้องครัวใหญ่ของภัตตาคารหงซิ่ง เจียงโม่หลี่เดินตามคำบอกทางของพนักงานเสิร์ฟจนมาหยุดอยู่หน้าสมรภูมิรบขนาดย่อมของเหล่าพ่อครัว
เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งชั่วโมงงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ บนโต๊ะสแตนเลสยาวเหยียดกลางห้องเต็มไปด้วยอาหารจานเย็นที่จัดวางไว้อย่างประณีตบรรจง ถั่วลิสงทอดโรยเกลือเม็ดใหญ่ ยำหัวไชเท้าฝานบางกรอบ เนื้อวัวพะโล้สไลด์บางเฉียบ ไก่ย่างหนังกรอบสีน้ำตาลทอง และเป็ดรมควันส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
เจียงโม่หลี่กวาดสายตามองความอุดมสมบูรณ์ตรงหน้า ดวงตาเป็นประกายวาววับ ไวเท่าความคิด มือเรียวคว้าหมับเข้าที่น่องไก่ชิ้นโตเคลือบน้ำมันวาววับ ส่งเข้าปากทันที
บรรดาพ่อครัวแม่ครัวกำลังง่วนอยู่กับหน้าเตา เสียงมีดกระทบเขียงรัวเร็วแข่งกับเสียงตะหลิวเคาะกระทะ กว่าจะมีใครเงยหน้าขึ้นมาเห็นผู้บุกรุกในชุดเจ้าสาวสีแดงสด น่องไก่ชิ้นนั้นก็เหลือแต่กระดูกขาวโพลนไปเสียแล้ว
“เฮ้ย! คุณผู้หญิงครับ! นั่นมันของแขก กินไม่ได้นะครับ!” หัวหน้าพ่อครัวร้องเสียงหลง หน้าตาตื่นตระหนกเหมือนเห็นไฟไหม้กระทะ
เจียงโม่หลี่ชะงักปาก เลิกคิ้วมองอีกฝ่าย “ทำไมล่ะ หรือพวกคุณวางยาพิษไว้ กินแล้วจะชักดิ้นชักงอหรือไง”
คำตอบนั้นทำเอาคนทั้งครัวอ้าปากค้าง ใครมันจะกล้าวางยาในงานแต่งลูกชายตระกูลลู่กัน
“ไม่ใช่ครับ แต่ไก่ย่างหนึ่งจานเวลาเสิร์ฟต้องมีครบทั้งตัว คุณเล่นฉีกน่องไปข้างหนึ่ง จานนั้นมันก็แหว่งสิครับ มันดูไม่สวย ไม่เป็นมงคล”
หญิงสาวกลืนเนื้อไก่คำสุดท้ายลงคอ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง “คุณลุงคะ งานแต่งงานเจ้าสาวยังมีคนเดียว ไก่ย่างจะมีขาเดียวบ้างก็ไม่เห็นจะเป็นไร ไม่ต้องตื่นตูมขนาดนั้นหรอกน่า”
“...”
ตรรกะพังพินาศแบบนี้ก็ได้เหรอ!
“เจียงโม่หลี่! นี่เธอไร้ยางอายถึงขนาดแอบเข้ามาขโมยของกินในครัวเลยเหรอ!”
