บทที่ 49: ฉันจะล้างจานเดี๋ยวนี้แหละ
เสียงเคาะประตูที่ดังรัวเป็นจังหวะปลุกให้เจียงโม่หลี่จำต้องถอนตัวจากห้วงนิทราอันแสนหวาน เธอหรี่ตามองแสงสว่างจ้าพลางลากสังขารอันหนักอึ้งไปเปิดประตู พอเห็นว่าเป็นอันฮุ่ยยืนอยู่หน้าห้อง ก็เอ่ยถามเสียงงัวเงีย “แม่คะ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วเนี่ย”
“จะสิบเอ็ดโมงอยู่แล้วจ้ะ ไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยเร็วเข้า เที่ยงนี้เรามีนัดไปกินข้าวที่บ้านป้าอู๋กัน”
“ค่า~”
พอบานประตูงับลง เจียงโม่หลี่ก็ทิ้งตัวดิ่งลงเตียงนอนต่ออีกยก นอนกลิ้งไปมาจนพอใจถึงค่อยขุดตัวเองขึ้นจากที่นอนอย่างอ้อยอิ่งเพื่อหาอาภรณ์มาปกปิดกาย
ตู้เสื้อผ้าไม้แบบสี่บานประตูถูกแบ่งอาณาเขตชัดเจน สองบานฝั่งซ้ายเป็นอาณาจักรของลู่เฉิง
นอกจากเสื้อโค้ทตัวหนาหนักที่แขวนตระหง่านอยู่บนไม้แขวนแล้ว เสื้อผ้าชิ้นอื่นๆ ล้วนถูกพับทบเก็บมุมจนเป็นทรงสี่เหลี่ยมเป๊ะปังราวกับก้อนเต้าหู้ วางซ้อนกันเป็นตั้งๆ อย่างเป็นระเบียบจนน่าหมั่นไส้
ต้องยอมรับจริงๆ ว่าผู้ชายที่ผ่านการฝึกจากกองทัพนี่เจ้าระเบียบกว่าผู้ชายทั่วไปหลายขุม
เจียงโม่หลี่ลองยื่นหน้าเข้าไปสูดจมูกฟุดฟิด
อืม... กลิ่นอายของลูกผู้ชายมันช่างรุนแรง~
เธอปิดประตูตู้ฝั่งซ้ายลง แล้วเปิดตู้ฝั่งขวาที่เป็นของตัวเอง สภาพภายในช่างโล่งเตียนว่างเปล่า ไร้ฝุ่นผงและไร้สิ่งของใดๆ
ก็เธอเพิ่งจะแต่งเข้ามาเมื่อวาน เสื้อผ้าข้าวของยังนอนนิ่งอยู่ในหีบสินเดิมสองใบนั้นเลย ยังไม่มีเวลาได้รื้อออกมาจัดเข้าที่เข้าทางสักชิ้น
พอนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ต้องไปฉีกยิ้มเป็นแขกบ้านอื่น เจียงโม่หลี่ก็ควานหาเสื้อแขนสั้นกับกระโปรงยาวคลุมเข่าที่ไปเดินเลือกซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าพร้อมลู่เฉิงในวันหมั้นออกมาสวม ใส่คู่กับรองเท้าสานหนังหมูคู่เก่ง
แฟชั่นเซตนี้ถ้าเป็นในยุคปัจจุบันคงดูเชยระเบิด แต่สำหรับยุคนี้ถือว่าเปรี้ยวเข็ดฟันและดูดีมีสกุลรุนชาติที่สุดแล้ว
เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จ เจียงโม่หลี่ก็เดินนวยนาดตามหลังอันฮุ่ยออกจากบ้าน
“ลูกเต้าของป้าอู๋เขามีเยอะ มีลูกชายสาม ลูกสาวสอง นอกจากลูกคนโตที่ประจำการอยู่ในกองทัพ ลูกคนอื่นๆ ก็ทำงานอยู่ในตัวเมืองนี่แหละ ลูกรองแต่งงานแยกเรือนไปแล้ว ส่วนคนอื่นๆ ยังเกาะพ่อแม่กิน... เอ้ย ยังพักอยู่ที่บ้าน”
