บทที่ 58: ของฟรีไม่มีในโลก
“นายช่างเจียง วันนี้ลูกสาวตัวดีไปก่อเรื่องอะไรมาอีกล่ะ ถึงได้ทำเอาคุณหน้าดำหน้าแดงขนาดนี้”
เสียงทักทายของเพื่อนบ้านที่ดังข้ามรั้วมา ฟังดูเหมือนจะห่วงใย แต่เนื้อเสียงกลับแฝงความอยากรู้อยากเห็นจนปิดไม่มิด สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เจียงต้าไห่ หวังจะได้ยินเรื่องฉาวโฉ่ของเจียงโม่หลี่เอาไปเป็นกับแกล้มในวงสนทนาหลังมื้ออาหาร
เจียงต้าไห่ตวัดสายตามองค้อนวงใหญ่ ก่อนจะบ่นกระปอดกระแปด “ยัยลูกตัวแสบ กลับมาถึงไม่ทันไรก็ทำเอาความดันฉันขึ้น...”
ถึงปากจะบ่นเป็นหมีกินผึ้ง แต่ขาก้าวฉับๆ กลับเข้าบ้าน มือคว้าผ้ากันเปื้อนเก่าๆ มาผูกเอว แล้วเริ่มง่วนอยู่หน้าเตาถ่าน เมื่อเช้าเขาตื่นแต่ไก่โห่ไปยืนรอหน้าแผงหมู เลือกเฟ้นเนื้อหมูส่วนสะโพกที่แดงสดไร้มันมาหนึ่งจิน เพราะจำได้แม่นว่าลูกสาวคนโตเกลียดมันหมูยิ่งกว่าอะไรดี
ทางด้านเจียงโม่หลี่รู้ดีว่าขืนกลับเข้าบ้านตอนนี้มีหวังโดนเทศนาจนหูชา เธอเลยลากเจียงเผิงเดินเอ้อระเหยฆ่าเวลาอยู่ในละแวกบ้านพักข้าราชการ สายตาสอดส่องไปทั่ว เผื่อจะมีใครหลงกลให้เธอรีดไถ ‘ค่าความรังเกียจ’ เพิ่มได้อีกสักหน่อย
สองพี่น้องเดินทอดน่องมาจนถึงหน้าร้านโชห่วยประจำชุมชน
“พี่ ร้อนจะตายอยู่แล้ว เลี้ยงไอติมผมสักแท่งสิ” เจียงเผิงสะกิดแขนพี่สาวพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผาก
เจียงโม่หลี่เองก็รู้สึกเหมือนคอแห้งเป็นผง จึงเดินตรงไปที่แผงหน้าร้าน “เถ้าแก่เเนี๊ยะ ขอไอติมแท่งสองอัน”
ทันทีที่เห็นหน้าลูกค้า เถ้าแก่เเนี๊ยะเจ้าของร้านที่ปกติหน้าตึงยิ่งกว่าหนังกลอง ก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันทอง “อุ๊ยตาย! นั่นโม่หลี่ไม่ใช่เหรอ วันนี้กลับมาเยี่ยมบ้านสินะจ๊ะ แหม...ราศีจับเชียวนะ เอ้านี่ ไอติมสองแท่ง เลือกอันแข็งๆ ให้เลย”
เจียงโม่หลี่รับไอติมที่เย็นเจี๊ยบมาถือไว้ แล้วส่งต่อให้น้องชายหนึ่งแท่ง ก่อนจะหันไปสั่ง “จ่ายเงิน”
เจียงเผิงชะงัก มือรีบตะครุบกระเป๋ากางเกงตัวเองแน่น “อ้าว... ไหนพี่บอกจะเลี้ยงไง”
“ฉันเป็นคนเลี้ยง แต่นายต้องเป็นคนควักกระเป๋าจ่าย มันผิดตรงไหนฮะ” เจียงโม่หลี่ยักคิ้วกวนๆ
“โธ่... งั้นผมไม่กินก็ได้” เด็กหนุ่มทำหน้ามุ่ย เตรียมจะยื่นไอติมคืน
เถ้าแก่เเนี๊ยะรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน รอยยิ้มบนหน้ายิ่งดูหวานเลี่ยนผิดปกติ “โธ่เอ๊ย สองพี่น้องนี่ก็คุยกันน่ารักเชียว ก็แค่ไอติมสองแท่งเอง ไม่ต้องจงต้องจ่ายอะไรหรอก ป้าให้กินฟรี!”
