บทที่ 76: ย้ายบ้านหนีปัญหา ยกบ้านให้พวกป้าๆ เฝ้าแทน
เจียงโม่หลี่เลือกที่จะปัดเรื่องราวความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงระหว่างสืออวี่และจางเล่ยทิ้งไปจากสมอง ไม่เก็บเอามาคิดให้รกพื้นที่ความทรงจำ ในเมื่อเจียงเผิงอุตส่าห์คาบข่าวมาบอกด้วยความเป็นห่วงเป็นใย พี่สาวที่แสนดีอย่างเธอก็ถือโอกาสนี้สอนปรัชญาการใช้ชีวิตให้น้องชายไปในตัวเสียเลย
หญิงสาวหันไปมองน้องชายพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายว่า "ถ้าพวกเขาฟังคำเตือนได้ก็ถือว่าเป็นโชคดีของพวกเขา แต่ถ้าฟังไม่เข้าหูก็เรื่องของเขา นายไม่ต้องไปวุ่นวายเรื่องชาวบ้านให้มากความ จำคำพี่สาวคนนี้ไว้ให้ดี วางนิสัยพ่อพระที่ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ลงบ้าง แล้วหัดเคารพชะตากรรมของคนอื่นเสียหน่อย"
เจียงเผิงยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงง คิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกโบ "มันหมายความว่ายังไงอะพี่ เคารพชะตากรรมเนี่ย?"
เจียงโม่หลี่กลอกตามองบนเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจแล้วขยายความให้ฟังเป็นภาษาคนที่เข้าใจง่ายที่สุด "พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านก็คือ ถ้านายไปสาระแนเรื่องคนอื่นมากเกินไป ระวังฟ้าจะผ่ากบาลเอา เข้าใจยัง?"
"...อ๋อ!" เจียงเผิงพยักหน้ารับหงึกหงักอย่างว่าง่าย พอได้ยินคำว่าฟ้าผ่ากบาลเขาก็ไม่เอาด้วยคนหนึ่งละ ใครจะอยากซวยแบบนั้นกัน
ตัดภาพกลับไปที่ชนบท หลังจากหร่วนฟู่เจียงกลับไปถึงหมู่บ้านและนำเรื่องราวทั้งหมดไปหารือกับหร่วนฟู่กั๋ว สองพี่น้องก็นั่งจับเข่าคุยกันจนเห็นแจ้งทะลุปรุโปร่งราวกับเพิ่งบรรลุธรรม
งานนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนเลยสักนิด ยัยเด็กเจียงโม่หลี่กำลังปั่นหัวพวกเขาเล่นเหมือนเห็นพวกเขาเป็นลิงเป็นค่างในสวนสัตว์ชัดๆ!
ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายตระกูลหร่วนถูกหยามจนป่นปี้ขนาดนี้ เรื่องนี้จะให้จบง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด!