บ้านของอู๋เมี่ยวอวิ๋นอยู่ห่างจากบ้านตระกูลลู่ไปแค่ยี่สิบกว่าก้าว เดินคุยกันยังไม่ทันจะจบประโยคดีก็ถึงหน้าประตูบ้านแล้ว
“อ้าว เสี่ยวเจียงมาแล้วเหรอจ๊ะ เข้ามานั่งในบ้านก่อนสิ”
เจียงโม่หลี่จำหน้าอู๋เมี่ยวอวิ๋นได้แม่นยำ
เมื่อวานป้าแกยังมองเธอด้วยสายตาเหยียดหยามเหมือนเห็นขยะเปียกอยู่เลย แต่วันนี้กลับเปลี่ยนหน้ากากเป็นนางฟ้าใจดี ยิ้มแย้มต้อนรับขับสู้ชวนมากินข้าว
โบราณว่าไว้ คนดีผีคุ้ม แต่ถ้าคนเกลียดมาทำดีด้วย แปลว่าผีกำลังจะหลอก
บ้านของอู๋เมี่ยวอวิ๋นอยู่ชั้นหนึ่งเหมือนกัน แต่ไม่มีสวนหย่อมส่วนตัว พื้นที่ใช้สอยในบ้านก็ดูจะคับแคบกว่าบ้านตระกูลลู่อยู่พอสมควร อาจเป็นเพราะเฉินต้าตง สามีของเธอมีตำแหน่งต่ำกว่าลู่เต๋อเจา
เวลากลางวันแบบนี้ คนบ้านตระกูลเฉินออกไปทำงานทำการกันหมด เหลือเพียงอู๋เมี่ยวอวิ๋น กับเฉินเสวี่ยลูกสาวคนเล็ก และลูกสะใภ้สามพร้อมหลานชาย รวมกับแขกอย่างเธอและอันฮุ่ย ก็เป็นหกชีวิตบนโต๊ะอาหาร
กับข้าวบนโต๊ะดูเรียบง่ายตามอัตภาพ มีแตงกวายำกรอบๆ ถั่วลันเตานึ่งกากหมู และจานเด็ดคือผัดขึ้นฉ่ายใส่เนื้อ
แม้อาหารจะดูพื้นๆ แต่ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ บ้านไหนกล้าเอาเนื้อหมูมาเลี้ยงแขกได้ก็นับว่าใจป้ำพอตัว
เจียงโม่หลี่เพิ่งจะประคองถ้วยข้าวขึ้นมา ยังไม่ทันจะได้คีบอะไร อู๋เมี่ยวอวิ๋นก็จัดการคีบผัดขึ้นฉ่ายกองโตมาโปะลงในถ้วยของเธอ “เสี่ยวเจียงจ๊ะ มาๆ กินขึ้นฉ่ายเยอะๆ คนโบราณเขาถือเคล็ดว่ากิน ‘ฉินไช่’ (ขึ้นฉ่าย) แล้วจะได้ ‘ฉินคว้าย’ (ขยัน) จะได้เป็นคนขยันขันแข็งนะจ๊ะ”
“อุ๊ยตาย มีความเชื่อแบบนี้ด้วยเหรอคะ? งั้นฉันต้องกินเยอะๆ ซะแล้วสิ”
เจียงโม่หลี่ไม่รอช้า ยัดผักกองนั้นเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่เกรงใจ
พอเห็นเธอกินอย่างว่าง่าย อู๋เมี่ยวอวิ๋นก็ลอบสบตากับอันฮุ่ยอย่างมีเลศนัย ก่อนจะเริ่มเปิดฉากเทศนาสั่งสอน “เสี่ยวเจียง ฟังป้านะ ตอนนี้เธอแต่งงานเป็นลูกสะใภ้บ้านเขาแล้ว จะมาทำตัวขี้เกียจสันหลังยาว นอนตื่นสายตะวันโด่งเหมือนตอนเป็นสาวๆ ไม่ได้นะจ๊ะ ต้องรู้จักหัดทำงานบ้าน ปรนนิบัติดูแลพ่อปู่แม่ย่า หัดเป็นสะใภ้ที่กตัญญูรู้ความ...”
