บทที่ 92: ประกาศเรียกรับเงิน
เจียงต้าไห่เองก็รู้สึกใจคอไม่ดีเอาเสียเลย เขาตุ้มๆ ต่อมๆ พิลึกเมื่อนึกถึงเรื่องที่เจียงโม่หลี่รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะควักเงินให้พวกพี่ชายของภรรยาเก่ายืมไปใช้หนี้
ลางสังหรณ์บางอย่างกระซิบเตือนเขาว่า เรื่องนี้มันต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ๆ คนอย่างลูกสาวเขาคงไม่ได้นึกครึ้มอกครึ้มใจอยากจะสวมบทแม่พระโปรดสัตว์ผู้ยากไร้ขึ้นมาเฉยๆ หรอก
หลังจากเลิกงาน เจียงต้าไห่ตัดสินใจไม่ปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปยังบ้านพักข้าราชการในค่ายทหารทันทีเหมือนเช่นทุกวัน เขาเลือกที่จะแวะตู้โทรศัพท์สาธารณะข้างทางแทน
ระยะหลังมานี้เขาเทียวไล้เทียวขื่อไปบ้านแม่ผัวของลูกสาวบ่อยจนเกินความจำเป็น ขืนโผล่หน้าไปอีก เกรงว่าจะดูไม่ดีในสายตาชาวบ้านร้านตลาด
รอสัญญาณสายว่างอยู่เพียงครู่เดียว ปลายสายก็กดรับ คนที่รับสายคืออันฮุ่ย เจียงต้าไห่ทักทายตามมารยาทพอเป็นพิธี ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันเล็กน้อย ก่อนที่อันฮุ่ยจะส่งโทรศัพท์ต่อให้เจียงโม่หลี่มารับช่วงคุยต่อ
"โม่หลี่ พ่อเองนะลูก" เจียงต้าไห่เข้าเรื่องทันที น้ำเสียงของเขาเจือแววจริงจัง "เรื่องเงินที่จะให้พวกลุงๆ ของลูกยืมพรุ่งนี้ ลูกจัดการเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม"
ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสดใส ฟังดูมั่นใจเต็มเปี่ยม "อื้ม เรียบร้อยหายห่วงค่ะพ่อ สบายมาก"
"ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้พ่อจะไปด้วยนะ"
"เอาสิคะ ดีเลย งั้นพรุ่งนี้พ่อปั่นจักรยานมารับหนูแต่เช้าหน่อยนะ"
เจียงโม่หลี่ตอบรับอย่างง่ายดาย
ปกติแล้วเวลาเธอคิดจะออกไปก่อวีรกรรมอะไรสักอย่าง เธอมักจะหิ้วเจียงเผิงน้องชายตัวแสบไปด้วยเสมอ เพราะนางร้ายตัวเรียกบาทาอย่างเธอมักจะมีโจทย์เก่าอยู่ทั่วทุกสารทิศ การมีน้องชายตัวดีไว้กันท่าหรือใช้เป็นกระสอบทรายสำรองย่อมปลอดภัยกว่า
แต่ช่วงนี้เจียงเผิงติดเรียนขับรถ ไม่มีเวลาว่างมาเป็นลูกสมุนคู่ใจ การได้เจียงต้าไห่ผู้เป็นพ่อแท้ๆ ไปด้วยย่อมดีกว่าหัวเดียวกระเทียมลีบเป็นไหนๆ
เมื่อได้ยินลูกสาวตอบรับเสียงใส เจียงต้าไห่ก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ความกังวลที่แบกไว้บนบ่าตลอดบ่ายคลายลงไปเปลาะหนึ่ง เขาคิดในใจว่าลูกสาวคงจะปลงตกและคิดได้แล้วจริงๆ ไม่เหมือนคราวก่อนที่ไปปั่นหัวพวกลุงๆ เล่นจนหัวหมุนติ้ว
เจียงต้าไห่วางหูโทรศัพท์แล้วปั่นจักรยานกลับบ้านด้วยความสบายใจ
ทางฝั่งบ้านตระกูลลู่ เมื่ออันฮุ่ยและลู่เต๋อเจาทราบข่าวว่าเจียงต้าไห่จะลงสนามไปด้วยตัวเองในวันพรุ่งนี้ ทั้งสองคนก็พลอยโล่งใจไปด้วย
ต่างมีความคิดตรงกันว่าการที่มีพ่อแท้ๆ คอยคุมเชิงประกบลูกสะใภ้ตัวดี เธอคงไม่กล้าก่อเรื่องวุ่นวายอะไรใหญ่โตนัก อย่างน้อยก็น่าจะช่วยดึงสติและเบรกความหุนหันพลันแล่นได้บ้าง
...
