บทที่ 53: หัวอกพ่อ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารบ้านตระกูลเจียงเย็นวันนี้เงียบเชียบจนน่าใจหาย
หากเป็นเมื่อก่อน ช่วงเวลานี้บ้านหลังเล็กมักจะอึกทึกครึกโครมไปด้วยเสียงเจี้ยวจ๊าว ไม่เสียงเจียงโม่หลี่คอยบ่นกระปอดกระแปดเลือกกินนู่นตินี่ ก็คงเป็นเสียงสองพี่น้องเปิดศึกฝีปากกันไม่เว้นแต่ละวัน
ทว่าในยามนี้ เมื่อลูกสาวทั้งสองต่างออกเรือนไปจนหมด บ้านทั้งหลังกลับเงียบสงบลงอย่างประหลาด ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่ชวนให้โหวงเหวงในอก
เจียงเผิงก้มหน้าก้มตาซดบะหมี่ในชามเสียงดังซูู้ดซ้าด เพียงไม่กี่คำก็จัดการมื้อเย็นจนเกลี้ยง เขาใช้หลังมือเช็ดปากลวกๆ ก่อนจะรีบมุดหายเข้าไปในห้องนอนด้านในด้วยท่าทีลิงโลด
บ้านหลังเล็กของตระกูลเจียงมีพื้นที่เพียงสองห้อง แต่เดิมเจียงต้าไห่และหลี่หงอิงต้องอาศัยหลับนอนที่ห้องโถงด้านนอก ปล่อยให้ห้องนอนด้านในเป็นอาณาจักรส่วนตัวของเจียงโม่หลี่และเจียงฉิง เจียงเผิงซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กไม่เคยมีพื้นที่ส่วนตัวมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก ต้องอาศัยนอนเบียดเสียดบนเตียงพับเล็กๆ ตรงมุมห้องด้านนอกมาตลอด พอพี่สาวทั้งสองแต่งงานออกไป สวรรค์ก็โปรดประทานห้องส่วนตัวให้เขาครอบครองเสียที
เจียงต้าไห่ทอดสายตามองภรรยาที่เอาแต่เขี่ยข้าวในชามพลางลอบปาดน้ำตา ก่อนจะพูดขึ้น “กินข้าวเถอะคุณ เดี๋ยวเส้นอืดหมดจะไม่อร่อย”
ดวงตาของหลี่หงอิงแดงก่ำ เธอดันชามข้าวที่ยังพร่องไปไม่ถึงครึ่งมาตรงหน้าสามี “คุณกินเถอะ ฉันกลืนไม่ลงจริงๆ ไม่รู้ป่านนี้เสี่ยวฉิงจะเป็นยังไงบ้าง จะได้กินข้าวกินปลาบ้างหรือยังก็ไม่รู้”
เจียงต้าไห่มองภรรยาด้วยความเห็นใจ เขารู้ดีว่าคนเป็นแม่ย่อมตัดใจไม่ลง “ถ้าคุณไม่สบายใจ พรุ่งนี้เช้าก็ลองกลับไปดูที่บ้านเกิดหน่อยสิ ในตู้มีปลากระป๋องกับน้ำตาลทรายแดง หยิบติดไม้ติดมือไปฝากทางนั้นบ้าง อย่าให้เสียมารยาท”
หลี่หงอิงได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้ารับ “งั้นฉันจะรีบไปแต่เช้า เที่ยงๆ ก็คงกลับมาทัน ไม่กระทบเวลาทำมื้อเย็นแน่นอน”
“เอาเถอะ กินข้าวเสียก่อน”
“ค่ะ”
หลี่หงอิงปาดน้ำตาหยดสุดท้ายทิ้ง แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมา พลันสายตาเหลือบไปเห็นชามของสามีที่แทบจะมองเห็นก้นถ้วย ความเป็นแม่บ้านที่ห่วงใยสามีก็ทำงานโดยอัตโนมัติ “ฉันแบ่งให้คุณครึ่งหนึ่งนะ ฉันกินไม่หมดหรอก”
“ไม่ต้องหรอก ผมอิ่มแล้ว”
เมื่อเห็นเจียงต้าไห่ยืนกรานเช่นนั้น หลี่หงอิงจึงยอมก้มหน้าก้มตากินส่วนของตัวเองเงียบๆ
เจียงต้าไห่จัดการมื้อเย็นอย่างรวดเร็ว เขาวางตะเกียบลงแล้วลุกขึ้นยืนพลางจัดเสื้อผ้า “ผมจะออกไปเดินย่อยอาหารสักหน่อย”
“งั้นก็รีบไปรีบกลับนะ ฉันจะอุ่นน้ำอาบไว้ให้ในหม้อ”
“อืม”
เจียงต้าไห่เข็นจักรยานคู่ใจเดินออกจากบ้านไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็บังเอิญสวนทางกับเพื่อนร่วมงานในโรงงานที่กำลังเดินหน้าแดงกรึ่มๆ กลับมา
“อ้าว นายช่างเจียง ดึกป่านนี้แล้วยังจะออกไปไหนอีก”
“อ๋อ พอดีมีธุระต้องไปทำนิดหน่อยน่ะ แล้วนี่เพิ่งกลับจากวงเหล้าเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ เหล่าโจวมันเลี้ยง ทั้งเหล้าทั้งกับแกล้มเพียบ มันบ่นหาคุณด้วยนะ ชวนแล้วคุณก็ไม่ยอมไป”
เจียงต้าไห่โบกมือปฏิเสธด้วยรอยยิ้มบางๆ “ช่วงนี้ที่บ้านยุ่งๆ น่ะ ไว้วันหลังนะ วันหลังฉันขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงเอง”
“พูดแล้วนะ ฉันจะรอ!”