เจียงโม่หลี่เลิกคิ้วสูง “ไม่ต้องจ่ายเงิน?”
“ใช่จ้ะ ถือว่าป้าเลี้ยงต้อนรับโม่หลี่กลับบ้านไง”
“งั้นไม่กิน”
สิ้นเสียงห้วนสั้น เจียงโม่หลี่ก็ฉกไอติมจากมือเจียงเผิงมารวมกับของตัวเอง แล้วโยนกลับลงไปในถังน้ำแข็งอย่างไม่ไยดี
เถ้าแก่เเนี๊ยะยืนงงเป็นไก่ตาแตก “อ้าว... ทำไมไม่กินล่ะหนู”
เจียงโม่หลี่ปัดมือทำท่าเหมือนรังเกียจ “ของที่ได้มาฟรีๆ ไม่มีทางเป็นของดีหรอก ฉันไม่กินให้ท้องเสียหรอกนะ ไปกันเถอะเจ้าเผิง”
พูดจบเธอก็คว้าคอเสื้อน้องชายลากออกมาทันที ทิ้งให้เถ้าแก่เเนี๊ยะยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าร้าน
“เพ้ย! นังเด็กนี่ ไม่กินก็อย่ากินสิวะ! ถุย! คิดว่าเป็นเมียนายทหารแล้ววิเศษวิโสมาจากไหน ไก่ป่าเอาขนมาเสียบตูด ทำมาวางก้ามว่าเป็นนกฟีนิกซ์!” เสียงด่าทอไล่หลังดังมาตามลม พร้อมกับเสียงกระแทกฝาถังไอติมดังปัง
เจียงเผิงเดินคอตก บ่นกระปอดกระแปด “พี่เนี่ยนะ เขาอุตส่าห์ให้กินฟรีแท้ๆ จะเล่นตัวทำไมก็ไม่รู้”
เพียะ!
ฝ่ามืออรหันต์ฟาดลงกลางกบาลของน้องชายจนหน้าทิ่ม “หัดใช้สมองที่มีแต่ขี้เลื่อยของนายคิดบ้างสิ! ร้อยวันพันปีป้าคนนี้เคยใจดีกับเราที่ไหน จู่ๆ วันนี้มาทำหน้าบานเป็นจานดาวเทียม จะแจกของฟรี คิดว่าเขาหวังดีประสงค์ร้ายหรือไง”
เจียงเผิงลูบหัวปอยๆ “โอย... สมองผมยิ่งน้อยๆ อยู่ พี่ตบทีความรู้ไหลออกหูหมดแล้วมั้ง”
“นายสาบานมานะว่าไม่ได้ไปรับของซี้ซั้วจากใคร” สายตาของพี่สาวคมกริบจนเจียงเผิงต้องหดคอ
“ก็... ก็มีคนจะเลี้ยงเหล้าผมตั้งหลายคน แต่ผมปฏิเสธไปหมดแล้วน่า” เจียงเผิงรีบแก้ตัว จริงๆ แล้วเพราะเขาไม่ชอบกินเหล้าต่างหาก ถ้าเปลี่ยนเป็นชวนไปเล่นสนุกอย่างอื่น เขาคงตามไปนานแล้ว แต่พอเห็นพี่สาวจริงจังขนาดนี้ เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ไม่ได้ไป
“จำใส่สมองกลวงๆ ของนายไว้เลยนะ บนโลกนี้ไม่มีขนมเปี๊ยะหล่นมาจากฟ้าหรอก มีแต่ลูกเห็บกับก้อนหิน ของยิ่งฟรี ราคายิ่งแพง นายต้องจ่ายคืนด้วยสิ่งที่แพงกว่าเงินเสมอ เข้าใจไหม!”