อู๋เมี่ยวอวิ๋นกำลังเทศนาได้น้ำได้เนื้อ จู่ๆ เจียงโม่หลี่ก็ดีดตัวลุกพรวดขึ้นยืนราวกับติดสปริง
“โห คุณป้า! ขึ้นฉ่ายนี่มันวิเศษจริงๆ กินปุ๊บไฟแรงปั๊บ!! ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าพลังความขยันมันพลุ่งพล่านจนอยู่เฉยไม่ได้แล้ว เร็วๆๆ ทุกคนไม่ต้องกงต้องกินมันแล้ว ฉันจะล้างจานเดี๋ยวนี้แหละ!!!”
ไม่รอให้คนทั้งโต๊ะตั้งสติทัน เจียงโม่หลี่ก็เริ่มปฏิบัติการกวาดล้างถ้วยชามอย่างรวดเร็วปานพายุหมุน
ข้าวสวยร้อนๆ ในถ้วยของอู๋เมี่ยวอวิ๋นยังพูนจาน ยังไม่ได้ตักเข้าปากสักคำ ก็โดนเจียงโม่หลี่ฉกทั้งตะเกียบทั้งถ้วยไปหน้าตาเฉย
คนอื่นๆ บนโต๊ะก็ชะตากรรมไม่ต่างกัน ข้าวยังพร่องไปไม่ถึงสองคำ ก็โดนแม่สาวจอมขยัน (เพราะฤทธิ์ผัก) ตามเก็บเรียบ
ทุกคนได้แต่นั่งอ้าปากค้าง ตะลึงงันมองดูเจียงโม่หลี่หอบถ้วยชามกองพะเนินเทินทึกเดินดุ่มๆ ตรงดิ่งเข้าไปในครัว
“เสี่ยวเจียง! เธอจะทำ...”
“เพล้ง!!”
เสียงถ้วยใบแรกหลุดมือร่วงลงพื้นแตกกระจายดังสนั่นหวั่นไหว ตัดบทพูดของอู๋เมี่ยวอวิ๋นฉับพลัน
เจียงโม่หลี่หันกลับมาฉีกยิ้มกว้างอย่างไม่สะทกสะท้าน “อุ๊ยตาย ทำแตกไปใบหนึ่ง แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะป้าอู๋ ป้ายังมีอะไรจะสั่งสอนอีกไหมคะ พูดมาได้เลยค่ะ ฉันกำลังตั้งใจฟัง...”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ถ้วยอีกใบก็ร่วงลงไปจูบพื้นแตกละเอียดตามรุ่นพี่มันไป
“เพล้ง!”
พอเห็นถ้วยที่เหลือในมือเจียงโม่หลี่ทำท่าจะร่วงแหล่มิร่วงแหล่เหมือนใบไม้ร่วง อู๋เมี่ยวอวิ๋นก็นั่งไม่ติดเก้าอี้แล้ว ร้องเสียงหลง “ถือดีๆ สิ! อย่าทำแตกนะ นั่นมันของแพง!”
แต่ทว่าถ้วยชามในมือเจียงโม่หลี่เหมือนจะมีชีวิตและเกลียดการอยู่รวมกัน พวกมันพากันกระโดดลงพื้นทีละใบสองใบอย่างสนุกสนาน
ชั่วพริบตาเดียว ทั่วทั้งห้องโถงก็บรรเลงไปด้วยเสียงซิมโฟนีแห่งความหายนะ... เพล้ง! เคร้ง! พลั่ก!
ทุกคนยืนแข็งทื่อเป็นหิน วิญญาณหลุดออกจากร่างไปเรียบร้อยแล้ว
...