หลังจากทักทายตามประสาคนกันเอง เจียงต้าไห่ก็ขึ้นคร่อมจักรยานแล้วปั่นมุ่งหน้าออกจากตรอกไป
แสงไฟจากป้อมยามหน้าบ้านพักข้าราชการทหารส่องสว่างอยู่ไม่ไกล เจียงต้าไห่ชะลอรถลง ก่อนจะตัดสินใจลงเดินเข็นจักรยานแทน
ฝีเท้าของเขาเชื่องช้า สายตาจับจ้องไปยังประตูทางเข้าที่ดูน่าเกรงขามนั้นอย่างไม่วางตา
หลี่หงอิงห่วงลูกสาวของเธอ เขาเองก็ห่วงลูกสาวของเขาไม่ต่างกัน
หัวอกคนเป็นพ่อ ใครบ้างจะไม่อยากรู้ว่าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่เพิ่งแต่งออกไปมีความเป็นอยู่เช่นไร สุขสบายดีไหม หรือต้องนอนร้องไห้เพราะโดนใครรังแกหรือเปล่า ในเมื่อตกเย็นว่างเว้นจากภารกิจ เขาก็อดไม่ได้ที่จะแวะมาดูให้เห็นกับตา เผื่อโชคดีอาจจะได้เห็นหน้าลูกสักแวบหนึ่งก็ยังดี
เจียงต้าไห่เข็นจักรยานเดินด้อมๆ มองๆ วนเวียนอยู่หน้าประตูใหญ่ถึงสองรอบ แม้แต่เงาของลูกสาวก็ยังไม่เห็น แต่พฤติกรรมลับๆ ล่อๆ ของเขากลับไปสะดุดตาของทหารยามหน้าประตูเข้าอย่างจัง
ทหารหนุ่มกระชับปืนในมือ เดินตรงเข้ามาขวางทางด้วยท่าทีขึงขัง “สหาย หยุดก่อน! มาทำอะไรที่นี่”
สายตาคมกริบและอาวุธครบมือของทหารยามทำเอาชายวัยกลางคนอย่างเจียงต้าไห่ประหม่าจนลิ้นพันกัน “ผะ...ผม...ผมแค่ผ่านมาครับ”
“คุณสังกัดหน่วยงานไหน พักอยู่ที่ไหน กรุณาแสดงบัตรประจำตัวด้วย”
เจียงต้าไห่ใจหายวาบ รู้ตัวทันทีว่างานเข้าแล้ว
ความจริงแล้ว ปัญหานี้แก้ได้ง่ายนิดเดียว เพียงแค่โทรศัพท์เรียกให้ลูกสาวออกมายืนยันตัวตน ทุกอย่างก็จบ แต่เขากลับเลือกที่จะไม่ทำ เพราะไม่อยากสร้างความลำบากใจให้ลูก เดิมทีแม่สามีของเจียงโม่หลี่ก็ดูจะไม่ค่อยปลื้มลูกสาวเขาเท่าไหร่นัก เขาที่เป็นพ่อช่วยอะไรไม่ได้มาก อย่างน้อยก็ต้องไม่ทำตัวเป็นภาระให้ลูกสาวต้องขายหน้า
อีกอย่าง ดึกดื่นป่านนี้แทนที่จะอยู่บ้าน กลับมายืนด้อมๆ มองๆ หน้าบ้านสามีลูกสาว หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูคนอื่น เขาคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
เจียงต้าไห่พยายามอธิบายอย่างใจเย็น บอกชื่อแซ่และหน่วยงานต้นสังกัดอย่างละเอียด แต่ในยุคที่ความปลอดภัยเข้มงวดเช่นนี้ การไม่มีบัตรยืนยันตัวตนถือเป็นเรื่องใหญ่ ทหารยามจึงไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มิหนำซ้ำยังวิทยุรายงานไปยังหน่วยเหนือเพื่อตรวจสอบ
เหงื่อกาฬเริ่มซึมตามไรผม เจียงต้าไห่ทั้งนึกเสียใจและร้อนรน ถ้ารู้ว่าความคิดถึงลูกจะนำพาความเดือดร้อนมาให้ขนาดนี้ เขาคงข่มตานอนอยู่บ้านเสียดีกว่า
จังหวะนั้นเอง ลู่ถิงถิงก็หิ้วถุงขยะเดินออกมาจากประตูใหญ่ พอได้ยินเสียงเอะอะโวยวายที่ป้อมยาม สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นก็สั่งให้เธอเดินเข้าไปดู
ทันทีที่เห็นหน้าคู่กรณีชัดๆ เธอก็เลิกคิ้วสูง... อ้าว นี่มันพ่อของนังเจียงโม่หลี่ไม่ใช่รึ?