เช้าวันรุ่งขึ้น กองทัพสามพี่น้องตระกูลหร่วนจึงรวมตัวกันบุกไปบ้านตระกูลเจียงทันที เพื่อจะไปทวงถามความเป็นธรรมจากเจียงต้าไห่ให้รู้ดำรู้แดงกันไปข้าง
ฝ่ายเจียงต้าไห่เองก็แกล้งโง่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เอาแต่ปัดสวะว่าตัวเองไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวอะไรทั้งนั้น ทำหน้าตายเหมือนปลาตายในตลาดสด
แต่คราวนี้หร่วนฟู่กั๋วและน้องๆ ไม่ได้มากันแค่สามหนุ่มสามมุม พวกเขาขนมาทั้งครอบครัวรวมถึงพ่อแม่ หวังจะใช้บารมีของผู้หลักผู้ใหญ่มากดดันเจียงต้าไห่ให้จนมุมจนตรอก
นอกจากนี้ เหล่าบรรดาเมียๆ อย่างหลิวเฟิ่งและสะใภ้คนอื่นๆ ก็หอบลูกจูงหลานตามมาสมทบ เพื่อมาเป็นกองหนุนให้สามีตัวเอง สร้างความฮึกเหิมราวกับจะไปรบกู้ชาติ
กองทัพญาติโยมฝั่งแม่แท้ๆ ของเจียงโม่หลี่ ยกโขยงกันมาจนทางเดินดูมืดฟ้ามัวดิน ท่าทางขึงขังดุดัน พอมาถึงหน้าบ้านตระกูลเจียงก็ส่งเสียงเอะอะโวยวายลั่นซอย จนชาวบ้านร้านตลาดในละแวกบ้านพักข้าราชการต้องชะโงกหน้าออกมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ว้ายตายแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกันอีกล่ะเนี่ย เสียงดังเอะอะมะเทิ่งเชียว"
"ก็เรื่องฝากงานไงเล่า นังตัวดีนั่นรับเงินไปแล้วรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะหางานให้ แต่สุดท้ายก็เหลวเป๋ว ญาติเขาเลยไม่ยอม บุกมาทวงความเป็นธรรมถึงหน้าบ้านนี่ไง"
หวังเหลียนฮวาที่อาศัยอยู่ข้างบ้านตระกูลเจียง ผู้ทำหน้าที่เป็นนักข่าวภาคสนามประจำซอย เธอได้รับข้อมูลข่าวสารแบบเกาะติดขอบสนาม จึงรีบกระจายข่าวด้วยความรวดเร็วปานจรวดมิสไซล์
ข่าวลือแพร่สะพัดออกไปไวเหมือนไฟลามทุ่งแห้ง ไม่นานนักหน้าบ้านตระกูลเจียงก็เต็มไปด้วยไทยมุงที่มายืนออรอเสพดราม่ากันอย่างคับคั่ง ยิ่งกว่าตอนแจกของฟรีเสียอีก
ประจวบเหมาะกับวันนี้ เจียงต้าซานและเจียงต้าชวน สองพี่น้องตระกูลเจียงฝั่งพ่อ ก็เดินทางเข้ามาในเมืองพอดี
ก่อนหน้านี้เจียงโม่หลี่เคยรับปากไว้ว่า หลังผ่านเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างไปแล้วจะช่วยจัดการเรื่องงานให้ พวกเขาเป็นคนใจเย็น ไม่ได้ใจร้อนเหมือนพวกตระกูลหร่วน จึงรอจนผ่านเทศกาลมาได้สองวันค่อยโผล่หน้ามาทวงสัญญา
พอมาถึงหน้าบ้านและเห็นฝูงชนล้นหลาม เจียงต้าซานก็อดสงสัยไม่ได้ "เฮ้ย นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไมคนเยอะแยะขนาดนี้ มีงานบุญเหรอ?"
ชาวบ้านแถวนั้นจำหน้าเจียงต้าซานได้ว่าเป็นพี่น้องกับเจียงต้าไห่ จึงร้องทักขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ "พวกคุณก็มาเรื่องให้เจียงโม่หลี่ฝากงานให้ใช่ไหมล่ะ มาได้จังหวะเหมาะเจาะเลย รีบเข้าไปดูข้างในเถอะ สนุกแน่งานนี้ รับรองว่ามันส์หยดติ๋ง"
เจียงต้าซานผู้ซื่อบื้อฟังไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังประชดประชัน นึกว่ามีเรื่องมงคลอะไรเกิดขึ้น จึงรีบกวักมือเรียกเจียงต้าชวนให้เบียดเสียดฝูงชนเข้าไปในบ้านตระกูลเจียงอย่างทุลักทุเล
"อ้าว ต้าไห่! ทำไมบ้านช่องครึกครื้นขนาดนี้ล่ะ มีงานเลี้ยงเหรอ?"
