บทที่ 1: เกิดใหม่เป็นทารก
"อย่าโทษฉันเลยนะ ถ้าจะโทษก็จงโทษที่แกดันมาเกิดในท้องของนังแพศยานั่นเอง รีบตายแล้วรีบไปเกิดใหม่ซะเถอะ"
เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทของอวิ๋นเจียวที่กำลังสะลึมสะลือ ทันใดนั้นความรู้สึกไร้น้ำหนักก็เข้าจู่โจมร่างกายอย่างรุนแรง เหมือนโลกทั้งใบกำลังพลิกคว่ำคะมำหงาย
"ตูม..."
เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างกายของเธอก็ถูกมวลน้ำทะเลเย็นเฉียบโอบล้อมเอาไว้ทุกทิศทุกทาง
อวิ๋นเจียวขยับมือและหางตามสัญชาตญาณเพื่อทรงตัวในน้ำ แต่แล้วเธอก็ต้องตระหนกเมื่อพบความผิดปกติบางอย่าง ดูเหมือนว่าหางอันงดงามของเธอจะ... หายไปแล้ว
ท่ามกลางความมืดมิดของท้องทะเลในยามวิกาล หากมีใครสักคนบังเอิญผ่านมาเห็นเหตุการณ์นี้เข้า คงต้องกรีดร้องด้วยความตกใจเป็นแน่ เพราะสิ่งที่เพิ่งถูกโยนทิ้งลงสู่ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น คือเด็กทารกตัวน้อยที่ไร้ทางสู้
หากเป็นเด็กทารกมนุษย์ทั่วไป เมื่อจมลงสู่ก้นทะเลลึกเช่นนี้ คงขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตในเวลาเพียงไม่นาน แต่ทารกน้อยผู้นี้กลับแตกต่างออกไป เพราะภายในร่างเล็กจ้อยนั้นคือดวงวิญญาณของอวิ๋นเจียว เงือกสาวจากท้องทะเลลึกในอีกมิติหนึ่ง
สำหรับเธอแล้ว น้ำทะเลไม่ใช่เพชฌฆาตที่น่ากลัว แต่กลับเป็นสิ่งที่คุ้นเคยและให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด เธอไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือทรมานแม้แต่น้อยเมื่อน้ำเค็มไหลท่วมใบหน้าและจมูก
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้ อวิ๋นเจียวที่รู้สึกอ่อนเพลียอย่างหนักค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง ปล่อยให้ร่างเล็กๆ ลอยละล่องไปตามกระแสคลื่นอย่างเงียบเชียบ
เหล่าปลาตัวเล็กตัวน้อยที่แหวกว่ายอยู่แถวนั้นเริ่มสังเกตเห็นสิ่งแปลกปลอม ต่างพากันว่ายเข้ามามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ไม่มีสัตว์น้ำตัวไหนคิดจะทำร้ายเธอเลย พวกมันกลับว่ายวนเวียนอยู่รอบๆ ราวกับจะคอยปกป้องคุ้มกันภัยให้
ทันใดนั้น เต่าทะเลตัวมหึมาตัวหนึ่งก็แหวกว่ายแหวกสายน้ำเข้ามาใกล้
เต่าทะเลยักษ์ว่ายวนรอบทารกน้อยที่กำลังหลับสนิทอยู่สองสามรอบ เหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง ก่อนจะตัดสินใจอ้าปากงับเสื้อตัวเล็กๆ ของเธอไว้อย่างมั่นคง แล้วออกแรงว่ายน้ำพาเธอ มุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่งอย่างมุ่งมั่น
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น...
แสงตะวันเริ่มสาดส่องที่เส้นขอบฟ้า แม้ท้องฟ้าจะยังดูมืดสลัวอยู่บ้าง แต่แสงแรกของวันก็เพียงพอที่จะทำให้มองเห็นสภาพแวดล้อมบนชายหาดได้อย่างชัดเจน
ในปี 1980 ข้าวของเครื่องใช้และอาหารการกินยังคงเป็นสิ่งที่ขาดแคลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งนี้ หากต้องการให้ท้องอิ่ม ทุกคนต้องขยันขันแข็งออกมาหาอาหารที่ริมทะเลทุกวัน หากโชคดีหน่อยก็อาจจะเจอของดีมีราคา นำไปขายแลกเป็นเงินมาจุนเจือครอบครัวได้บ้าง
น้ำทะเลเพิ่งลดระดับลง ชาวบ้านที่คำนวณเวลาการขึ้นลงของน้ำไว้อย่างดิบดี ต่างพากันหิ้วถังเดินงัวเงียมาที่ชายหาดเพื่อ 'เก็บของทะเล'
อวิ๋นเสี่ยวอู่เห็นว่าคนเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงตัดสินใจแยกตัวเดินเลี่ยงไปยังพื้นที่ห่างไกลผู้คน
ฮึ... เขามีฐานลับส่วนตัวอยู่แห่งหนึ่ง ตรงนั้นมักจะมีของดีๆ ให้เก็บเสมอ แถมยังไม่มีใครรู้จักร่องน้ำตรงนั้นนอกจากเขาคนเดียว
"เอ๊ะ นั่นมันของชิ้นใหญ่นี่นา!"