วีรกรรมของเจียงโม่หลี่สมัยเรียนนั้นเลื่องลือระบือไกล ก่อเรื่องแต่ละทีร้อนถึงผู้ปกครองต้องวิ่งวุ่น เจียงต้าไห่จึงกลายเป็นแขกประจำของโรงเรียน จนแทบจะไม่มีใครในโรงเรียนที่ไม่รู้จักหน้าค่าตาเขา
เจียงต้าไห่เป็นชายวัยกลางคนที่ดูแลตัวเองดี โครงหน้าสี่เหลี่ยมทรงอักษรกั๋วบ่งบอกถึงความซื่อสัตย์ คิ้วเข้มตาโต สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดสะอ้าน หวีผมเรียบแปล้ ภายใต้แสงไฟสลัวยามค่ำคืน ชายตรงหน้าดูภูมิฐานและมีเค้าความหล่อเหลาไม่เบา
พอนึกถึงคำแซวบ้าๆ บอๆ ของเพื่อนสาวที่ยุให้เธอไปเป็น 'แม่เลี้ยง' ของเจียงโม่หลี่ ลู่ถิงถิงก็รู้สึกหน้าร้อนผ่าวด้วยความขัดเขิน แต่ขากลับก้าวเดินเข้าไปหาเจียงต้าไห่โดยไม่รู้ตัว
“คุณมาทำอะไรที่นี่คะ?”
เจียงต้าไห่หันขวับมามองต้นเสียง เขาจ้องหน้าลู่ถิงถิงเขม็ง รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเด็กสาวคนนี้เหลือเกิน แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน
ทหารยามจำคุณหนูลู่ถิงถิงได้แม่นยำ รีบเปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อมทันที “สหายลู่ คุณรู้จักผู้ชายคนนี้ด้วยเหรอครับ?”
คำว่า 'สหายลู่' เหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เจียงต้าไห่รู้สึกทั้งโล่งใจและกังวลใจระคนกัน เด็กคนนี้เป็นคนตระกูลลู่ เธอย่อมช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้เขาได้ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เรื่องที่เขาแอบมาดักรอลูกสาว... ก็คงปิดไม่มิดแล้วสินะ
“อืม รู้จักสิ” ลู่ถิงถิงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “เขาเป็นพ่อของอาสะใภ้สามฉันเอง”
อาสะใภ้สาม? นี่มัน... พ่อตาของท่านผู้บัญชาการลู่เฉิงงั้นรึ?!
ทหารยามหน้าถอดสี รีบปล่อยมือจากแขนเจียงต้าไห่ราวกับจับของร้อน ก่อนจะยืนตรงตะเบ๊ะทำความเคารพขอขมาแทบไม่ทัน
กิตติศัพท์ความดุและหวงแหนคนในครอบครัวของลู่เฉิงนั้นเป็นที่เลื่องลือ หากท่านรู้ว่าลูกน้องบังอาจไปจับกุมพ่อตาของท่าน มีหวังเขาได้ถูกสั่งขังลืมแน่
เมื่อทหารยามถอยฉากกลับไปประจำจุด เจียงต้าไห่ก็หันมามองลู่ถิงถิงด้วยแววตาซาบซึ้งใจ “แม่หนูลู่ ขอบใจมากนะลูก ลุงมีเรื่องอยากจะขอรบกวนหนูอีกสักเรื่อง... เรื่องเมื่อคืนนี้ หนูอย่าไปบอกโม่หลี่ได้ไหม ลุงแค่ผ่านมาทำธุระแถวนี้ เลยคิดว่าเผื่อโชคดีอาจจะเจอโม่หลี่ ก็เลยเผลอยืนรอนานไปหน่อย ไม่คิดว่าจะทำให้ทหารเขาเข้าใจผิด... โม่หลี่แกเป็นคนใจร้อน ลุงไม่อยากให้แกต้องมาเป็นห่วง”
ลู่ถิงถิงแค่นเสียง “ฮึ” ในลำคอ เบือนหน้าหนีเล็กน้อย “รู้แล้วน่า”
“ขอบใจ... ขอบใจจริงๆ ดึกแล้ว หนูรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ ลาก่อนนะ”