พอเจียงต้าไห่เห็นพี่น้องตัวเองโผล่มาอีกสองคน เขาก็แทบจะยกมือกุมขมับ แค่ฝั่งตระกูลหร่วนเขาก็ปวดหัวจนเส้นเลือดในสมองจะแตกอยู่แล้ว นี่มาเพิ่มอีกสองหน่อ!
ยังไม่ทันที่เจียงต้าไห่จะได้เอ่ยปากทักทาย หลิวเฟิ่งที่ยืนเท้าเอวทำท่าทางเอาเรื่องอยู่ก็พุ่งเป้าเข้าใส่พี่น้องตระกูลเจียงทันที ราวกับงูจงอางหวงไข่ "พวกแกก็มาเรื่องงานเหมือนกันสินะ ฉันจะบอกให้เอาบุญ นังเด็กเจียงโม่หลี่นั่นมันคือนักต้มตุ๋น! มันหลอกพวกเราที่เป็นญาติผู้ใหญ่จนหัวปั่นเหมือนลิงหลอกเจ้า!"
หลิวเฟิ่งใส่ไฟฉอดๆ เล่าวีรกรรมสุดแสบของเจียงโม่หลี่ให้ฟังแบบไม่มีกั๊ก น้ำเสียงเกรี้ยวกราดและท่าทางขึงขังเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์
ในความคิดของหลิวเฟิ่ง ตอนนี้เจียงโม่หลี่ได้ดีมีสุขเป็นถึงลูกสะใภ้บ้านนายพล ต่อให้เจ้าตัวจะไม่แคร์ชื่อเสียง แต่คนระดับนายพลเขาก็ต้องรักษาหน้าตาทางสังคมบ้างแหละ ขืนปล่อยให้มีข่าวฉาวโฉ่คงดูไม่ดีแน่
ถ้าเรื่องนี้แดงขึ้นมา ยังไงทางบ้านสามีของเจียงโม่หลี่ก็ต้องออกมาไกล่เกลี่ยตามเช็ดล้างให้ ถึงตอนนั้นพวกเธอก็แค่บีบให้นายพลจัดการเรื่องงานให้พวกเธอเสียเลย ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่รอบนอกพอได้ยินเรื่องราวทั้งหมดต่างก็อ้าปากค้าง ตกตะลึงกันไปตามๆ กัน ตอนแรกใครๆ ก็นึกว่าเจียงโม่หลี่วาสนาดีตกถังข้าวสาร เลยอยากจะดึงญาติพี่น้องให้ได้ดีตามไปด้วย ที่ไหนได้...
นี่มันแค่ราคาคุยชัดๆ! ทำท่าใหญ่โตแต่ข้างในกลวงโบ๋เหมือนศาลพระภูมิร้าง!
"ถุย! ที่แท้ก็จอมขี้โม้ดีๆ นี่เอง นึกว่าแน่" หวังเหลียนฮวาถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างสะใจ ก่อนหน้านี้เจียงโม่หลี่กินแตงหวานของเธอไปฟรีๆ แต่กลับไม่ยอมช่วยธุระให้ เธอแค้นใจจนกินข้าวไม่ลงมาหลายวัน
วันนี้สวรรค์มีตา เจียงโม่หลี่ทำตัวเองแท้ๆ โกหกจนไฟลามก้นตัวเองแล้ว เธอยืนกอดอกรอชมความพินาศ อยากจะเห็นวินาทีที่ญาติๆ รุมทึ้งเจียงโม่หลี่ให้เละเป็นโจ๊กกองอยู่กับพื้น
ทางด้านเจียงต้าซานและเจียงต้าชวน หลังจากได้ฟังความจริงก็ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็นหิน ด้วยความช็อกผสมกับความโกรธแค้น