“ป้าหม่าในครัวพอมีข้าวเหลือให้กินไหมจ๊ะ”
หม่าหงเหมยเดินเช็ดมือออกมาจากครัว เห็นสองแม่ผัวลูกสะใภ้เดินกลับมาด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับก็ทำหน้าแปลกใจ “อ้าว ไหนบอกไปกินข้าวบ้านตระกูลเฉินไง ทำไมกลับมาเร็วจัง ข้าวยังไม่ทันเรียงเม็ดเลยมั้งเนี่ย”
เจียงโม่หลี่ตอบหน้าตายว่า “ตอนแรกฉันกะว่าจะโชว์ฝีมือช่วยป้าอู๋ล้างจานสักหน่อย แต่ป้าอู๋ดูเหมือนจะไม่ค่อยปลื้มในความหวังดีของฉัน เราก็เลยกลับกันมาค่ะ”
หม่าหงเหมยฟังแล้วก็มึนตึ้บ เลยขยับตัวกระแซะเข้าไปใกล้อันฮุ่ยแล้วกระซิบถามเสียงเบาหวิว “ไหนพี่อู๋แกรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะช่วยดัดสันดาน... เอ้ย ดัดนิสัยเสี่ยวเจียงให้ไง”
“เฮ้อ อย่าให้พูดเลย” อันฮุ่ยถอนหายใจยาวเหยียด
“แอบซุบซิบอะไรกันคะเนี่ย ให้หนูเผือกด้วยคนสิ”
พอหันไปเห็นเจียงโม่หลี่ที่ยื่นหน้าเข้ามาแจมตอนไหนก็ไม่รู้ อันฮุ่ยก็ฝืนยิ้มมุมปากจนแก้มเกร็ง “เสี่ยวเจียง เธอกลับห้องไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวแม่ทำกับข้าวเสร็จแล้วจะไปเรียก”
“งั้นรีบหน่อยนะคะแม่ หนูหิวจนไส้จะขาดแล้วเนี่ย”
เจียงโม่หลี่หิวจริงๆ ไม่ได้ดราม่า เพราะเมื่อเช้าก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง เธอคว้าจานผลไม้บนโต๊ะรับแขกมากอดไว้แนบอก แล้วเดินอาดๆ กลับห้องไปอย่างสบายใจเฉิบ
พอประตูห้องปิดลงปุ๊บ หม่าหงเหมยก็รีบซักไซ้อันฮุ่ยทันทีว่าตกลงมันเกิดเรื่องบ้าบออะไรขึ้น
อันฮุ่ยเล่าเหตุการณ์วินาศสันตะโรที่บ้านตระกูลเฉินให้ฟังอย่างละเอียดทุกช็อต
หม่าหงเหมยฟังจบก็ถึงกับพูดไม่ออก “เสี่ยวเจียงนี่... หล่อนเป็นเทพเจ้าแห่งการทำลายล้างหรือไง ทำไมถึงได้ขยันก่อเรื่องขนาดนี้นะ”
อันฮุ่ยส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “เธอไม่เห็นสีหน้ายัยเมี่ยวอวิ๋นตอนนั้นหรอก เขียวปัดยิ่งกว่าผักขึ้นฉ่ายอีก ชาตินี้เขาคงไม่ยอมให้เสี่ยวเจียงเหยียบเงาบ้านเขาอีกแล้วมั้ง”
หม่าหงเหมยรำพึง “ฉันก็นึกว่าพี่อู๋จะมีไม้เด็ดช่วยปราบพยศเสี่ยวเจียงได้จริงๆ ซะอีก...”
อันฮุ่ยโมโหจนเกือบจะหลุดขำออกมา “ปราบพยศอะไรกัน ใครปราบใคร เธอยังดูไม่ออกอีกเหรอ?”
หม่าหงเหมยลองตรองดูดีๆ ก็จริงแฮะ ไปกินข้าวบ้านเขาแค่มื้อเดียว ทำถ้วยชามเขาแตกไปตั้งหกใบ เป็นเธอเองก็คงขยาดไม่กล้าใช้เจียงโม่หลี่ล้างจานไปตลอดชีวิต
อันฮุ่ยเองก็ดูเหมือนจะปลงตกในโชคชะตา “ช่างเถอะ ฉันไม่หวังให้เธอขยันขันแข็งเป็นแม่ศรีเรือนอะไรนั่นแล้ว ขอแค่หล่อนอยู่อย่างสงบไม่ก่อเรื่อง ไม่ทำข้าวของในบ้านพังเสียหาย ฉันก็จุดธูปขอบคุณสวรรค์แล้ว”
หม่าหงเหมย “...”