ณ หมู่บ้านหลี่เจีย บ้านของเจียงต้าซาน
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมื้อเย็นดูอึมครึมจนแทบจะหายใจไม่ออก อาหารในชามคือข้าวต้มข้าวฟ่างผสมมันเทศสีแดง รสชาติจืดชืดฝืดคอ ต้องอาศัยผักดองเก่าเก็บในไหมาช่วยชูรส
หยางชุนเซียงคีบถั่วฝักยาวดองรสเปรี้ยวเค็มเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ พลางเหลือบตามองสามีที่กำลังซดข้าวต้มเสียงดังโฮกฮากจนหน้าแทบจะจุ่มลงไปในชามใบโต
"พรุ่งนี้คุณลองไปดูลาดเลาที่บ้านตระกูลหร่วนหน่อยสิ" หยางชุนเซียงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
เจียงต้าซานเงยหน้าขึ้นจากชามข้าวต้ม มีเม็ดข้าวติดเกรอะกรังที่มุมปาก "ไปดูทำไม"
หยางชุนเซียงตวัดสายตามองสามีทันที "อย่ามาทำเป็นไขสือแกล้งโง่นะตาแก่ ถ้าแม่โม่หลี่ช่วยจัดการเรื่องงานให้ได้ หนี้สินที่เราติดชาวบ้านไว้ข้างนอกนั่นเราก็ยังพอมีหนทางผ่อนจ่ายคืนได้บ้าง แต่ตอนนี้เรื่องงานมันล่มไปแล้ว เราจะเอาปัญญาที่ไหนไปหาเงินมาใช้หนี้เขาฮะ"
เพื่อที่จะหาเงินมาคืนเจียงต้าไห่ก่อนหน้านี้ สองผัวเมียต้องบากหน้าไปหยิบยืมเงินจากคนในหมู่บ้านมาหลายราย พอเจ้าหนี้รู้ข่าวว่าเรื่องฝากงานเข้าโรงงานที่เคยคุยโม้ไว้กลายเป็นฝันค้าง แม้จะยังไม่ถึงขั้นบุกมาทวงหนี้ถึงหน้าบ้าน แต่ก็เริ่มมีการพูดจาเหน็บแนมกระทบกระเทียบเปรยๆ ให้ได้ยิน เร่งรัดให้รีบหาเงินมาคืนยิกๆ
พอได้ข่าวแว่วมาว่าเจียงโม่หลี่ตกลงจะให้เงินบ้านตระกูลหร่วนยืมเพื่อไปใช้หนี้ หยางชุนเซียงก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความหวังขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยถ้าได้เงินก้อนมาหมุนก่อนก็ยังดีกว่าอดตาย
เจียงต้าซานคีบแตงกวาดองขึ้นมากัดเสียงดังกร้วมๆ เคี้ยวอย่างไม่สะทกสะท้าน "ไม่ไป"
หยางชุนเซียงจ้องเขม็งจนตาแทบจะถลนออกมา ถ้าสายตาเป็นอาวุธ หน้าของเจียงต้าซานคงพรุนเป็นรังผึ้งไปแล้ว
แต่เจียงต้าซานยังคงนิ่งเฉยดุจหินผา เขาติดหนี้เจียงต้าไห่ผู้เป็นน้องชายมานานปี ในฐานะพี่ใหญ่เขาก็รู้สึกละอายใจเต็มทน เพิ่งจะหาเงินไปคืนน้องชายได้ไม่กี่วัน ยังไม่ทันจะหายใจหายคอคล่อง ก็จะให้บากหน้ากลับไปขอยืมเงินอีกรอบ เขาทำใจให้หน้าด้านขนาดนั้นไม่ได้จริงๆ
เมื่อเห็นพ่อแม่เริ่มมีปากเสียงกัน ลูกๆ ที่นั่งล้อมวงกินข้าวอยู่ต่างก็พากันก้มหน้าก้มตากินเงียบๆ ไม่กล้าส่งเสียง ภายในห้องจึงมีเพียงเสียงซดข้าวต้มและเสียงลมหายใจฟึดฟัดด้วยความโมโหของหยางชุนเซียง