“เข้าใจแล้วคร้าบ”
“ถ้าฉันรู้ว่านายไปเที่ยวรับของใครมั่วซั่ว ฉันจะหักมือนายทิ้งซะ”
เจียงเผิงมองพี่สาวอย่างสยดสยอง “พี่... ดุกับผมคนเดียวก็พอนะ อยู่ต่อหน้าพี่เขยช่วยเพลาๆ ลงหน่อยเถอะ ไม่มีผู้ชายคนไหนชอบเมียโหดเหมือนแม่เสือหรอก ผู้หญิงน่ะต้องอ่อนโยนเหมือนน้ำ...”
เจียงโม่หลี่แสยะยิ้มเย็นยะเยือก “นี่นาย... กล้าสอนฉันเหรอ?”
เจียงเผิงส่ายหน้าดิกจนแก้มกระเพื่อม “ไม่กล้าครับ! ไม่กล้าแล้ว!”
แดดยามเที่ยงแผดเผาจนถนนราดยางแทบจะละลายเป็นน้ำ เจียงโม่หลี่พาน้องชายไปหลบมุมใต้ร่มไม้ใหญ่ แล้วยอมควักเงินให้เจียงเผิงวิ่งไปซื้อน้ำอัดลมแช่เย็นเจี๊ยบมาสองขวด
“ซ่า...” เสียงเปิดฝาขวดตามมาด้วยความเย็นซ่าที่ไหลผ่านลำคอ กลิ่นรสผลไม้สังเคราะห์ที่คุ้นเคยทำให้เจียงโม่หลี่หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข
“สองสามวันนี้นายทำอะไรบ้าง”
“ก็ไม่ได้ทำอะไร เรื่อยเปื่อยไปวันๆ”
เจียงโม่หลี่หมุนขวดแก้วในมือเล่น “ไปเรียนขับรถซะ”
“ห๊ะ?” เจียงเผิงเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ “พี่... พี่พูดจริงดิ? พี่จะจัดการให้ผมเหรอ!”
“อืม เดี๋ยวฉันจัดการเรื่องหาที่เรียนให้ แล้วจะมาบอก”
ในยุคสมัยนี้ การได้จับพวงมาลัยรถไม่ใช่เรื่องง่าย มีแค่สามทางเลือก คือหน่วยงานต้นสังกัดส่งไปเรียน, โรงเรียนสอนขับรถโดยเฉพาะ หรือไม่ก็ต้องไปฝึกในค่ายทหาร
เจียงโม่หลี่วางแผนอนาคตให้น้องชายไว้แล้ว อาชีพคนขับรถในยุค 80s เปรียบเสมือนการถือชามข้าวเหล็กเคลือบทองคำ ไม่ว่าจะขับรถให้กองทัพหรือขับรถขนส่งสินค้า ก็มีกินมีใช้ไม่อดตาย แถมยังมีหน้ามีตาในสังคม
ถึงแม้ก่อนจะจากไป เธอตั้งใจจะทิ้งเงินก้อนหนึ่งไว้ให้พ่อกับน้อง แต่วิธีที่ดีที่สุดไม่ใช่การให้ปลา แต่เป็นการสอนวิธีตกปลา แม้ในใจจะไม่คิดใช้กระบี่ฟาดฟันใคร แต่ในมือก็ต้องมีกระบี่ไว้ป้องกันตัว
พอดื่มน้ำอัดลมจนหยดสุดท้าย สองพี่น้องก็เอาขวดไปคืน แล้วเดินทอดน่องกลับบ้านเพื่อกินมื้อเที่ยง
“อ้าว โม่หลี่กลับมาแล้วเหรอ นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนนะ อีกเดี๋ยวผัดจานนี้เสร็จก็ได้กินแล้ว”
หลี่หงอิงในชุดกันเปื้อนลายดอกไม้เก่าๆ หันมาทักทายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น กลิ่นหอมของกระเทียมเจียวและเนื้อผัดลอยฟุ้งไปทั่วบ้าน
