บทที่ 43: ฤทธิ์น้ำเมา
“หยิบของโดยไม่ถามไถ่ ถือว่าขโมย!”
น้ำเสียงของลู่ถิงถิงดังกังวาน ฟังชัดถ้อยชัดคำ เต็มไปด้วยความมั่นใจในชัยชนะของตนเอง
เจียงโม่หลี่ยกมือขึ้นตบแปะๆ ช้าๆ ริมฝีปากยกยิ้มคล้ายจะชื่นชมแต่แววตากลับพราวระยับ “ตอบได้ฉะฉานดีนี่นา งั้นไหนลองขยายความให้ป้าๆ น้าๆ แถวนี้ฟังหน่อยซิว่าไอ้ประโยคที่ท่องมาปาวๆ เนี่ย มันแปลว่าอะไรกันแน่”
ลู่ถิงถิงเชิดคางขึ้นสูง วางมาดเหมือนบัณฑิตน้อยผู้ทรงภูมิที่กำลังสั่งสอนคนเขลา “ประโยคนี้มาจากตำรา ‘ตี้จื่อกุย’ ต้นฉบับเขียนไว้ว่า ‘ใช้ของเขา ต้องเอ่ยขอ หากไม่ถาม ก็คือขโมย’ ความหมายก็ตรงตัว จะหยิบจับข้าวของคนอื่นมาใช้ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเสียก่อน ถ้าถือวิสาสะหยิบไปโดยไม่บอกกล่าว นั่นแหละเรียกว่าหัวขโมย!”
เจียงโม่หลี่พยักหน้าหงึกหงักทำท่าเหมือนเข้าใจแจ่มแจ้ง “อ๋อ... หยิบของคนอื่นโดยไม่บอกเรียกว่าขโมยสินะ งั้นฉันขอถามหน่อยเถอะ อาหารเต็มโต๊ะกับเหล้าทุกขวดในงานแต่งวันนี้ มีจานไหนบ้างที่อาสามของหลานไม่ได้ควักกระเป๋าจ่ายเงิน ฉันกินของที่ผัวฉันจ่ายเงินซื้อ มันจะกลายเป็นการขโมยไปได้ยังไงกันฮึ”
“เธอ... เธอมันพวกกะล่อน! เถียงข้างๆ คูๆ!” ลู่ถิงถิงหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห ชี้หน้าอาสะใภ้ด้วยมือที่สั่นระริก “เธอเป็นเจ้าภาพนะ แขกเหรื่อยังไม่ได้แตะตะเกียบสักคู่ แต่ตัวเองดันกินนำไปก่อน เธอไม่อายผีสางเทวดาบ้างหรือไง”
เจียงโม่หลี่เลิกคิ้วกวนประสาท พลางคีบกับแกล้มเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ “เฮ้ แล้วมีกฎหมายมาตราไหนบัญญัติไว้หรือเปล่าล่ะว่าเวลาจัดงานมงคล เจ้าภาพห้ามกินก่อนแขก”
“เธอ... นัง...”
“หยุดเดี๋ยวนี้! จะเอะอะโวยวายกันไปถึงไหน!”
เสียงดุเข้มๆ ดังแทรกขึ้นมา ทำเอาลู่ถิงถิงสะดุ้งโหยง อันฮุ่ยเดินหน้านิ่งเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครสังเกต แต่บรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาทำเอาวงสนทนาเงียบกริบ
“เสียงหลานดังไปถึงหน้างาน กลัวชาวบ้านเขาไม่รู้หรือไงว่าตระกูลเราอบรมลูกหลานมายังไง”
แม้อันฮุ่ยจะไม่ค่อยปลื้มลูกสะใภ้คนใหม่อย่างเจียงโม่หลี่สักเท่าไหร่ ขัดใจกิริยาท่าทางที่ดูไม่เป็นกุลสตรีอยู่เนืองๆ แต่เธอเป็นผู้ใหญ่ที่ถือธรรมเนียมเคร่งครัด จะยอมให้หลานสาวตัวดีมาปีนเกลียว ตะโกนด่าอาสะใภ้ปาวๆ ต่อหน้าแขกเหรื่อแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ลู่ถิงถิงเบะปาก น้ำตาเริ่มคลอเบ้าด้วยความน้อยใจ “คุณย่าคะ! ทำไมย่าไม่ดุเจียงโม่หลี่บ้างล่ะคะ หล่อนแอบขโมยกินก่อนงานเริ่ม ทำเอาคุณปู่คุณย่าขายหน้าจะแย่อยู่แล้ว!”
