บทที่ 55: การกลับบ้านเดิมที่แสนวุ่นวาย
“แม่ดองไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ หนูฉิงเนี่ยรู้ความจะตายไป ดูสิ เสื้อผ้าที่ตากอยู่เต็มลานบ้านนั่น ฝีมือเธอซักเองทั้งนั้น สะอาดสะอ้านทุกตัวเลยเชียว”
หลี่หงอิงทอดสายตามองไปยังเสื้อผ้าที่แขวนเรียงรายอยู่กลางลานบ้าน บนราวไม้ไผ่สองแถวมีเสื้อผ้าตากอยู่จนแน่นขนัด เสื้อผ้าหลากสีสันพลิ้วไหวไปตามแรงลม แต่สิ่งที่สะดุดตาหลี่หงอิงที่สุดกลับเป็นกางเกงในผู้ชายตัวโคร่งที่แขวนปะปนอยู่หลายตัว
หัวอกคนเป็นแม่ถึงกับปวดแปลบ สมัยที่ลูกสาวอยู่บ้านตระกูลเจียง งานบ้านงานเรือนเจียงฉิงอาจจะต้องทำทุกอย่างก็จริง แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่เจียงต้าไห่และเจียงเผิงสองพ่อลูกยึดถือมาตลอด คือพวกเขาจะซักกางเกงชั้นในของตัวเอง ไม่เคยปล่อยให้ลูกสาวของเธอต้องไปสัมผัสของส่วนตัวแบบนั้น
ทว่าหลี่หงอิงเป็นคนหัวอ่อน ขี้เกรงใจจนเข้าขั้นขลาดเขลา แม้ในใจจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสม แต่พออยู่ต่อหน้าจินอวี้หลาน เธอกลับไม่กล้าปริปากแย้งแม้แต่ครึ่งคำ
ลูกสาวเพิ่งจะแต่งเข้าบ้านได้ไม่กี่วัน หากแม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายจนแม่สามีไม่พอใจ คนที่จะลำบากก็คือลูกสาวเธอเอง
ช่างเถอะ... นี่เป็นทางที่เจียงฉิงเลือกเองทั้งนั้น ทุกอย่างคงเป็นเวรกรรมที่ลิขิตมาแล้ว
จินอวี้หลานเป็นคนเจนโลก ย่อมมองออกว่าต้องพูดอย่างไรถึงจะกล่อมคนซื่อๆ แบบหลี่หงอิงได้อยู่หมัด
“แม่หลี่วางใจเถอะ ในเมื่อหนูฉิงแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้บ้านเราแล้ว ฉันก็ต้องรักและเอ็นดูเหมือนลูกสาวในไส้ รับรองว่าจะไม่ยอมให้เธอต้องเจ็บช้ำน้ำใจหรือลำบากแม้แต่นิดเดียว”
ประโยคหวานหูนี้แหละที่หลี่หงอิงรอคอย เธอพยักหน้ารัวๆ ด้วยความซาบซึ้ง “คงต้องรบกวนคุณช่วยดูแลด้วยนะคะ”
“แหม พูดจาห่างเหินไปได้ อย่าว่าแต่ตอนนี้หนูฉิงเป็นลูกสะใภ้ฉันเลย ต่อให้ไม่ใช่ ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านเราที่มีมาตั้งนาน ฉันในฐานะป้าก็ต้องคอยดูแลหนูฉิงอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เห็นฉันแบบนี้ ฉันไม่ใช่แม่ผัวใจร้ายในละครที่คอยโขกสับลูกสะใภ้หรอกนะ”
เมื่ออีกฝ่ายพูดจาดีขนาดนี้ หลี่หงอิงก็หมดห่วงและไม่มีอะไรจะพูดต่อ จึงขยับตัวลุกขึ้นเพื่อขอตัวกลับ
“ฉันแค่แวะมาดูหน้าลูกหน่อย เห็นพวกคุณกำลังยุ่งๆ กันอยู่ งั้นฉันขอตัวกลับก่อนดีกว่า”
จินอวี้หลานรีบลุกขึ้นเดินไปส่ง พร้อมกับเอ่ยชวนตามมารยาทสังคม “นานๆ จะมาสักที อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิแม่หลี่”
“ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้ที่บ้านมีธุระยุ่งๆ ไว้วันหลังว่างๆ ค่อยมาใหม่”
ขณะที่กำลังจะก้าวพ้นประตู หลี่หงอิงเหลียวหลังกลับไปมองแวบหนึ่ง ความน้อยใจแล่นริ้วขึ้นมาในอกเมื่อเห็นว่าเจียงฉิงยังคงยืนนิ่ง ไม่มีทีท่าว่าจะเดินออกมาส่งแม่ตัวเอง
เจียงฉิงยืนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจนในที่สุดก็ตัดสินใจวิ่งตามออกไป
“แม่! เดี๋ยวหนูเดินไปส่ง”
“เอาสิๆ หนูฉิงไปส่งแม่เธอหน่อยเถอะ นานๆ แม่จะมาหาทั้งที คุยกันให้หายคิดถึง”
จินอวี้หลานฉลาดพอที่จะรู้ว่าสองแม่ลูกคงมีเรื่องส่วนตัวอยากคุยกัน จึงหยุดฝีเท้าลงแล้วปล่อยให้พวกเขาเดินออกไป
แต่พอลับหลังสองแม่ลูก รอยยิ้มการค้าบนหน้าจินอวี้หลานก็เลือนหายไปทันที เธอรีบเดินกลับไปที่ห้องโถงกลาง คว้าถุงของฝากที่หลี่หงอิงหิ้วมาด้วยความรวดเร็ว แล้วนำไปยัดใส่ตู้ล็อกกุญแจดังแกริก!
บ้านนี้มีแต่พวกเปรตขอส่วนบุญ ถ้าไม่รีบเก็บของดีๆ ไว้ มีหวังไม่เกินสองวันคงโดนพวกนั้นฟาดเรียบไม่เหลือซาก
…
“ที่บ้านเป็นยังไงบ้าง เจียงเผิงไม่ได้รังแกแม่ใช่ไหม”
เมื่อลูกสาวเอ่ยปากถาม หลี่หงอิงก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนตอบ “เจ้าเผิงถึงจะดูเป็นเด็กเหลวไหลไม่เอาถ่าน แต่เนื้อแท้เขาก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ลูกอย่าไปตั้งแง่อคติกับน้องนักเลย”
“แม่ก็มองโลกในแง่ดีเกินไป สองพี่น้องนั่นนิสัยเหมือนกันอย่างกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ไม่มีใครดีสักคน!”
เจียงฉิงสบถด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะนึกขึ้นได้และถามถึงข้าวของที่ยังทิ้งไว้ที่บ้านเดิม ตอนที่เธอออกจากบ้านมา มันฉุกละหุกมาก เธอเอามาแค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุดกับหนังสือเรียนสำหรับเตรียมสอบ ยังมีของใช้ส่วนตัวอีกหลายอย่างที่ยังกองอยู่ที่บ้านตระกูลเจียง
“ของของลูกกับโม่หลี่ที่ทิ้งไว้ แม่เก็บรวบรวมแพ็กใส่กล่องไว้ให้หมดแล้ว ถ้าลูกจะใช้เมื่อไหร่ก็กลับไปเอาได้นะ ส่วนห้องนอนเก่าของลูกกับโม่หลี่... ตอนนี้เจ้าเผิงย้ายเข้าไปอยู่แล้ว”
เจียงฉิงแค่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพช
ต่อหน้าทำเป็นแสร้งพูดจาดี หว่านล้อมให้เธออยู่บ้านรอแต่งงาน แต่พอลับหลังเธอเดินพ้นประตูบ้านไปปุ๊บ ก็รีบยัดลูกชายตัวเองเข้าไปยึดห้องนอนทันที
เจตนาชัดเจนขนาดนี้ คือกะจะตัดทางถอยไม่ให้เธอมีที่ซุกหัวนอนถ้าย้อนกลับไปสินะ
ช่างเถอะ... เธอไม่เคยคาดหวังความจริงใจจากพ่อเลี้ยงจอมปลอมคนนี้อยู่แล้ว
…
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
“เสี่ยวเจียง ตื่นได้แล้ว สายแล้วนะ!”