โดยเฉพาะเจียงต้าซานที่เจ็บหนักที่สุด เพื่อจะเอาเงินมาคืนหนี้เจียงต้าไห่ เขาถึงขนาดยอมเอาเงินเก็บก้อนสุดท้ายที่จะเอาไว้สู่ขอเมียให้ลูกชายคนรองออกมาใช้ แถมยังต้องแบกหน้าไปขอยืมญาติสนิทมิตรสหายมาสมทบอีกต่างหาก
เขาวาดฝันไว้อย่างสวยหรูว่า ถ้าลูกชายคนโตได้งานราชการกินเงินเดือนหลวง มีรายได้มั่นคงทุกเดือน เงินที่เสียไปเดี๋ยวก็หาคืนมาได้ไม่ยากเย็น
แต่ใครจะไปนึกว่างานที่วาดฝันไว้ มันเป็นแค่ภาพลวงตา จับต้องไม่ได้สักอย่างเหมือนคว้าลมคว้าแล้ง
แล้วหนี้สินที่ไปยืมชาวบ้านเขามาจะทำยังไง? ลูกชายคนรองก็อายุปาเข้าไปยี่สิบกว่าแล้ว ถ้าขืนยังไม่มีเงินไปขอเมีย มีหวังได้ขึ้นคานแห้งตายเป็นชายโสดไปตลอดชีวิตแน่ๆ
ตัดภาพมาที่ตัวต้นเรื่อง เจียงโม่หลี่เดินนวยนาดกลับเข้ามาในเขตบ้านพักข้าราชการด้วยท่วงท่าสบายอารมณ์ พอเห็นหน้าบ้านตัวเองมีคนมุงดูจนแทบไม่มีทางเดิน แทนที่จะตกใจ เธอกลับรู้สึกตื่นเต้นจนเนื้อเต้นยิกๆ
ถึงแม้ชาวบ้านแถวนี้จะเคยบริจาค "ค่าความรังเกียจ" ให้เธอไปจนหมดแม็กแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเบื้องหลังของคนเหล่านี้ยังมีเครือข่ายป้าข้างบ้านและญาติโยมอีกเพียบ
ใช้จุดเดียวเพื่อขยายผลไปสู่วงกว้าง เดี๋ยวค่าความรังเกียจระลอกใหม่ก็คงจะหลั่งไหลเข้ามาหาเธอเองเหมือนน้ำป่าไหลหลาก
ผิดกับเจียงเผิงที่เดินตามหลังมาด้วยสีหน้าวิตกกังวลสุดขีด เขารู้กิตติศัพท์ความร้ายกาจของลุงป้าน้าอาฝั่งแม่ดี ว่าพวกนี้ตื๊อเก่งและหน้าด้านขนาดไหน "พี่... ถ้าเกิดลุงๆ ป้าๆ เขาปักหลักไม่ยอมกลับจะทำยังไง"
เจียงโม่หลี่หันมายักคิ้วให้น้องชาย "ไม่ต้องห่วง ถ้าแข่งกันเรื่องหน้าด้าน พี่สาวคนนี้มั่นใจว่าไร้คู่ต่อสู้ในใต้หล้า ใครจะมาสู้พี่ได้"
เจียงเผิง "..." ข้อนี้เถียงไม่ออกจริงๆ เรื่องความหน้าหนาของพี่สาว เขาเชื่อมั่นเต็มร้อย ให้คะแนนทะลุปรอทไปเลย
สภาพภายในบ้านตระกูลเจียงตอนนี้วุ่นวายยิ่งกว่าตลาดสดตอนเช้ามืด คนตระกูลหร่วนและสองพี่น้องตระกูลเจียงกำลังหน้าดำหน้าแดง ตะโกนด่าทอเจียงต้าไห่น้ำลายแตกฟอง ทุกคนดูพร้อมจะกระโจนเข้าใส่กันได้ทุกเมื่อ
เจียงโม่หลี่เดินผ่าวงล้อมเข้าไปแล้วตะโกนเสียงดังลั่นบ้าน "หยุดแหกปากกันได้แล้ว! จะตบกันก็ตบเลย! รำคาญ!"