เด็กชายมองเห็นเงาตะคุ่มๆ ของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนโขดหินไกลๆ หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น สองขาของอวิ๋นเสี่ยวอู่รีบซอยเท้าวิ่งตรงเข้าไปหาเป้าหมายทันที
แต่พอเข้าไปใกล้จนเห็นชัดถนัดตา เขากลับต้องสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
สิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นกลับกลายเป็นเต่าทะเลตัวใหญ่ยักษ์!
"คุณพระช่วย ทำไมเต่าตัวใหญ่ขนาดนี้เนี่ย"
ประกายความหวังในดวงตาของเด็กชายดับวูบลงทันที
อุตส่าห์ดีใจนึกว่าเป็นปลาตัวใหญ่ ที่ไหนได้ดันเป็นเต่าทะเลเสียได้ ถ้าเจอกลุ่มไข่เต่าเขายังพอจะดีใจอยู่บ้าง แต่มาเจอตัวเป็นๆ แบบนี้ มันทำอะไรไม่ได้เลย
ตามความเชื่อของคนแถบนี้ เต่าทะเลเปรียบเสมือน 'ท่านเต่าเสนาบดี' ของท่านจ้าวสมุทร ใครจับมากินมีหวังโชคร้ายไปตลอดปี ชาวเลที่ต้องพึ่งพาอาศัยท้องทะเลทำมาหากินต่างเคร่งครัดเรื่องความเชื่อนี้มาก
อวิ๋นเสี่ยวอู่เดินเข้าไปใกล้ แล้วเอามือตบกระดองแข็งๆ ของเต่าทะเลเบาๆ
"ท่านเต่าเสนาบดี ทำไมท่านถึงขึ้นมาบนบกแบบนี้ล่ะครับ รีบกลับลงทะเลไปเถอะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะยุ่งเอานะ"
เต่าทะเลขยับร่างกายที่ดูอุ้ยอ้ายเล็กน้อย ก่อนจะหันหัวกลับไปคาบอะไรบางอย่าง แล้ววางแหมะลงที่ข้างเท้าของอวิ๋นเสี่ยวอู่
เด็กชายก้มลงมองสิ่งที่ท่านเต่าคาบมาส่งให้ เพียงครู่เดียวเขาก็กรีดร้องเสียงหลงออกมาอย่างสุดเสียง
เด็กทารก! นั่นมันเด็กทารกชัดๆ!!!
หน้าของอวิ๋นเสี่ยวอู่ซีดเผือดไร้สีเลือด เขาคิดว่าเด็กคนนี้คงตายไปแล้วแน่ๆ
เต่าทะเลเงยหน้าขึ้นมองเด็กชายด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองคนโง่ ก่อนจะคาบเสื้อของอวิ๋นเจียวที่ยังคงหลับใหล ขยับดันร่างเล็กๆ ให้เข้าไปใกล้เท้าของเด็กชายอีกนิด
อวิ๋นเสี่ยวอู่ตั้งสติได้ เขาค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยองๆ ด้วยอาการสั่นเทา แล้วเพ่งมองทารกน้อยอย่างละเอียด
เมื่อสังเกตดูดีๆ ก็พบว่าแม้เสื้อผ้าของเด็กทารกจะเปียกชุ่มโชกไปด้วยน้ำทะเล แต่ผิวพรรณกลับยังดูแดงระเรื่อ และหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจอย่างสม่ำเสมอ
เด็กคนนี้ยังไม่ตาย!
เขารีบอุ้มทารกน้อยขึ้นมาแนบอกด้วยความทุลักทุเล ส่วนเจ้าเต่าทะเลยักษ์เมื่อเห็นว่ามนุษย์รับเด็กไปแล้ว มันก็เหมือนทำภารกิจเสร็จสิ้น หันหลังคลานต้วมเตี้ยมลงสู่ทะเลไปทันที
อวิ๋นเสี่ยวอู่มองตามด้วยความตื่นตระหนก ร้องเรียกเสียงหลง
"เดี๋ยวก่อน! ท่านเต่าเสนาบดี ท่านจะไปไหน รอเดี๋ยวก่อนสิครับ!"