“หลานเรียกอาสะใภ้ว่าอะไรนะ?” อันฮุ่ยหรี่ตามองหลานสาว “เขาเป็นอาสะใภ้สามของหลาน จะมาเรียกชื่อห้วนๆ เหมือนเพื่อนเล่นได้ยังไง ที่บ้านไม่ได้สอนเรื่องลำดับอาวุโสหรือไง”
โจวจิ่นอวี้ แม่ของลู่ถิงถิงที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆ แม้จะเจ็บปวดที่เห็นลูกรักโดนดุต่อหน้าธารกำนัล แต่ก็รู้ดีว่าลูกสาวล้ำเส้นจริงๆ จึงต้องกัดฟันเอ่ยเสียงแข็ง “ถิงถิง! ขอโทษอาสะใภ้สามเดี๋ยวนี้!”
“ทำไมหนูต้องขอโทษด้วย! เขาขโมยกิน เขานั่นแหละต้องสำนึกผิด!” ลู่ถิงถิงตวาดแว้ดด้วยความดื้อรั้น กระทืบเท้าเร่าๆ “อาสามตาบอดชัดๆ ที่ไปคว้าผู้หญิงพรรค์นี้มาทำเมีย พวกคุณทุกคนก็ตาบอดกันไปหมดแล้ว! เชอะ!”
เด็กสาวกระแทกตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง’ ก่อนจะสะบัดหน้าวิ่งหนีฝ่าฝูงคนออกไป
“เด็กคนนี้... ยิ่งโตยิ่งเอาแต่ใจ สะใภ้สาม เธออย่าถือสาหาความหลานเลยนะ แม่คะ ทานข้าวก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูขอตัวไปดูถิงถิงก่อน” โจวจิ่นอวี้รีบออกตัวแก้ต่างให้ลูกสาว ก่อนจะปลีกตัวตามไปอย่างรวดเร็ว
สวีซิ่วเจิน สะใภ้อีกคนเห็นบรรยากาศเริ่มมาคุ จึงรีบโปรยยิ้มหวานเข้ามาไกล่เกลี่ย “เอาล่ะๆ อย่ามัวแต่ยืนจ้องตากันเลย ทานข้าวกันดีกว่าค่ะ เดี๋ยวกับข้าวจะเย็นชืดหมดรสชาติ คุณแม่คะ นั่งทานอะไรรองท้องสักหน่อยนะคะ”
อันฮุ่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทิ้งตัวลงนั่งตรงเก้าอี้ว่าง สายตาเหลือบมองเจียงโม่หลี่ที่ยังคงทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว คีบอาหารเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยแล้วก็ให้รู้สึกจุกแน่นในอกเหมือนมีก้อนหินมาอุดไว้
ทำไมถึงได้ขยันก่อเรื่องขนาดนี้นะ ไม่เคยปล่อยให้คนแก่ได้อยู่อย่างสงบสุขบ้างเลย
แต่ถึงจะหงุดหงิดแค่ไหน ความเป็นผู้ใหญ่ก็ค้ำคอ อันฮุ่ยจึงเอ่ยสอนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “สะใภ้สาม เธอเองก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว ถิงถิงยังเด็ก ปากพล่อยไปบ้าง ถ้าหลานทำอะไรไม่ถูกใจ เธอก็หัดเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ให้อภัยเด็กมันบ้างเถอะ”
เจียงโม่หลี่วางตะเกียบลง ยิ้มจนตาหยีเป็นสระอิ “คุณแม่คะ โบราณเขาว่า ‘ยอมครั้งหนึ่ง ต้องยอมตลอดไป’ แต่จะว่าไป... เมื่อกี้ตอนที่คุณแม่ดุถิงถิง ฉันรู้สึกนับถือหัวใจคุณแม่จริงๆ นะคะ”
หญิงสาวเว้นจังหวะ สายตาเป็นประกายวิบวับ “ใครๆ ก็รู้ว่าถิงถิงเป็นหลานรักหัวแก้วหัวแหวนของคุณแม่ ประคบประหงมยิ่งกว่าไข่ในหิน แต่คุณแม่กลับไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เข้าข้างหลานสาวตัวเองเพียงเพราะเห็นว่าฉันเป็นสะใภ้หน้าใหม่ที่ไม่ได้เรื่อง การได้เจอกับแม่สามีที่ยุติธรรม เป็นกลาง และใจกว้างดั่งแม่น้ำฮวงโหแบบนี้ ถือเป็นวาสนาสามชาติของฉันจริงๆ ค่ะ”
เจียงโม่หลี่ยกแก้วเหล้าขึ้น “มาค่ะ! แม่ลูกเรามาดื่มฉลองให้กับความยุติธรรมนี้สักแก้ว แก้วนี้ฉันขอดื่มคารวะคุณแม่ด้วยใจจริงค่ะ!”