คนเรานี่ก็แปลก ขีดจำกัดความอดทนมันมากขึ้นได้เรื่อยๆ เพียงเพราะโดนกระทำย่ำยีซ้ำแล้วซ้ำเล่านี่แหละ
ด้วยความที่คิดว่าสองคนนั้นจะไปฝากท้องมื้อเที่ยงที่บ้านตระกูลเฉิน หม่าหงเหมยเลยไม่ได้หุงข้าวเผื่อ เธอต้มบะหมี่กินเองง่ายๆ กับกับข้าวเหลือเมื่อคืน
แต่พอเจียงโม่หลี่ไปสร้างวีรกรรมที่บ้านนั้นจนต้องระเห็จกลับมา ทั้งแม่ผัวลูกสะใภ้ยังไม่ได้กินอะไร แถมตอนนี้ก็เลยเวลาข้าวเที่ยงมานานโขแล้ว
เพื่อความรวดเร็วทันใจ หม่าหงเหมยเลยจัดการต้มบะหมี่น้ำใส่ไข่ให้คนละชาม
[ค่าความรังเกียจ +3 ยอดเงินเข้าบัญชี 30,000 หยวน]
เจียงโม่หลี่เพิ่งจะหยิบตะเกียบเตรียมโซ้ยบะหมี่เข้าปาก ระบบตัวดีก็เด้งแจ้งเตือนยอดเงินเข้าบัญชีทันที ช่างเป็นเสียงที่ไพเราะเสนาะหูจริงๆ
...
หลังจากเจียงโม่หลี่กับอันฮุ่ยสะบัดก้นกลับไป อู๋เมี่ยวอวิ๋นไม่ได้รีบเก็บกวาดซากความเสียหาย แต่รีบยกหูโทรศัพท์กริ๊งกร๊างหาบรรดาเพื่อนฝูงในสมาคมแม่บ้าน
ไม่นานนัก เหล่าป้าๆ น้าๆ อาๆ ในบ้านพักข้าราชการที่สนิทชิดเชื้อกับอู๋เมี่ยวอวิ๋นก็มารวมตัวกันที่บ้านตระกูลเฉินอย่างพร้อมเพรียง
“พวกเธอดูสิ! นี่คือผลงานของแม่สะใภ้จอมขี้เกียจสันหลังยาวคนนั้น! ข้าวสวยขาวๆ ร้อนๆ ต้องมาหกเลอะเทอะเสียของหมด! แล้วดูถ้วยฉันสิ ถ้วยกระเบื้องลายฉลุชิงฮวาจากจิ่งเต๋อเจิ้นของแท้ ชุดหนึ่งมีสิบสองใบ แม่นั่นทำแตกไปทีเดียวหกใบ! ครึ่งโหลเลยนะยะ!”
ในยุคสมัยนี้ การกินทิ้งกินขว้างถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายและน่าอับอายขายขี้หน้า ยิ่งเป็นข้าวสวยชั้นดีที่นานปีทีหนจะได้กินกันเต็มคราบด้วยแล้ว ขนาดพวกหล่อนที่เป็นชนชั้นกลางกินเงินเดือนหลวง ยังไม่ได้มีกินทุกมื้อเลยด้วยซ้ำ
นี่ไปเป็นแขกบ้านคนอื่น นอกจากจะทำข้าวปลาอาหารเขาเสียหายจนกินไม่ได้ แล้วยังทำถ้วยชามราคาแพงเขาแตกละเอียดอีก
ถ้าบอกว่าพลั้งมือทำแตกสักใบก็ยังพอจะหลับหูหลับตาให้อภัยได้
แต่นี่เล่นทำแตกไปตั้งหกใบ เห็นได้ชัดว่าจงใจกวนประสาทและแกล้งกันชัดๆ
จิตใจช่างดำมืดและอำมหิตเกินคนไปแล้ว!
[จบบท]