เปล่าประโยชน์ ท่านเต่าดำดิ่งหายวับไปในเกลียวคลื่นเรียบร้อยแล้ว
อวิ๋นเสี่ยวอู่ได้แต่ยืนอ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูก
เอาไงดีล่ะทีนี้ ออกมาหาหอยหาปู ดันเก็บเด็กได้ซะงั้น
เด็กชายยืนลังเลอยู่ครู่ใหญ่ จะทิ้งไว้ตรงนี้ก็ทำไม่ลง ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจประคองทารกในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง แล้วออกวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
พอมองดูใกล้ๆก็พบว่า เด็กคนนี้หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราเหลือเกิน
...
"แกพูดว่าอะไรนะ แกเอาอะไรกลับมาบ้านนะ!?"
เสียงคำรามด้วยความโมโหของพ่อดังลั่นบ้านสกุลอวิ๋นตั้งแต่เช้าตรู่
เสียงเอะอะโวยวายนั้นปลุกให้อวิ๋นเจียวค่อยๆ ลืมตาตื่นจากภวังค์ เธอส่งเสียงอู้อี้ในลำคอโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น สายตาของทุกคนในบ้านซอมซ่อหลังนี้ก็พุ่งตรงมาที่ทารกน้อยในอ้อมแขนของอวิ๋นเสี่ยวอู่เป็นจุดเดียว
อวิ๋นเจียวพยายามขยับแขนขา แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกพันธนาการไว้ด้วยผ้าห่อตัวที่แน่นหนา ใบหน้าเล็กๆ ย่นเข้าหากันด้วยความหงุดหงิด เธอพยายามดิ้นรนขัดขืนด้วยความหงุดหงิด
แต่ไม่ว่าจะออกแรงดิ้นแค่ไหนก็ไร้ผล อวิ๋นเจียวเริ่มโมโห เสียงที่เปล่งออกมาจึงกลายเป็นเสียงร้องอ้อแอ้ตามประสาเด็กทารก
อวิ๋นเจียว: ???
อวิ๋นเจียว: !!!
นี่เธอ... กลายเป็นตัวอะไรไปแล้วเนี่ย!
"รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งให้เด็กก่อนเถอะ เดี๋ยวจะปอดบวมตายเสียก่อน"
คนในครอบครัวอวิ๋นเริ่มได้สติและขยับตัวเข้ามาช่วยกัน แม่ของอวิ๋นเสี่ยวอู่รับเด็กไปจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกชื้นออก แต่แล้วเธอก็ต้องร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
"พ่อคะ แม่คะ เด็กคนนี้เป็นผู้หญิงค่ะ!"
อวิ๋นเจียวเบิกตากว้างมองใบหน้าของผู้คนที่มะรุมมะตุ้มอยู่รอบตัว อะไรนะ?
เด็กผู้หญิง? คำคำนี้ทำให้บรรดาผู้ชายทั้งบ้านหูผึ่ง ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
"หลบไปๆ ให้ย่าดูหน่อยซิ"
หญิงชราแห่งบ้านสกุลอวิ๋นเบียดลูกชายของตัวเองออกไป เพื่อจะก้มลงดูหน้าหลานตัวน้อยให้ชัดๆ ทันทีที่เห็น รอยยิ้มก็แย้มกว้างจนเห็นรอยตีนกาบนใบหน้า
"เป็นเด็กผู้หญิงจริงๆ ด้วย แถมยังหน้าตาสะสวยขนาดนี้ ดูแขนขาขาวๆ อวบๆ เหมือนรากบัวนั่นสิ โอ๊ย... แล้วดูดวงตาคู่นั้น ดูฉลาดเฉลียวเกินวัยจริงๆ หน้าตาจิ้มลิ้มราวกับตุ๊กตาปั้น สวยจริงๆ สวยเหมือนเทพธิดาตัวน้อยๆ เลยเชียว"
หัวหลายหัวชะโงกเข้ามามุงดูด้วยความเห่อของแปลก
ทุกคนต่างแย่งกันพูดเซ็งแซ่ "น่ารักจริงๆ ด้วย นี่เป็นน้องสาวตัวน้อยๆ จริงๆ เหรอเนี่ย"
"เจ้าห้า แกไปเก็บมาจากไหน?"
"พ่อครับ หรือว่าเราจะเลี้ยงไว้ดี?"
อวิ๋นเสี่ยวอู่เห็นว่าทุกคนดูจะถูกอกถูกใจทารกน้อยเนื้อตัวนุ่มนิ่มคนนี้ ก็ยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ หายใจโล่งคอขึ้นมาทันที
เขาทำท่าทางลึกลับกระซิบกระซาบ "บอกไปทุกคนอาจจะไม่เชื่อ เด็กคนนี้ท่านจ้าวสมุทรประทานมาให้ผมเลยนะ"
เพี้ยะ!