คำหวานที่เคลือบน้ำผึ้งของเจียงโม่หลี่ ทำเอาไฟโทสะในอกของอันฮุ่ยที่กำลังลุกโชนมอดดับลงในพริบตา เหมือนโดนน้ำเย็นสาดโครมเข้าใส่
แม้แต่สวีซิ่วเจินที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ยังต้องลอบมองเจียงโม่หลี่ด้วยสายตาทึ่งๆ
มิน่าเล่า น้องสามถึงได้หลงจนโงหัวไม่ขึ้น ผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจนัก บทจะด่าก็เจ็บแสบไปถึงทรวง บทจะอ้อนก็พูดจาหวานหูจนคนฟังเคลิ้มตัวลอยได้
ไม่แปลกใจเลยที่น้องสามจะไปไหนไม่รอด
...สิบนาทีต่อมา...
“แม่จ๋า... ฮือ... แม่จ๋า หนูคิดถึงแม่จังเลย ทำไมแม่ไม่คุยกับหนู แม่ไม่รักหนูแล้วเหรอ ฮือออ...”
ภาพที่ทุกคนเห็นคือเจียงโม่หลี่ฟุบหน้าลงบนตักของอันฮุ่ย ใบหน้าขาวเนียนบัดนี้แดงก่ำลามไปถึงใบหู จมูกรั้นเชิดขึ้นน้อยๆ แดงระเรื่อ ดวงตากลมโตฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำตา มองดูแล้วเหมือนลูกหมาตัวน้อยที่กำลังหลงทางและโหยหาเจ้าของ
“สะใภ้สาม! เธอเมามากแล้วนะ เดี๋ยวพี่พาไปพัก...” สวีซิ่วเจินพยายามจะเข้ามาดึงตัวออก
“ไม่เอา! อย่ามายุ่งนะ!” เจียงโม่หลี่ปัดมือพี่สะใภ้ออกอย่างไม่ใยดี แล้วปีนขึ้นไปนั่งคร่อมบนตักของอันฮุ่ยหน้าตาเฉย สองมือนุ่มนิ่มประคองใบหน้าของแม่สามีไว้แน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ
“แม่จ๋า... แม่! ทำไมแม่หน้าเบลอๆ แบบนี้ล่ะ หนูคิดถึงแม่เหลือเกิน!”
พูดจบก็ซุกใบหน้าเปื้อนน้ำตาเข้ากับซอกคอของอันฮุ่ย ถูไถไปมาอย่างออดอ้อนราวกับเด็กเล็กๆ
อันที่จริงวิญญาณของเจียงโม่หลี่นั้นคอแข็งระดับเซียน สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ดวลเบียร์กับเพื่อนฝูงสี่ห้าขวดสบายๆ เหล้าขาวแรงๆ ก็กระดกได้หน้าตาเฉย
แต่ทว่า... ร่างกายนี้มันคนละเรื่อง!