เจียงโม่หลี่ชะโงกหน้ามองผ่านหน้าต่างครัว เห็นเนื้อชิ้นโตๆ ในกระทะก็ยิ้มมุมปากอย่างพอใจ ก่อนจะเดินเข้าห้องโถงกลางไป
เจียงต้าไห่นั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้หวาย มือหนึ่งถือพัดสานโบกไล่ความร้อน อีกมือเคาะเข่าเป็นจังหวะ แต่พอเห็นลูกสาวเดินเข้ามา เขาก็แสร้งทำหน้าบึ้งตึงทันที
“ยังรู้จักทางกลับบ้านด้วยเรอะ นึกว่าลืมไปแล้วซะอีก”
“งั้นหนูกลับนะ?” เจียงโม่หลี่ทำท่าจะหันหลังกลับ
เจียงเผิงรีบกระโดดขวางหน้าพ่อเหมือนลิงกัง “พ่อ! หยุดเลยนะ พี่บอกว่าจะส่งผมไปเรียนขับรถ พ่อเห็นแก่หน้าผม อย่าเพิ่งชวนทะเลาะสิ”
“หน้าอย่างแกมันมีราคาค่างวดที่ไหน หลบไป!” เจียงต้าไห่ผลักหัวลูกชายเบาๆ แม้น้ำเสียงจะยังดูหงุดหงิด แต่แววตากลับเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเรื่องเรียนขับรถ
“ลูกมีลู่ทางฝากเจ้าเผิงไปเรียนได้จริงรึ?”
“ก็แค่ไปสมัครโรงเรียนสอนขับรถ จ่ายค่าเทอมก็จบแล้วนี่พ่อ”
พอได้ยินคำว่า ‘จ่ายค่าเทอม’ เจียงต้าไห่ก็หน้ามุ่ยลงทันที ความกระตือรือร้นหายไปกว่าครึ่ง “จะไปเสียเงินเสียทองทำไมให้สิ้นเปลือง อีกเดือนเดียวมันก็จะเข้ากรมแล้ว”
ค่าเรียนขับรถสมัยนี้แพงหูฉี่ ต้องใช้เงินหลายร้อยหยวน ครอบครัวคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำไม่มีปัญญาจ่ายไหวหรอก มิน่าล่ะอาชีพนี้ถึงได้เป็นที่ต้องการนัก
“หนูบอกแล้วไงว่าต่อไปหนูจะดูแลบ้านเอง เรื่องเงินพ่อไม่ต้องมาปวดหัวหรอก พ่อนั่งเป็นไทเฮาจิบชาสบายๆ ไปเถอะ”
เจียงต้าไห่ “...” อ้าปากค้าง เถียงไม่ออก
เจียงโม่หลี่เปลี่ยนเรื่อง “แต่มีเรื่องนึงที่หนูต้องชมพ่อนะ เรื่องที่พ่อไม่ยอมให้พวกญาติกาฝากพวกนั้นมาเกาะแกะขอให้ตระกูลลู่ใช้เส้นสาย พ่อตัดสินใจได้เฉียบขาดมาก”
ตอนเดินกลับบ้าน เจียงเผิงเล่าวีรกรรมของพ่อให้ฟัง ทำให้เจียงโม่หลี่อดทึ่งไม่ได้ ปกติเจียงต้าไห่เป็นคนใจดีจนเกือบจะหัวอ่อน แต่ในเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ เขากลับมีจุดยืนที่มั่นคงและมีสติกว่าที่คิด
“หึ! ไม่ต้องมาปากหวานชมฉันหรอก ฉันยังไม่ได้แก่จนเลอะเลือนขนาดแยกแยะอะไรไม่ออกนะเว้ย!”