เสียงแหลมสูงคุ้นหูดังขึ้นที่หน้าประตู ลู่ถิงถิงยืนเท้าสะเอวหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความรังเกียจ
เจียงโม่หลี่หันไปมองหลานสาวจอมหาเรื่องด้วยท่าทีเฉยเมย มือยังคงหยิบเนื้อวัวพะโล้เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนตอบกลับหน้าตาย “ใช่ ฉันขโมยกิน เธอไปแจ้งตำรวจมาจับฉันเลยสิ เอาข้อหาลักทรัพย์ไก่ย่างหนึ่งน่องนะ”
ลู่ถิงถิงโกรธจนตัวสั่น กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ
นังผู้หญิงคนนี้หน้าด้านเกินคน! การแอบกินในครัวบ้านตัวเองไม่ใช่คดีอาญา ตำรวจที่ไหนจะมารับแจ้ง ยิ่งวันนี้เป็นวันมงคล แขกเหรื่อระดับสูงเต็มงาน ขืนเธอโวยวายจนงานล่ม คนที่ขายหน้าที่สุดก็คือปู่กับย่าของเธอเอง
เมื่อเห็นเจียงโม่หลี่ยังคงยืนกินเนื้อวัวอย่างไม่สะทกสะท้าน เหมือนกำลังท้าทายให้ทำอะไรสักอย่าง ลู่ถิงถิงก็สะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าหนีออกไป ขืนอยู่ต่อคงได้อกแตกตายเพราะความหน้าด้านของอีกฝ่ายแน่
“ถิงถิง ยัยเจียงโม่หลี่นี่เกินเยียวยาจริงๆ ทั้งตะกละทั้งหยาบคาย เธอจะปล่อยให้มันทำตัวกร่างเป็นจระเข้ขวางคลองแบบนี้เหรอ” เพื่อนสนิทของลู่ถิงถิงที่เดินตามมาเอ่ยยุยง
คำพูดนั้นเหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟในใจลู่ถิงถิง “ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ หล่อนแต่งเข้ามาแล้ว ตอนนี้มีศักดิ์เป็นอาสะใภ้สามของฉันนะ!”
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงสั่งคนรับใช้ลากตัวนังบ้านนอกนี่ออกไปตบสั่งสอนแล้ว แต่ตอนนี้ตระกูลลู่ถือเรื่องลำดับอาวุโส ถ้าเธอกล้าแตะต้องเจียงโม่หลี่ แม่ของเธอเองนั่นแหละที่จะเป็นคนหักขาเธอ
“เราทำร้ายร่างกายหล่อนไม่ได้ แต่ทำลายชื่อเสียงหล่อนได้นี่ ให้แขกเหรื่อรู้ธาตุแท้ว่าหล่อนตะกละตะกลามแค่ไหน ให้กลายเป็นตัวตลกที่ใครๆ ก็รังเกียจไปเลย”
ดวงตาของลู่ถิงถิงเป็นประกายวาวโรจน์ “ความคิดดี! เอาตามนี้แหละ”
...
ไม่ถึงสิบนาที ข่าวลือเรื่องเจ้าสาวจอมตะกละก็แพร่สะพัดไปทั่วห้องจัดเลี้ยง
“นี่ๆ ได้ยินหรือเปล่า เขาว่าเจ้าสาวแอบมุดเข้าไปขโมยของกินในครัวจนแก้มตุ่ยแน่ะ”
“ตายจริง! มิน่าล่ะ ฉันมองหาตั้งนานไม่เห็นเงา นึกว่าเก็บตัวแต่งหน้า ที่แท้ก็ไปสิงอยู่ในครัว วันมงคลแท้ๆ แทนที่จะมาช่วยพ่อแม่สามีต้อนรับแขก กลับเห็นแก่กินซะงั้น”
“นั่นสิคะคุณพี่ ขำจนฟันจะร่วง เกิดมาจนป่านนี้เพิ่งเคยเจอสะใภ้ใหม่ตะกละจนอดใจรอไม่ไหวขนาดนี้ ตระกูลลู่ได้อายม้วนก็คราวนี้แหละ”
ด้วยความร่วมมือของลู่ถิงถิงและแก๊งเพื่อนสาว เรื่องวีรกรรมในครัวของเจียงโม่หลี่กลายเป็นหัวข้อสนทนาหลัก แซงหน้าเรื่องหน้าที่การงานของเจ้าบ่าวไปเสียสนิท
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +1’ ‘ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +2’ ‘ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +3’ ‘ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +4…]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังรัวในหัวเจียงโม่หลี่ ตัวเลขค่าความรังเกียจพุ่งสูงจนระบบคนพันชั่งถึงกับมึนงง
[โฮสต์ครับ... นี่คุณไปก่อเรื่องอะไรมาอีก ทำไมคะแนนพุ่งกระฉูดขนาดนี้?]