ร่างเดิมของเจียงโม่หลี่โตมาแบบอนามัยจัด ไม่เคยแตะต้องของมึนเมามาก่อน พอเหล้าขาวฤทธิ์แรงไหลลงคอไปแก้วเดียว สติสตังก็กระเจิดกระเจิง กลายร่างจากนางเสือสาวเป็นลูกหมาขี้แยไปในบัดดล
อันฮุ่ยถูกลูกสะใภ้กอดรัดฟัดเหวี่ยง ทั้งน้ำหูน้ำตาเลอะเต็มเสื้อผ้า จะโกรธก็โกรธไม่ลง จะผลักไสก็ทำไม่ได้เพราะแขนเล็กๆ นั่นกอดแน่นราวกับคีมเหล็ก
“ปล่อยนะ! ปล่อยเดี๋ยวนี้ ยัยเด็กบ้า!” อันฮุ่ยพยายามแกะมือปลาหมึกออก แต่ไร้ผล
แขกเหรื่อในงานต่างพากันชะเง้อคอมองด้วยความสนอกสนใจ งานแต่งงานส่วนใหญ่เจ้าบ่าวจะเมาแอ๋ แต่เจ้าสาวเมาอาละวาดปีนตักแม่ผัวแบบนี้... เปิดหูเปิดตาจริงๆ
กินจุไม่พอ ยังขี้เมาอีกต่างหาก!
[ค่าความรังเกียจ +1 +2 +3…]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังรัวๆ เพียงไม่กี่นาที เจียงโม่หลี่ก็โกยคะแนนความรังเกียจไปได้เป็นกอบเป็นกำ
ลู่เต๋อเจาที่กำลังรับแขกอยู่อีกด้าน พอได้ยินข่าวก็รีบเดินจ้ำอ้ามาดู พอเห็นสภาพลูกสะใภ้ที่เมามายไม่ได้สติ กอดเมียตัวเองแน่นไม่ปล่อย ก็กุมขมับด้วยความปวดหัว สั่งการให้ลูกสะใภ้อีกสองคนรีบหามแม่ตัวดีขึ้นรถส่งกลับบ้านทันที
ทว่าพอไปถึงรถ เจียงโม่หลี่กลับเกาะติดอันฮุ่ยแน่นหนึบราวกับตังเม ยื้อยุดฉุดกระชากยังไงก็ไม่ยอมปล่อย
สุดท้าย อันฮุ่ยเลยต้องจำใจขึ้นรถไปส่งลูกสะใภ้จอมป่วนด้วยตัวเอง
ตลอดทางบนรถ เจียงโม่หลี่สงบลงกลายเป็นแมวเชื่องๆ ซบหน้าลงกับไหล่ของอันฮุ่ย ริมฝีปากพึมพำเสียงเบาหวิว
“แม่จ๋า... แม่ไม่คุยกับหนูเลย แม่โกรธหนูเหรอ...”
“อดทนอีกนิดนะ... เดี๋ยวหนูก็ได้กลับไปหาแม่แล้ว...”
“หนูเก่งนะแม่... หนูหาเงินได้เยอะแยะเลย เดี๋ยวหนูจะซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่ๆ ให้แม่... ซื้อรถเบนซ์ให้แม่ขับโก้ๆ... รอคุณยายหายป่วยนะ... หนูจะพาแม่กับยายไปทัวร์ยุโรป...”
อันฮุ่ยเหลือบตามองคนเมาที่กอดแขนเธอแน่นไม่ยอมคลาย
ใบหน้าเท่าฝ่ามือแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ริมฝีปากสีเชอร์รี่ขยับขมุบขมิบไม่หยุด ขนตายาวงอนทาบลงบนแก้มใส ดูไร้พิษสงและน่าสงสารอย่างประหลาด
ความขุ่นเคืองที่มีอยู่เดิมคล้ายจะระเหยหายไปกับคำพูดเพ้อเจ้อเหล่านั้น
ก็แค่เด็กสาวอาภัพที่กำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก...