เจียงโม่หลี่งัดร่างตัวเองลุกจากเตียงอย่างยากลำบาก เปลือกตาหนักอึ้งแทบลืมไม่ขึ้น เธอหันไปหรี่ตามองนาฬิกาปลุกรูปไก่จิกข้าวบนหัวเตียง เห็นเข็มสั้นชี้ที่เลข 8 ก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาต่อทันที
“โอ๊ย... ขอนอนต่ออีกหน่อยเถอะ อย่าเพิ่งเรียกเลยน่า!”
อันฮุ่ยที่ยืนเคาะประตูอยู่หน้าห้องได้ยินเสียงงัวเงียตอบกลับมา ก็ทนไม่ไหว ตัดสินใจผลักประตูผัวะเข้ามาทันที เห็นเจียงโม่หลี่นอนคุดคู้เป็นก้อนกลมอยู่บนเตียงก็เอ่ยเสียงเข้ม “เสี่ยวเจียง รีบลุกเดี๋ยวนี้ อีกเดี๋ยวอาจะพาเธอกลับบ้านแม่”
ส่งเธอกลับบ้านแม่?
สมองของเจียงโม่หลี่ประมวลผลอย่างรวดเร็ว นี่แปลว่าพวกเขาทนพฤติกรรมสุดแสบของเธอไม่ไหว จนจะเนรเทศเธอกลับบ้านเดิมแล้วงั้นสิ?
ไม่ได้การ! ถ้าโดนส่งกลับเงียบๆ ก็เสียชื่อนางร้ายหมด เธอต้องเล่นใหญ่ ร้องห่มร้องไห้โวยวายให้บ้านแตก เอาให้รู้กันไปทั่วทั้งบ้านพักข้าราชการทหาร กอบโกยค่าความรังเกียจมาตุนไว้สักหน่อยถึงจะคุ้มค่าเหนื่อย
ไม่งั้นการแต่งงานครั้งนี้ก็ขาดทุนแย่สิ!
คิดได้ดังนั้น เจียงโม่หลี่ก็ดีดตัวผึงจากเตียงราวกับติดสปริง กระโดดไปเปิดหีบเก็บของ แล้วเริ่มกวาดเสื้อผ้าลงกระเป๋าอย่างคล่องแคล่วว่องไว
“พอๆๆ หยุดเดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องเก็บของแล้ว! รีบไปล้างหน้าล้างตา หาอะไรกินรองท้อง แล้วตามอาไปบ้านแม่เธอเถอะ”
เจียงโม่หลี่แสร้งทำเป็นของขึ้น เท้าสะเอวเชิดหน้าตะเบ็งเสียงใส่ “เดี๋ยวนะ พวกคุณหมายความว่ายังไง จะไล่ฉันกลับบ้านแม่ก็ว่าแย่แล้ว นี่กะจะไม่ให้ฉันขนของกลับไปด้วยเหรอ จะยักยอกสินเดิมฉันหรือไง ฮึ!”
อันฮุ่ยยืนอ้าปากค้าง มองลูกสะใภ้ตัวแสบด้วยความงุนงง “นี่เธอพูดเพ้อเจ้ออะไรของเธอ วันนี้เป็นวันหุยเหมิน ธรรมเนียมกลับบ้านเจ้าสาวครบสามวัน เธอจะไม่กลับไปเยี่ยมบ้านหรือไง”
เจียงโม่หลี่กระพริบตาปริบๆ สมองเบรกเอี๊ยดจนหัวทิ่ม ค่อยๆ ลดมือที่เท้าสะเอวลงอย่างเก้อๆ “อ๋อ... หุยเหมินสินะ”
ถึงจะหน้าแตกหมอไม่รับเย็บ แต่คติประจำใจของเธอคือ ขอแค่เธอไม่เขิน คนที่เขินก็คือคนอื่น!
“แม่อันฮุ่ย ถึงฉันจะเข้าใจผิดก็จริง แต่แม่จะบอกว่าแม่ไม่ผิดเลยเหรอ”
อันฮุ่ยทำหน้าเหมือนเห็นผีกลางวัน “ฉัน? ฉันผิดตรงไหนมิทราบ”
เจียงโม่หลี่เถียงข้างๆ คูๆ ด้วยตรรกะป่วยๆ อย่างหน้าไม่อาย “ก็เรื่องสำคัญขนาดนี้ อย่างน้อยแม่ก็น่าจะบอกฉันล่วงหน้าสักวันสองวันสิ ฉันจะได้เตรียมใจเตรียมตัว ไม่ใช่มาปลุกกันฉุกละหุกแบบนี้”
“ช่างเถอะๆ ถือว่าผิดกันคนละครึ่งทาง ฉันเป็นเด็กดีไม่ถือสาผู้ใหญ่ แม่ก็อย่าถือสาฉัน เจ๊ากันไปนะ ฉันไปล้างหน้าละ!”