เจียงโม่หลี่เองก็งงไม่แพ้กัน เพราะตั้งแต่เดินเข้างานมายังไม่ได้อ้าปากด่าใครสักคำ แต่เธอก็ยังรักษามารดกวนประสาทตอบกลับระบบไปว่า “ฉันก็นึกว่านายเห็นฉันแต่งงานวันนี้ เลยใจป้ำใส่ซองให้ ที่แท้ก็แค่ตัวเลข”
ระบบ: [...] นี่เห็นผมเป็นตู้เอทีเอ็มหรือไงครับ!
แน่นอนว่าเรื่องงามหน้าของเจียงโม่หลี่ย่อมลอยเข้าหูเจ้าภาพอย่างลู่เต๋อเจาและอันฮุ่ย
ทันทีที่ได้ยิน อันฮุ่ยโกรธจนหน้าแดงก่ำ แทบจะถลกกระโปรงพุ่งไปลากคอลูกสะใภ้ตัวดีออกมาจากครัว แต่ลู่เต๋อเจาผู้เป็นสามีคว้าแขนภรรยาไว้ทัน
“ใจเย็นๆ น่าคุณ ปล่อยแกกินไปเถอะ เรื่องแอบกินไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ถ้าหิวแล้วไม่รู้จักหาอะไรกิน ปล่อยให้ตัวเองหิวโซในงานแต่งตัวเองสิถึงจะเรียกว่าโง่”
อันฮุ่ยหันขวับมาถลึงตาใส่ “คุณก็เป็นซะแบบนี้ เหมือนเจ้าสามไม่มีผิด สมองกลับกันไปหมดแล้วหรือไง เอาแต่ให้ท้ายเด็กจนเสียผู้เสียคน!”
ลู่เต๋อเจาลูบหลังภรรยาเบาๆ “เอาน่า ตอนนี้คนเขาก็หัวเราะเยาะกันไปทั่วเมืองแล้ว ถ้าคุณไปห้ามไม่ให้แกกิน แล้วแกหิวจนเป็นลมล้มพับไปกลางงาน มันจะไม่ยิ่งเป็นเรื่องตลกโปกฮาไปกันใหญ่เหรอ”
อันฮุ่ยอ้าปากจะเถียง แต่ก็หาคำมาหักล้างเหตุผลสามีไม่ได้ ได้แต่ฮึดฮัดขัดใจ
หลังจากจัดการไก่และเนื้อจนอิ่มหนำสำราญ เจียงโม่หลี่ก็เดินนวยนาดกลับเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง เมื่อเห็นสายตาแขกเหรื่อมองมาพร้อมเสียงซุบซิบและรอยยิ้มหยัน เธอกลับไม่รู้สึกรู้สา เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างมั่นใจ
ก็วันนี้เธอเป็นนางเอกของงาน แถมยังสวยหยาดเยิ้มขนาดนี้ เป็นใครก็ต้องมองจนเหลียวหลังอยู่แล้ว
“พ่อ แม่ หนูมาแล้วค่ะ” เธอเดินเข้าไปทักทายพ่อแม่สามีเสียงใส
ลู่เต๋อเจาฝืนยิ้มแห้ง “อ้อ... เสี่ยวเจียง กินอิ่ม... เอ้ย พร้อมแล้วใช่ไหมลูก”
อันฮุ่ยทนไม่ไหว พูดเสียงแข็งขึ้นมา “แอบกินแล้วยังไม่รู้จักเช็ดปากให้สะอาดอีก!”
เจียงโม่หลี่ชะงัก เข้าใจไปเองว่าแม่สามีทักเรื่องคราบมันไก่ย่าง จึงรีบยกหลังมือขึ้นเช็ดปากถูๆ ไถๆ อย่างแรง
ความจริงแล้วอันฮุ่ยหมายถึงถ้าคิดจะทำเรื่องงามหน้าอย่างการแอบกิน ก็ควรทำให้มันเนียนๆ อย่าให้ชาวบ้านจับได้ไล่ทันต่างหาก
เมื่อเห็นลูกสะใภ้ยืนถูปากจนแดงเถือกด้วยท่าทางซื่อบื้อ ลู่เต๋อเจาตัดสินใจถอนคำชมที่เคยคิดว่าลูกสะใภ้คนนี้ฉลาดเฉลียวคืนทั้งหมด นี่มันลูกสะใภ้จอมทึ่มชัดๆ!