จู่ๆ เจียงเชาก็โพล่งขึ้นมากลางวง "พ่อ แม่... เยี่ยนจื่อบอกว่าจะเลิกกับผมแล้ว"
คำพูดของลูกชายคนรองเหมือนระเบิดลงกลางวงข้าว หยางชุนเซียงลืมเรื่องทะเลาะกับสามีไปชั่วขณะ หันขวับมาถามเสียงหลง "ทำไมล่ะ ลูกไปทำอะไรให้เขาโกรธเข้าหรือเปล่า"
เจียงเชาทำหน้าบอกบุญไม่รับ น้ำเสียงหดหู่ "แม่ของเธอรังเกียจที่บ้านเราจ่ายค่าสินสอดไม่ไหว แถมยังได้ยินข่าวว่าบ้านเราติดหนี้ชาวบ้านไปทั่ว เขาเลยสั่งห้ามไม่ให้เยี่ยนจื่อมาคบกับผมอีก"
หัวใจของคนเป็นแม่บีบรัดแน่นเมื่อได้ยินว่าครอบครัวฝ่ายหญิงรังเกียจความจนของลูกชาย แต่จะไปโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะความจนมันคือเรื่องจริงที่เถียงไม่ออก
หยางชุนเซียงวางชามข้าวลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก ความอยากอาหารหายวับไปกับตา เธอเดินกระฟัดกระเฟียดกลับเข้าไปในห้องนอนเพื่อระงับอารมณ์ที่พุ่งพล่าน
เจียงโปซึ่งเป็นลูกชายคนโตส่งสายตาให้ภรรยา เกาเยี่ยนหงผู้เป็นลูกสะใภ้รู้หน้าที่ดี จึงรีบตามเข้าไปในห้องเพื่อพูดจาปลอบใจแม่สามี
เจียงโปหันมาพูดกับพ่อ "พ่อ ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ให้ผมกับเจ้าปัวหวาเข้าเมืองไปคุยกับอาสามดูดีไหมครับ"
"ฉันยังไม่ตาย เรื่องเงินทองไม่ต้องลำบากพวกแกที่เป็นลูกเต้ามาเดือดร้อน" เจียงต้าซานวางตะเกียบลงถอนหายใจเฮือกใหญ่
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ว่าพรุ่งนี้จะยอมทำตามที่เมียสั่ง ยอมแบกหน้าหนาๆ นี้ไปหาเจียงโม่หลี่สักครั้ง เมื่อเทียบกับอนาคตการสร้างครอบครัวของลูกชายแล้ว ศักดิ์ศรีหรือหน้าตามันก็เป็นของนอกกาย กินไม่ได้เสียหน่อย
ในขณะเดียวกัน เจียงฉิงที่ได้รับรู้ข่าวว่าเจียงโม่หลี่ตกลงจะให้เงินตระกูลหร่วนยืมก็รู้สึกทั้งคับแค้นใจและสะใจปนเปกันไปหมด
เธอคับแค้นใจเพราะเดิมทีเธอวางแผนไว้ดิบดีว่าจะหาทางยุยงให้หลี่หงอิงไปหลอกเอาเงินจากเจียงต้าไห่มาเก็บไว้เป็นทุนรอนให้ตัวเอง แต่พอเจียงโม่หลี่ชิงเอาเงินก้อนนั้นไปให้คนอื่นยืมตัดหน้า แผนการของเธอก็พังไม่เป็นท่า
แต่ในขณะเดียวกันเธอก็อดสมน้ำหน้าไม่ได้ เจียงโม่หลี่นี่มันช่างสรรหาเรื่องใส่ตัวได้เก่งเหลือเกิน
บ้านช่องก็เพิ่งจะเสียไปได้ไม่กี่วัน นี่ก็ยังกล้าเอาหน้าที่การงานและเงินทองของพ่อตัวเองไปงัดข้อกับบ้านตระกูลหร่วนอีก
ช่างเป็นคนที่ไม่รู้จักโตเสียจริง
ไม่รู้ว่าถ้าลู่เฉิงรู้เรื่องนี้เข้า จะนึกเสียใจไหมที่แต่งงานกับตัวซวยแบบนี้