พูดจบเจ้าตัวก็วิ่งปรู้ดเข้าห้องน้ำไป ทิ้งให้อันฮุ่ยยืนมองตาปริบๆ อย่างพูดไม่ออก “...”
คนประเภทเดียวกันย่อมดูออก ลูกสะใภ้คนนี้แสบสันต์จริงๆ วันไหนไม่ได้กวนประสาทเธอสักรอบ คงกินไม่ได้นอนไม่หลับสินะ!
บรรยากาศหน้าบ้านตระกูลเจียง
เจียงต้าไห่เอามือไพล่หลังเดินวนไปวนมาเป็นหนูติดจั่น คีบบุหรี่มวนใบจากไว้ในมือแต่ไม่ได้จุดสูบ สายตาคอยชะเง้อมองไปทางปากซอยทุกๆ ห้าวินาที
วันนี้เป็นวันสำคัญที่ลูกสาวจะกลับมาเยี่ยมบ้านตามธรรมเนียม เขาถึงขั้นยอมแลกวันหยุดลางานมาเป็นพิเศษ ทั้งยังเกณฑ์ลูกชายมาช่วยขัดถูบ้านจนพื้นแทบจะส่องเงาได้ เพื่อรอต้อนรับลูกสาว
“ช่างเจียง นี่มันจะเก้าโมงครึ่งอยู่แล้วนะ โม่หลี่บ้านคุณยังไม่โผล่มาอีกเหรอเนี่ย”
ฉันที่เป็นฮ่องเต้ยังไม่เดือดร้อน พวกขันทีนางกำนัลอย่างพวกหล่อนจะมาร้อนรนแทนทำไมมิทราบ
เจียงต้าไห่รำคาญพวกเพื่อนบ้านปากสว่างพวกนี้เต็มทน แต่ภายนอกยังคงปั้นหน้ายิ้มแย้ม “คงใกล้จะถึงแล้วล่ะครับ”
ข่าวเรื่องเจียงโม่หลี่ สาวบ้านๆ แต่งงานเข้าบ้านพักข้าราชการทหารระดับสูง กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งบ้านพักโรงงานเครื่องจักร ไม่มีวงสนทนาไหนไม่พูดถึงเรื่องนี้
ตั้งแต่หัวซอยยันท้ายซอย ผู้คนต่างจับตามองเหตุการณ์วันนี้เป็นพิเศษ บางคนถึงกับแกล้งเอาเก้าอี้มานั่งถักไหมพรมรอชมเรื่องสนุก
ชีวิตในบ้านสามีจะรุ่งหรือจะร่วง ดูตอนกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งแรกนี่แหละรู้เรื่องที่สุด
ถ้ากลับมาด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ มีน้ำมีนวล แสดงว่าชีวิตดุจเจ้าหญิงในปราสาท แต่ถ้ากลับมาหน้าตอบ ผอมโซ แววตาอมทุกข์ แสดงว่าชีวิตในกรงทองนั้นขมขื่น
นอกเหนือจากคนในครอบครัวเจียงต้าไห่แล้ว บรรดาป้าๆ น้าๆ ในละแวกบ้านต่างภาวนาให้เป็นอย่างหลัง ลึกๆ แล้วไม่มีใครอยากเห็นเจียงโม่หลี่ได้ดีไปกว่าลูกหลานตัวเอง
ในเมื่อพวกหล่อนยังจมปลักอยู่กับความลำบาก แล้วเจียงโม่หลี่มีสิทธิ์อะไรมาชุบตัวเป็นหงส์ฟ้าข้ามหน้าข้ามตา
ไม่นานนัก ก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินดุ่มๆ มาจากทางปากซอย คนที่เดินนำหน้าท่าทางวางก้ามใหญ่โตไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นคือพี่ชายภรรยา หร่วนฟู่กั๋ว หรือลุงใหญ่ของเจียงโม่หลี่นั่นเอง