เสียงตวาดของเธอทำให้ทุกคนชะงักกึก ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะราวกับมีคนกดปุ่มหยุดเวลา พอตั้งสติได้และเห็นว่าเจียงโม่หลี่กลับมาแล้ว ฝูงญาติมหาภัยก็กรูเข้ามาล้อมกรอบเธอไว้ทันที เหมือนฝูงแร้งรุมทึ้งเหยื่อ
"มาก็ดีแล้ว! วันนี้พูดมาให้รู้เรื่องต่อหน้าญาติผู้ใหญ่ทุกคน ตกลงเรื่องงานจะเอายังไง!"
"หล่อนบอกว่าจะฝากงานให้ลูกพี่ลูกน้องหล่อนได้ พวกเราก็เชื่อใจยอมจ่ายเงินให้ แล้วไหนล่ะงาน!"
"รับเงินไปแล้วแต่ไม่ทำงาน มาหลอกต้มตุ๋นคนกันเองแบบนี้ จิตใจหล่อนทำด้วยอะไรฮะ!"
เจียงต้าไห่เห็นท่าไม่ดี กลัวลูกสาวจะโดนรุมประชาทัณฑ์ จึงรีบเอาตัวเข้ามาขวางหน้าเจียงโม่หลี่ไว้ กางแขนปกป้องลูกสาวสุดชีวิต "ใจเย็นๆ กันก่อนสิทุกคน ยัยโม่หลี่ยังเด็ก รู้เท่าไม่ถึงการณ์ พูดจาอาจจะเชื่อถือไม่ได้ไปบ้าง แต่พวกพี่เป็นถึงลุงเป็นป้าแท้ๆ แกจะไปมีเจตนาหลอกลวงพวกพี่ได้ยังไง..."
"ตาแก่ หลบไป หนูเคลียร์เอง" เจียงโม่หลี่ผลักพ่อบังเกิดเกล้าออกไปให้พ้นทาง แล้วเดินหน้าท้าชนกับกองทัพตระกูลหร่วนด้วยตัวเองอย่างไม่เกรงกลัว
เจียงเผิง สืออวี่ และจางเล่ย รีบขยับมายืนล้อมเจียงโม่หลี่ไว้เป็นรูปสามเหลี่ยม เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉินหากฝ่ายตรงข้ามลงไม้ลงมือ
ต้องไม่ลืมว่าหร่วนฟู่กั๋วและพี่น้อง รวมถึงเจียงต้าซาน เป็นชาวนาที่ทำงานใช้แรงงานมาทั้งชีวิต กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ พละกำลังย่อมไม่ธรรมดา ถ้าเกิดตะลุมบอนกันขึ้นมาจริงๆ ฝั่งเจียงโม่หลี่เสียเปรียบเห็นๆ
แต่พอมีสามหนุ่มมาเป็นองครักษ์พิทักษ์กาย เจียงโม่หลี่ก็ใจชื้นขึ้นเป็นกอง เธอปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้เพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ มองกราดลงมาด้วยสายตาดูแคลนราวกับนางพญา
"ฉันรับเงินมาจริง แต่ถามหน่อยเถอะ เงินนั่นมันเงินของพวกคุณเหรอ? มันเป็นเงินของพ่อฉันต่างหาก! พ่อฉันให้พวกคุณยืมไปตั้งกี่ปี ไม่เคยคิดดอกเบี้ยสักแดง ฉันแค่ไปทวงเงินต้นของพ่อฉันคืน มันผิดตรงไหน! สมเหตุสมผลที่สุดในสามโลกแล้ว!"
"ส่วนเรื่องฝากงาน ฉันก็พาพวกคุณบุกไปถึงที่ทำงาน พาไปหาหัวหน้าเขาแล้ว ให้เขาจัดตำแหน่งให้พี่ชาย แต่เขาไม่ยอมจัดให้เอง จะมาโทษฉันได้ยังไง ฉันไม่ใช่เจ้าของบริษัทนะยะ!"