พูดจบ เจียงต้าไห่ก็รีบคว้าจักรยานปั่นออกไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาเห็นเข้าอีก
ลู่ถิงถิงยืนมองแผ่นหลังกว้างที่ค่อยๆ หายไปในความมืด ครู่หนึ่งจึงสะบัดหน้าหมุนตัวเดินกลับเข้าประตูใหญ่
ต่อให้เจียงต้าไห่ไม่ขอร้อง เธอก็ไม่มีวันปริปากบอกเรื่องนี้กับเจียงโม่หลี่เด็ดขาด อย่าเข้าใจผิดเชียว เธอไม่ได้มีจิตเมตตาอยากช่วยเหลือเจียงต้าไห่อะไรนั่นหรอก ใจจริงเธออยากจะยืนหัวเราะเยาะตอนเขาโดนลากตัวไปห้องขังด้วยซ้ำ ให้เจียงโม่หลี่ต้องขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
แต่ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูผู้ใหญ่ในบ้าน โดยเฉพาะอาสาม... เธอคงเป็นฝ่ายที่โดนเล่นงานจนน่วมเสียเอง
ที่ช่วยก็เพราะกลัวบารมีอาสามต่างหาก ไม่ได้พิศวาสหรืออยากจะก้มหัวให้เจียงโม่หลี่สักนิด
ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ ตอนเดินผ่านหน้าบ้านพักของตระกูลลู่ ลู่ถิงถิงกำหมัดแน่น กัดฟันกรอดพลางสาบานในใจ
เจียงโม่หลี่... ฝากไว้ก่อนเถอะ สักวันฉันจะต้องขี่คอเธอให้ได้ คอยดู!
ชิ!
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ โต๊ะอาหารบ้านตระกูลจาง
เจียงฉิงนั่งหน้าซีดเซียว ประคองชามข้าวต้มข้าวโพดที่พร่องไปไม่ถึงครึ่ง ตักเข้าปากทีละคำอย่างยากลำบาก ราวกับกำลังกลืนยาขม
ในชนบทห่างไกลแบบนี้ แป้งข้าวโพดล้วนได้จากการโม่ด้วยโม่หินแบบชาวบ้าน เนื้อแป้งจึงหยาบกร้านสากลิ้น ต่อให้ต้มจนเละเป็นโจ๊ก พอกลืนลงคอก็ยังรู้สึกระคายเคืองเหมือนมีกระดาษทรายขูดผ่านลำคอ
เมื่อคืนเธอก็นอนแทบไม่หลับ บ้านดินดิบๆ ที่ทั้งอับทั้งชื้น ผนังมีรอยร้าว พื้นเตียงแข็งกระด้างราวกับแผ่นหิน ทำเอาเธอปวดร้าวไปทั้งเนื้อทั้งตัว
ก่อนตัดสินใจมาที่นี่ เธอเตรียมใจไว้บ้างแล้วว่าชีวิตในชนบทคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ไม่คิดเลยว่าความเป็นจริงมันจะโหดร้ายทารุณขนาดนี้
ทนเอาหน่อย... แค่สองสามเดือนเอง กัดฟันทนเดี๋ยวเดียวก็ผ่านไปแล้ว
เจียงฉิงพยายามสะกดกลั้นความรู้สึก ปลอบประโลมจิตใจตัวเองอย่างเงียบๆ
ทว่าที่ฝั่งตรงข้าม จินอวี้หลานจ้องมองกิริยากระบิดกระบวนกินข้าวราวกับแมวดมของลูกสะใภ้เมืองกรุงด้วยความขัดใจ ก่อนจะรัวคำพูดใส่เป็นชุดเหมือนปืนกล
“เสี่ยวฉิง! มัวเอ้อระเหยอะไรอยู่ รีบกินเข้าสิ กินเสร็จจะได้รีบลงนาไปทำงาน ในนาข้าวมีหญ้าขึ้นรกไปหมดแล้ว ไร่ข้าวโพดก็ต้องไปช่วยกันใส่ปุ๋ย ไร่มันเทศก็มีหนอนลงต้องไปช่วยกันจับ งานการมีให้ทำถมเถ เธอแต่งเข้ามาแล้วก็ต้องรู้จักทำมาหากิน ช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านบ้าง!”
ถ้อยคำของแม่สามี เปรียบเสมือนน้ำเย็นเฉียบถังใหญ่ ที่สาดโครมลงมากลางแสกหน้า ดับประกายไฟแห่งความหวังอันริบหรี่ของเจียงฉิงจนมอดสนิท ไม่มีเหลือแม้แต่ควัน
[จบบท]