ถึงจะนิสัยเสีย ปากจัดไปบ้าง แต่ลึกๆ ก็คงเป็นเด็กกตัญญูที่โหยหาความรัก ฝันอยากหาเงินเลี้ยงดูพ่อแม่ให้สุขสบาย
ส่วนที่บอกว่าหาเงินได้แล้วจะกลับไปหาแม่ อันฮุ่ยเข้าใจไปเองว่าเป็นเพียงคำพูดเพ้อฝันของคนเมาที่คิดถึงแม่ผู้ล่วงลับ จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
รถแล่นมาจอดหน้าบ้านพักตระกูลลู่ อันฮุ่ยถอนหายใจโล่งอก คิดว่าลากตัวแม่ตัวดีเข้าห้องนอนให้เรียบร้อยก็หมดเวรหมดกรรมกันเสียที
ที่ไหนได้... พอเจียงโม่หลี่ก้าวลงจากรถ เห็นประตูรั้วเหล็กดัดของบ้านตระกูลลู่ เธอก็เบิกตากว้าง ขืนตัวสุดแรงเกิด
“ไม่เอา! นี่ไม่ใช่บ้านหนู! หนูไม่เข้า!”
“เงียบนะ!”
“ไม่เงียบ! ปล่อยหนูนะ! ช่วยด้วยค่า! มีคนจะลักพาตัวผู้หญิง! ช่วยด้วย! โจรจับตัวเรียกค่าไถ่! กรี๊ดดดดด!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นซอยในยามค่ำคืน ทำเอาบ้านพักข้าราชการที่เงียบสงบแตกตื่นกันโกลาหล
หน้าต่างบ้านโน้นเปิดผัวะ ประตูบ้านนี้แง้มออก หัวคนโผล่ออกมาสลอน ชะเง้อคอมองมาที่หน้าบ้านตระกูลลู่เป็นตาเดียว
“ว้ายตายแล้ว นั่นเสียงใครกัน เอะอะโวยวายอะไรดึกๆ ดื่นๆ”
“ก็สะใภ้ใหม่บ้านลู่น่ะสิ! ได้ยินว่าเมาแอ๋กลับมาจากงานเลี้ยง อาละวาดลั่นซอยเลย”
“ตายจริง! เป็นสาวเป็นนาง เมาหัวราน้ำขนาดนี้เชียวรึ? ขายขี้หน้าแย่เลย”
[ค่าความรังเกียจ +1 +2 +3…]
“ฉันว่าแล้ว... ตอนนั้นฉันจะยกลูกสาวให้เจ้าสามบ้านลู่ พ่อเขาก็เล่นตัวเหลือเกิน นึกว่าสเปกจะสูงส่งแค่ไหน ที่แท้เลือกไปเลือกมาก็ได้แม่ค้าปากตลาดขี้เมาแบบนี้ ผู้ชายตาถั่วแบบนี้ อนาคตคงไปไม่ถึงดวงดาวหรอก ดีนะที่ลูกสาวฉันบุญรักษา ไม่ได้ไปเกลือกกลั้วด้วย”
“น่าสงสารรองผู้บัญชาการลู่นะ อุตส่าห์สร้างชื่อเสียงมาทั้งชีวิต ต้องมามัวหมองตอนแก่เพราะได้ลูกสะใภ้กาลกิณีแบบนี้เข้าบ้าน”
ลู่เฉิงเป็นลูกหลานบ้านใหญ่ เติบโตมาด้วยความสำเร็จและความภาคภูมิใจ จึงมักมีความดื้อรั้นและมั่นใจในตัวเองสูงจนน่าหมั่นไส้ในสายตาคนอื่น
ลู่เต๋อเจาเองก็อยู่ในตำแหน่งสูง ย่อมมีคนอิจฉาริษยาและจ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้ไม่น้อย
พอสบโอกาสที่เจียงโม่หลี่เมาอาละวาดฉีกหน้าครอบครัว หลายคนจึงถือโอกาสผสมโรงนินทาว่าร้ายสองพ่อลูกตระกูลลู่กันอย่างสนุกปาก
และคำครหาเหล่านั้น สุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนความรังเกียจที่พุ่งเป้าไปที่เจียงโม่หลี่
เพราะในสายตาของเพื่อนบ้านทุกคน เจียงโม่หลี่คือตัวหายนะ คือจุดด่างพร้อย ที่จะนำพาความวิบัติมาสู่ตระกูลลู่ผู้ทรงเกียรติในไม่ช้า
ได้สะใภ้แบบนี้เข้าบ้าน... เวรกรรมของตระกูลลู่จริงๆ!
[จบบท]