เจียงฉิงหยิบกระดาษและปากกาออกมา จรดปากกาตั้งใจเขียนจดหมายระบายความอัดอั้นและเล่าเรื่องราวความโง่เขลาของน้องสาวต่างแม่ส่งไปฟ้องจางเจียหมิง
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อเจียงโม่หลี่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยและเดินออกมาที่หน้าประตูบ้านพักข้าราชการ เธอก็เห็นเจียงต้าไห่จอดรถจักรยานรออยู่ก่อนแล้ว
หญิงสาวยิ้มกว้าง ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบไข่ต้มร้อนๆ สองฟองยื่นส่งให้พ่อ "อะ พ่อ เอาไปกินรองท้อง"
เจียงต้าไห่มองไข่ต้มในมือลูกสาวแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ "พ่อกินข้าวเช้ามาเรียบร้อยแล้ว"
"ให้ก็กินเถอะน่า ดูสิช่วงนี้พ่อผอมลงไปตั้งเยอะ บำรุงร่างกายหน่อยเถอะค่ะ" เจียงโม่หลี่ยัดไข่ใส่มือพ่ออย่างคะยั้นคะยอ
ความห่วงใยเล็กๆ น้อยๆ จากลูกสาวทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อพองโตด้วยความอบอุ่น เจียงต้าไห่รับไข่มาถือไว้อย่างทะนุถนอม สัมผัสอุ่นวาบจากไข่ต้มแผ่ซ่านเข้ามาถึงกลางฝ่ามือ
เจียงโม่หลี่รับช่วงต่อเข็นรถจักรยานเดินไปตามทาง ส่วนเจียงต้าไห่เดินแกะเปลือกไข่ไปกินไปอยู่ข้างๆ แม้การเดินกินของบนถนนอาจจะดูไม่ค่อยสุภาพเรียบร้อยในสายตาใครต่อใคร แต่สำหรับเขาแล้ว นี่คือไข่ต้มที่อร่อยที่สุดในโลกเพราะมันมาจากความกตัญญูของลูกสาว
กลิ่นหอมของไข่ต้มลอยฟุ้งไปแตะจมูกผู้คนที่เดินสวนไปมา ในยุคสมัยที่เศรษฐกิจฝืดเคือง สำหรับครอบครัวชนชั้นแรงงานทั่วไป การได้กินไข่สักฟองถือเป็นเรื่องพิเศษ นานทีปีหนถึงจะได้ลิ้มรส แต่นี่เล่นกินทีเดียวสองฟอง ช่างเป็นการกระทำที่ฟุ่มเฟือยและน่าอิจฉาตาร้อนเหลือเกิน
"พ่อคะ ไข่อร่อยไหม" เจียงโม่หลี่เอ่ยถามเสียงใส
เจียงต้าไห่เคี้ยวตุ้ยๆ พยักหน้าหงึกหงัก "อร่อยสิ อร่อยมาก"
เจียงโม่หลี่ทำหน้าภูมิใจนำเสนอ "จะไม่ให้อร่อยได้ยังไงคะ โบราณเขาว่าของที่บ้านไม่อร่อยเท่าของป่า ของป่าไม่อร่อยเท่าของที่ขโมยมา"
เจียงต้าไห่ที่กำลังกลืนไข่แดงคำโตถึงกับชะงักกึก สายตาของคนรอบข้างเริ่มเปลี่ยนจากความอิจฉาเป็นความฉงนสงสัย เขารู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่คอหอย "เดี๋ยวนะ... ลูกไปเอาไข่นี่มาจากไหน"
"อ๋อ ก็หนูแอบจิ๊กมาจากชามข้าวต้มมื้อเช้าของพ่อตาแม่ยายน่ะสิ พวกเขาไม่รู้เรื่องหรอก" เจียงโม่หลี่ตอบหน้าตาเฉยราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสียเหลือเกิน
ชั่วพริบตานั้น สายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็เปลี่ยนเป็นความรังเกียจเหยียดหยามทันที
ดูผู้หญิงคนนี้สิ หน้าตาก็สะสวย แต่จิตใจช่างคับแคบ ขโมยของกินของพ่อผัวแม่ผัวมาปรนเปรอพ่อตัวเอง ช่างเป็นลูกสะใภ้ที่ใช้ไม่ได้จริงๆ
[ติ๊ง! ค่าความรังเกียจ +5 ยอดคงเหลือเพิ่มขึ้น 50,000 แต้ม]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในหัว ทำให้เจียงโม่หลี่แทบจะกลั้นขำไม่อยู่
ส่วนเจียงต้าไห่นั้น หน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหูด้วยความอับอายขายขี้หน้า เขาแทบอยากจะล้วงคอเอาไข่ที่เพิ่งกินเข้าไปออกมาคืนให้รู้แล้วรู้รอด สายตาตำหนิติเตียนจากรอบข้างทำให้เขาทนยืนอยู่ตรงนั้นไม่ไหวอีกต่อไป
เขาคว้าแฮนด์รถจักรยานจากมือลูกสาว กระโดดขึ้นคร่อมแล้วออกแรงปั่นหนีสายตาประชาชีอย่างไม่คิดชีวิต
"เฮ้ย! พ่อ! รอด้วยสิ หนูยังไม่ได้ขึ้นรถเลยนะ!" เจียงโม่หลี่ตะโกนไล่หลัง วิ่งตามรถจักรยานที่พุ่งฉิวออกไป
หลังจากที่เจียงโม่หลี่กระโดดขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานได้สำเร็จ เจียงต้าไห่ก็ปั่นไปบ่นไปตลอดทาง
"ลูกนี่มันจริงๆ เลยนะ ต่อไปห้ามทำแบบนี้อีกเด็ดขาด ไปขโมยของกินพ่อตาแม่ยายมาแบบนี้ ถ้าเขารู้เข้าเขาจะมองเรายังไง ลูกจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน"
"เขาก็คงคิดว่าบ้านเราจนกรอบจนแกลบน่ะสิคะพ่อ จนถึงขนาดไม่มีปัญญาซื้อไข่กินเอง ดีไม่ดีวันหลังเขาอาจจะหิ้วไข่มาให้พ่อที่บ้านสักตะกร้าใหญ่ ให้พ่อกินจนเบื่อไปเลยก็ได้"
"ฝันไปเถอะ! ความคิดแต่ละอย่างของลูกนี่มัน..." เจียงต้าไห่ส่ายหัวอย่างอ่อนใจ เถียงไปก็ไม่ชนะ
เมื่อถึงทางแยกข้างหน้า เจียงโม่หลี่ก็ตบไหล่พ่อเบาๆ "พ่อ เลี้ยวซ้าย ไปโรงงานเครื่องจักรกันก่อน"
"หือ? จะไปโรงงานทำไม" ปากถามแต่ตัวก็ยอมหักเลี้ยวรถไปตามคำสั่งลูกสาวโดยดี
"ก็ไปขอยืมตัวพนักงานสักคนจากลุงหยาง ให้เขาไปเป็นพยานรู้เห็นกับเราหน่อย กันไว้ดีกว่าแก้ เกิดวันหลังพวกนั้นเล่นลูกไม้ตุกติกไม่ยอมรับว่าได้รับเงิน เราจะได้มีคนยืนยัน"
เจียงต้าไห่พยักหน้าเห็นด้วย ลูกสาวเขารอบคอบขึ้นมากจริงๆ คิดอ่านอะไรได้เป็นขั้นเป็นตอน
เมื่อไปถึงโรงงาน ผู้จัดการโรงงานหยางจื้อกังก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เขาเข้าใจสถานการณ์และไม่อยากให้เจียงต้าไห่ต้องลำบากใจในภายหลัง จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการคนหนึ่งติดสอยห้อยตามสองพ่อลูกไปยังตำบลหงซิง เพื่อทำหน้าที่เป็นพยานคนกลาง
...