ยังไม่ทันจะพูดจบประโยค หน้าผากของเขาก็ถูกพ่อเขกกะโหลกเข้าให้เต็มรัก
"พูดจาให้มันน่าเชื่อถือหน่อย อย่ามาเพ้อเจ้อ เดี๋ยวปั๊ดเตะให้!"
อวิ๋นเสี่ยวอู่กระโดดเหยงๆ เอามือกุมหน้าผาก "ผมพูดเรื่องจริงนะพ่อ ถึงจะไม่เห็นท่านจ้าวสมุทร แต่ผมเจอท่านเต่าเสนาบดีจริงๆ นะ ตัวเบ้อเริ่มเลย ท่านเต่าคาบเด็กคนนี้มาวางให้ผมกับมือเลย"
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังขึงขังของลูกชาย คนบ้านอวิ๋นก็เริ่มมีสีหน้าตื่นตะลึง
ปู่อวิ๋นคาบกล้องยาสูบพ่นควันฉุยๆ ออกมาสองสามที ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงขรึม
"เดี๋ยวฉันจะไปถามผู้ใหญ่บ้านดูว่าหมู่บ้านประมงแถวนี้มีใครทำลูกหายบ้างไหม ถ้าไม่มี..."
ชายชรามองทารกหญิงผิวขาวผ่องในอ้อมกอดภรรยา ตัดสินใจเด็ดขาด
"งั้นบ้านเราจะเลี้ยงไว้เอง!"
อย่าแปลกใจที่ครอบครัวนี้จะตื่นเต้นดีใจกันจนออกนอกหน้าขนาดนี้ สาเหตุก็เพราะ... บ้านนี้หยางแกร่งแต่หยินอ่อนเหลือเกิน
ทั้งครอบครัวมีสมาชิกกว่าสิบชีวิต แต่มีผู้หญิงเพียงแค่สามคนที่เป็นรุ่นแม่และย่า ส่วนรุ่นหลานนั้นเป็นผู้ชายล้วนๆ
เด็กเก้าคน เป็นเด็กผู้ชายทั้งเก้าคน!
คนอื่นอาจจะอิจฉาที่บ้านนี้มีลูกชายไว้สืบสกุลเยอะแยะ แต่มีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่รู้ซึ้งว่า การที่มีเด็กผู้ชายยั้วเยี้ยเต็มบ้านขนาดนี้ มันกินจุและเลี้ยงยากขนาดไหน
เพราะเหตุนี้ บ้านสกุลอวิ๋นถึงได้ครองตำแหน่งบ้านที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้านไป๋หลงอย่างไม่มีใครแย่งชิง
ไม่ใช่ว่าพ่อเฒ่าอวิ๋นอยากจะให้ลูกหลานมีเยอะแยะขนาดนี้ แต่ในยุคสมัยนี้ โดยเฉพาะในชนบทที่ความรู้เรื่องการคุมกำเนิดยังเข้าไม่ถึง พอท้องแล้วจะให้ไปทำแท้งก็ทำใจไม่ได้ สุดท้ายก็เลยต้องคลอดออกมาหัวปีท้ายปี
กว่าจะรู้เรื่องการใส่ห่วงคุมกำเนิดก็ตอนที่มีเจ้าเก้าออกมาแล้ว สะใภ้ทั้งสองคนในบ้านแทบจะวิ่งไปสถานีอนามัยเพื่อใส่ห่วงทันที ขืนปล่อยให้ท้องอีกมีหวังได้พากันไปกินลมกินแล้งแน่ๆ
"จะเลี้ยงจริงๆ เหรอพ่อ แต่สภาพบ้านเราตอนนี้จะเอาปัญญาที่ไหนไปเลี้ยงเด็กเพิ่มอีกคนล่ะ"
เสียงของผู้หญิงอีกคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาด้วยความกังวล
อวิ๋นเสี่ยวอู่ได้ยินดังนั้น ก็รีบถลาเข้าไปกางแขนปกป้องทารกน้อยในห่อผ้า ราวกับแม่ไก่กางปีกปกป้องลูกเจี๊ยบ
"ถ้าอาสะใภ้เล็กไม่อยากเลี้ยง บ้านผมเลี้ยงเอง ผมเป็นคนเก็บเธอมา เธอเป็นน้องสาวของผม"
อาสะใภ้เล็กเท้าสะเอวแหวใส่ "ไอ้เด็กบ้า แกนึกว่าเลี้ยงเด็กคนหนึ่งมันง่ายเหมือนเลี้ยงแมวเลี้ยงหมาหรือไง เด็กตัวแค่นี้ยังต้องกินนม แล้วบ้านเราจะไปหานมจากที่ไหนมาให้น้องกินฮะ"
"งั้นผมจะอุ้มน้องไปขอนมจากบ้านอื่นกินเอง!"
[จบบท]