“ต้าไห่! นายรู้ว่าพวกเราจะมา เลยออกมายืนตั้งแถวต้อนรับกันเลยเรอะ ฮ่าๆๆ”
ตัวคนยังมาไม่ถึง แต่เสียงตะโกนโหวกเหวกของหร่วนฟู่กั๋วดังนำมาก่อนแล้ว
เจียงต้าไห่จำต้องฝืนยิ้มเดินเข้าไปทักทาย “พี่ฟู่กั๋ว ฟู่เจียง ฟู่ซุ่น ลมอะไรหอบพวกพี่มาถึงนี่ได้ล่ะครับ”
หร่วนฟู่เจียงหัวเราะร่าโชว์ฟันเหลือง “อ้าว ก็วันนี้หลานโม่หลี่กลับมาเยี่ยมบ้านไม่ใช่เหรอ พวกเราในฐานะลุงๆ ก็ต้องมาช่วยนายรับหน้า เป็นเกียรติเป็นศรีให้หลานสาวหน่อยสิ”
ตามธรรมเนียมปกติ เมื่อคู่แต่งงานใหม่กลับมาเยี่ยมบ้าน ฝ่ายหญิงมักจะเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมกินเลี้ยงสังสรรค์เพื่อต้อนรับลูกเขย แต่ในกรณีนี้ ลู่เฉิงต้องรีบกลับเข้ากรมกองไปปฏิบัติหน้าที่ วันนี้จึงไม่ได้มาด้วย เจียงต้าไห่เลยไม่ได้คิดจะจัดงานเลี้ยงใหญ่โตอะไร แค่อยากทำกับข้าวดีๆ กินกันในครอบครัว นั่งคุยกับลูกสาวให้หายคิดถึงเงียบๆ
แต่ในเมื่อกองทัพญาติเมียเก่าบุกมาถึงหน้าบ้าน จะไล่ตะเพิดกลับไปก็เสียมารยาท จึงจำใจต้องยิ้มแห้งๆ ผายมือเชิญเข้าบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้
ที่หน้าประตูทางเข้าบ้านพักข้าราชการโรงงาน
เจียงเผิงนั่งแกว่งขาอยู่บนโม่หินยักษ์ด้วยท่าทางเบื่อโลก ปากคาบก้านหญ้าแห้งเคี้ยวเล่น ยืดคอยาวเป็นยีราฟมองออกไปนอกประตูใหญ่
ป่านนี้แล้ว ทำไมพี่สาวตัวดีของเขายังไม่โผล่หัวมาอีก หรือจะลืมไปแล้วว่าวันนี้ต้องกลับบ้าน หรือมัวแต่นับเงินเพลินจนลืมวันลืมคืน?
สืออวี่ เพื่อนซี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ เอาศอกกระทุ้งสีข้างเขา “เฮ้ยเจียงเผิง ลุงทั้งสามของนายแห่กันมาวันนี้ ฉันว่าชัวร์ป้าบ ต้องมากะรุมทึ้งยืมเงินพ่อนายแน่ๆ”
“พ่อฉันจะมีเงินที่ไหนให้ยืม เงินเก็บทั้งชีวิตทุ่มไปซื้อของออกเรือนให้พี่สาวฉันหมดเกลี้ยงแล้ว” เจียงเผิงตอบเสียงเรียบ
จางเล่ยรีบเสริมขึ้นมา “พ่อนายไม่มี แต่พี่สาวนายมีนี่หว่า บ้านตระกูลลู่ให้ค่าสินสอดมาตั้งเป็นกอบเป็นกำไม่ใช่เหรอ”
เจียงเผิงกระตุกมุมปากยิ้มเยาะ “ถ้าพวกเขาสามารถงัดเงินออกจากกระเป๋าพี่สาวฉันได้ ฉันจะไม่เรียกว่าลุงแล้ว จะกราบเรียกว่าพ่อเลยคอยดูสิ”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ฝ่ามืออรหันต์ปริศนาก็ฟาดเพียะเข้าที่กะโหลกด้านหลังจนหน้าทิ่ม
[จบบท]