ณ ทุ่งนาตำบลหงซิง
หร่วนหลิงวิ่งกระหืดกระหอบฝ่าดงต้นข้าวโพดเข้ามา ตะโกนเสียงดังลั่นทุ่งด้วยความตื่นเต้น "พ่อ! แม่! คนจากในเมืองมาตามแล้ว! เขาบอกให้พ่อกับลุงรองลุงสามรีบเอาทะเบียนบ้านไปรับเงินที่ในเมืองด่วนเลย!"
เสียงแหลมสูงของหร่วนหลิงดังก้องไปทั่วทุ่งนา ชาวบ้านร้านตลาดที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำไร่ไถนาต่างพากันยืดตัวขึ้นมองไปทางกลุ่มคนตระกูลหร่วนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หร่วนฟู่กั๋วที่กำลังง่วนอยู่กับการขุดดินได้ยินดังนั้นก็โยนจอบในมือทิ้งทันที เขาเฝ้ารอเวลานี้มาตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะไม่รู้ว่าเจียงโม่หลี่จะโผล่หัวมาเมื่อไหร่ เขาเลยส่งลูกสาวไปดักรอที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ส่วนตัวเองก็เกณฑ์พี่น้องมาทำนารอเวลา
"ไป! เร็วเข้า!"
หร่วนฟู่กั๋วหน้าบานเป็นกระด้ง กวักมือเรียกน้องชายทั้งสอง หร่วนฟู่เจียงและหร่วนฟู่ซุ่น รีบวิ่งกลับบ้านไปหยิบสมุดทะเบียนบ้านแล้วจ้ำอ้าวออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองตำบล
ระยะทางสิบลี้สำหรับชาวนาผู้แข็งแรงนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ ยิ่งมีเงินรออยู่ปลายทาง ฝีเท้าของสามพี่น้องตระกูลหร่วนยิ่งว่องไวดุจติดปีก ราวกับว่ากลิ่นเงินมันหอมหวานจนทำให้พวกเขาลืมความเหน็ดเหนื่อยไปจนหมดสิ้น ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงพวกเขาก็มาถึงจุดนัดพบที่ปากทางเข้าตัวเมือง
ที่นั่น พวกเขาพบเจียงต้าไห่ยืนรออยู่
"อ้าว ต้าไห่ มาคนเดียวเหรอ นัง... เอ้ย หลานสาวฉันไม่ได้มาด้วยรึไง" หร่วนฟู่กั๋วชะเง้อคอหา
เจียงต้าไห่ทำหน้านิ่ง พยักพเยิดหน้าไปทางตัวเมือง "โม่หลี่รอพวกคุณอยู่ที่ข้างในเมือง ตามฉันมาเถอะ"
สำหรับหร่วนฟู่กั๋วแล้ว จะเจอเจียงโม่หลี่หรือไม่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือเงิน "แล้ว... วันนี้จะได้เงินชัวร์ใช่ไหม เมื่อวานฉันรับปากกับคนในหมู่บ้านไว้ดิบดีว่าวันนี้จะเอาเงินไปคืน"
หร่วนฟู่เจียงรีบเสริม "ใช่ๆ เจ้าหนี้เขารอกันตาตั้งแล้ว ถ้าไม่ได้เงินกลับไปพวกเราแย่แน่"
เจียงต้าไห่ตอบเสียงเรียบ "เงินน่ะเตรียมไว้พร้อมแล้ว"
สามพี่น้องตระกูลหร่วนหันมาสบตากัน แววตาของพวกเขาเป็นประกายระยิบระยับด้วยความโลภและความดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้ากร้านแดดกร้านลม
พวกเขามัวแต่ดีใจจนไม่ได้สังเกตเห็นแววตาที่ซับซ้อนและรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปากของเจียงต้าไห่เลยแม้แต่น้อย ว่าการแจกเงินครั้งนี้ อาจจะไม่ได้ง่ายดายและราบรื่นอย่างที่พวกเขาวาดฝันไว้
[จบบท]