ถึงปากจะบอกปัด แต่จมูกบานๆ ของเขาก็ยืดขึ้นด้วยความภูมิใจ
“กับข้าวเสร็จแล้วจ้า มากินกันเถอะ”
หลี่หงอิงยกจานผัดพริกหยวกใส่เนื้อควันฉุยมาวางกลางโต๊ะ แล้วหันมายิ้มให้สองพ่อลูก “พอโม่หลี่กลับมา บ้านเราก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นตั้งเยอะ โม่หลี่จ๊ะ ถ้าว่างก็แวะมาบ่อยๆ นะ รู้ไหมว่าพ่อเราน่ะ ดีใจจนเนื้อเต้นเวลาลูกมา”
“ดีใจกับผีน่ะสิ! กลับมาทีไรก็กวนประสาทให้ความดันขึ้นทุกที” เจียงต้าไห่บ่นงึมงำ ตักข้าวเข้าปากแก้เขิน
แม้ปากจะบ่น แต่ในใจลึกๆ เขาก็ยอมรับว่าเมียพูดถูก ลูกสาวตัวแสบคนนี้ถึงจะปากคอเราะร้าย แต่พอได้เห็นหน้ามันก็อุ่นใจ บอกไม่ถูก สองวันที่ผ่านมาที่บ้านเงียบเหงา เขาเองก็รู้สึกโหวงๆ เหมือนขาดอะไรไป
เจียงโม่หลี่กวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะถามขึ้นลอยๆ “แล้วเจียงฉิงล่ะ?”
“ไปแล้ว! ไปแล้วพี่! ตอนนี้ห้องข้างในเป็นอาณาจักรของผมคนเดียว!” เจียงเผิงประกาศก้อง หน้าตาดีใจราวกับถูกหวย
เจียงโม่หลี่ขมวดคิ้ว “ไปไหน?”
“ก็หอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่บ้านตระกูลจางน่ะสิ เห็นว่าไปจดทะเบียนสมรสกับพี่เจียหมิงแล้ว ตอนนี้กลายเป็นสะใภ้ตระกูลจางเต็มตัวแล้ว”
เจียงโม่หลี่ถึงกับวางตะเกียบลงด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าเจียงฉิงจะใจร้อนด่วนได้ขนาดนี้ ทั้งที่ถ้าทนอยู่ที่นี่ต่อ อีกห้องก็จะเป็นของเธอคนเดียวแท้ๆ ไม่ต้องไปตากตรำลำบาก ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ แถมยังได้นอนห้องส่วนตัวสบายๆ
แต่นี่กลับรีบแจ้นไปปรนนิบัติรับใช้ครอบครัวใหญ่ในชนบทกันดาร...
อืม... หรือว่าการ ‘แกว่งเท้าหาเสี้ยน’ จะเป็นสกิลติดตัวของนางเอกดอกบัวขาวผู้แสนดีกันนะ? ชอบหาเรื่องลำบากใส่ตัวจริงๆ
เฮ้อ... โชคดีชะมัดที่เธอไม่ใช่นางเอก
ระหว่างที่คีบเนื้อเข้าปาก เจียงต้าไห่ก็ทำทีเป็นกระแอมไอ แล้วถามหยั่งเชิงขึ้นมา “เอ้อ... โม่หลี่ ทางฝั่งเสี่ยวลู่เขามีหลานสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับแกอยู่คนหนึ่งใช่ไหม?”
“พ่อหมายถึง ลู่ถิงถิง น่ะเหรอ?”
ทันทีที่ชื่อ ‘ลู่ถิงถิง’ หลุดออกมา หัวใจของเจียงต้าไห่ก็กระตุกวูบ ตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
[จบบท]