หลิวเฟิ่งได้ยินตรรกะวิบัติของหลานสาวก็ของขึ้นจนควันออกหู "จัดงานบ้าบออะไรของแก! นั่นมันเรียกว่าฝากงานที่ไหน! แกมันหลอกพวกเราไปขายหน้าชัดๆ เห็นพวกฉันเป็นตัวตลกหรือไง!"
เจียงโม่หลี่ไหวไหล่แบบไม่ยี่หระ "พวกคุณทำตัวไม่เหมือนคนเอง อยากจะเป็นลิง ฉันถึงจะไม่ค่อยเข้าใจรสนิยมแบบนี้เท่าไหร่ แต่ฉันก็เคารพการตัดสินใจของพวกคุณนะ อยากเป็นลิงก็เป็นไปสิ"
"นี่! นี่แกจะหน้าด้านไม่ยอมรับผิดใช่ไหม!" หลิวเฟิ่งเบิกตากว้างจนแทบถลน รูจมูกขยายเข้าออกฟึดฟัดเหมือนแม่วัวกระทิงที่กำลังคลั่งเพราะผ้าแดง
"ได้! ในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง วันนี้ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!" พูดจบ ป้าสะใภ้ใหญ่ก็ทิ้งตัวนั่งแปะลงกับพื้น เสียงดังตุ้บจนฝุ่นฟุ้งกระจาย "ถ้าไม่จัดการเรื่องนี้ให้จบ ฉันจะนอนกินนอนอยู่ที่นี่แหละ ดูซิใครจะทนกว่ากัน!"
พอเห็นหัวขบวนเริ่มประท้วง เหล่าลูกไล่ย่างภรรยาของหร่วนฟู่เจียงและหร่วนฟู่ซุ่นก็เอาบ้าง ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นตามๆ กันเป็นแถวหน้ากระดาน
เจียงโม่หลี่เห็นภาพนั้นแล้วก็ไม่ได้มีท่าทีเดือดร้อน เธอกางมือออกสองข้างพร้อมทำหน้าตากวนประสาทขั้นสุด "เอาสิ ถ้าพวกป้าชอบอยู่ที่นี่นัก ก็ยกบ้านให้พวกป้าอยู่ไปเลย ฉันไปเอง"
พูดจบเธอก็หันไปสั่งน้องชายทันที "เสี่ยวเผิง ไปเก็บของมีค่าในบ้านให้หมด แล้วก็เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋ามาสักสองสามชุด เราจะย้ายบ้านกัน"
"จัดไปครับพี่!" เจียงเผิงตอบรับด้วยความกระตือรือร้น รีบวิ่งจู๊ดเข้าไปในห้องแล้วเริ่มรื้อค้นข้าวของเสียงดังโครมครามตามคำสั่ง
หลิวเฟิ่งแค่นหัวเราะ "เหอะ" ออกมาอย่างดูถูก เธอไม่เชื่อน้ำหน้าหรอกว่าคนอย่างเจียงโม่หลี่จะยอมทิ้งบ้านดีๆ แบบนี้ไป "เอาเซ่! ฉันเกิดมายังไม่เคยอยู่บ้านในเมืองเลยสักครั้ง ขอเสวยสุขหน่อยเถอะ จะนอนกลิ้งให้ทั่วบ้านเลยคอยดู"
คนตระกูลหร่วนคนอื่นๆ ก็คิดเหมือนกัน บ้านหลังใหญ่โตขนาดนี้ ใครมันจะบ้าทิ้งขว้างได้ลงคอ
พวกเธอเคยโดนเจียงโม่หลี่หลอกมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่มีทางที่จะโง่ซ้ำสองยอมเชื่อละครฉากนี้อีกเด็ดขาด พวกเธอไม่ใช่หมูในอวยให้เชือดซ้ำซากนะ!
[จบบท]