ตอนนี้เจียงโม่หลี่เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้วว่าทำไมค่าความรังเกียจถึงพุ่งสูง คงเป็นเพราะวีรกรรมในครัวถูกนำมาตีแผ่ และคนที่เป็นกระบอกเสียงก็คงหนีไม่พ้นลู่ถิงถิงหลานรัก
แต่นั่นกลับเข้าทางเธอพอดี
เรื่องนี้จุดประกายความคิดใหม่ให้เจียงโม่หลี่ เธอไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงลงมือทำเรื่องแย่ๆ หรือปั่นป่วนชาวบ้านด้วยตัวเองทุกครั้ง แค่หาศัตรูปากสว่างมาสักสิบยี่สิบคน แล้วปล่อยให้พวกนั้นช่วยกันโหมกระพือข่าวใส่สีตีไข่ เธอก็แค่นั่งจิบชาสวยๆ รอรับแต้มความรังเกียจสบายๆ
ไม่นานพิธีการก็เริ่มขึ้น
เจียงโม่หลี่เดินตามลู่เต๋อเจาและอันฮุ่ยไปชนแก้วตามโต๊ะต่างๆ อย่างว่านอนสอนง่าย โต๊ะแถวหน้าล้วนเป็นแขกผู้ใหญ่ระดับบิ๊กในวงการทหารและราชการ ทุกคนวางตัวดีมีมารยาท พูดจาภาษาดอกไม้ อวยพรกันตามธรรมเนียม
แต่พอวนมาถึงโซนเครือญาติ บรรดาญาติมนุษย์ป้าผู้ทรงภูมิปัญญาก็เริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์
“เรียกป้าว่าป้าหกสิหลานสะใภ้ วันนี้ป้าในฐานะผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน มีเรื่องจะพูดจากใจจริงเพื่อสั่งสอนหนูสักหน่อย...” หญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้นพร้อมวางมาด
เจียงโม่หลี่ยกมือห้ามทันควัน “อุ๊ย! อย่าเลยค่ะคุณป้า การพูดจากใจเนี่ยมันน่ากลัวนะคะ รู้หน้าไม่รู้ใจ สู้พูดด้วยเงินทองไม่ได้ มันจริงใจและจับต้องได้มากกว่าค่ะ คุณป้าใส่ซองหนักๆ หน่อยนะคะ ฉันกับลู่เฉิงจะขอบคุณมากเลย”
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +2] ป้าหกหน้าตึงไปทันที
“นี่แม่หนู แต่งเข้าบ้านผัวแล้ว อย่าทำตัวขี้เกียจสันหลังยาวเหมือนตอนอยู่บ้านเดิมนะ เป็นลูกสะใภ้ตระกูลลู่ต้องขยันทำงานบ้านงานเรือน ปรนนิบัติพ่อแม่สามี” หญิงร่างท้วมอีกคนสอดปากขึ้นมา
เจียงโม่หลี่หันไปฉีกยิ้มหวาน “คุณน้าสะใภ้สามดูท่าทางเป็นคนขยันขันแข็งจังเลยนะคะ งั้นเดี๋ยวทานโต๊ะจีนเสร็จอย่าเพิ่งรีบกลับนะคะ อยู่ช่วยล้างจานชามกวาดพื้นงานเลี้ยงให้เสร็จก่อน ถือเป็นการออกกำลังกายไงคะ”
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +3] น้าสะใภ้สามถึงกับสำลักน้ำชา
“เจ้าเฉิงอายุไม่ใช่น้อยๆ แล้วปาเข้าไปสามสิบกว่า เธอต้องรีบมีลูกมีหลานมาสืบสกุลเร็วๆ นะ อย่ามัวแต่ห่วงสวย”
เจียงโม่หลี่ตีหน้าเศร้า ทำเสียงสั่นเครือ “โธ่... ที่ลู่เฉิงต้องครองตัวเป็นโสดรอจนป่านนี้ถึงได้แต่งเมีย ก็เป็นเพราะน้าทวดนั่นแหละค่ะ ที่ไม่ยอมมาช่วยดูฤกษ์ยามให้เร็วกว่านี้”
น้าทวดที่นั่งอยู่ทำหน้าเหวอ “พูดอะไรเหลวไหล! มันมาเกี่ยวอะไรกับฉัน!”
“นั่นสิคะ... แล้วเรื่องลูกของฉัน มันไปเกี่ยวอะไรกับน้าทวดด้วยล่ะคะ?” เจียงโม่หลี่ย้อนถามเสียงใสซื่อแต่เจ็บแสบ
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +4]
เดิมทีลู่เต๋อเจาและอันฮุ่ยตั้งใจว่าหลังจากพาชนแก้วครบทุกโต๊ะ จะพาเจียงโม่หลี่ไปแนะนำตัวกับผู้ใหญ่และผู้อาวุโสระดับสูงเป็นการส่วนตัวเพื่อฝากฝัง แต่พอเห็นสกิลฝีปากระดับเรียกแขกของลูกสะใภ้แล้ว สองสามีภรรยามองตากันแล้วล้มเลิกความคิดทันที ขืนพาไปมีหวังได้ขายหน้าจนแทรกแผ่นดินหนี
พอชนแก้วครบตามมารยาท พวกเขาจึงรีบส่งเจียงโม่หลี่ไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะหลักรวมกับพวกพี่สะใภ้และเพื่อนเจ้าสาว ส่วนตัวเองแยกย้ายไปรับรองแขกโต๊ะอื่นเพื่อความปลอดภัยของความดันโลหิต
เจียงโม่หลี่อิ่มตื้อมาตั้งแต่ก่อนเริ่มงานแล้ว พอเห็นอาหารจีนรสเลิศวางเต็มโต๊ะก็ไม่ได้รู้สึกอยากกินอะไรอีก ได้แต่ยกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นจิบแก้กระหาย
เพราะการทำสงครามน้ำลายกับเหล่าญาติโกโหติกามันเปลืองพลังงานและคอแห้งไม่ใช่เล่น
“เสี่ยวเจียง ทานสิจ๊ะ นั่งนิ่งเชียว เดินชนแก้วรอบงานเมื่อกี้คงเหนื่อยแย่” โจวจิ่นอวี้ พี่สะใภ้ใหญ่เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มตามมารยาท แม้ในใจจะไม่ค่อยถูกชะตากับสะใภ้สามคนนี้นัก แต่ในฐานะพี่ใหญ่ก็ต้องรักษาภาพลักษณ์แม่พระ
“แม่คะ! หล่อนไม่ต้องการให้แม่มาห่วงหรอกค่ะ แม่ไม่รู้เหรอว่าก่อนเริ่มงานหล่อนแอบไปยัดทะนานในครัวจนพุงกางแล้ว!”
ลู่ถิงถิงโพล่งขึ้นมากลางโต๊ะอาหารเสียงดังฟังชัด จงใจฉีกหน้าเจียงโม่หลี่ต่อหน้าทุกคน
แขกบนโต๊ะ ทั้งเพื่อนเจ้าสาวและญาติคนอื่นๆ ต่างหันมามองเจียงโม่หลี่เป็นตาเดียว บรรยากาศบนโต๊ะเริ่มกระอักกระอ่วนจนแทบกลืนข้าวไม่ลง
เจียงโม่หลี่วางแก้วน้ำลงช้าๆ เธอไม่ได้สนใจเรื่องหน้าตาอยู่แล้ว แต่ในเมื่อลู่ถิงถิงเสนอหน้ามาให้เชือดถึงที่ เธอก็พร้อมจะสนอง
เธอมองหน้าหลานสาวสามีแล้วเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“หลานรัก... อาสามขอทดสอบความรู้รอบตัวหน่อยสิ คำว่า ‘ขโมย’ ในพจนานุกรมของหลานน่ะ มันมีความหมายว่ายังไงเหรอจ๊ะ?”
[จบบท]