บทที่ 115: ลูกเจี๊ยบขนฟู
หลังจากที่ทุกคนในบ้านเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของสมาชิกสี่ขามาสักพัก บทสรุปสุดท้ายที่ทุกคนลงความเห็นตรงกันก็คือ เจ้าแมวลายสลิดตัวนี้เป็นแมวที่มีบุคลิกเฉพาะตัวแบบสุดโต่ง
มันไม่ได้แค่ตั้งหน้าตั้งตาจะยัดเยียดตำแหน่ง ‘ลูกพี่’ ให้กับอวิ๋นเจียวเพื่อคอยหาอาหารมาประเคนให้เท่านั้น แต่มันยังมีนิสัยหวงตัวอย่างร้ายกาจ ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนเข้าใกล้หรืออุ้มไปเลี้ยงดูปูเสื่อเด็ดขาด ยกเว้นเพียงแค่เจียวเจียวคนเดียวที่มันยอมศิโรราบให้
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วยืดอกพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจจนจมูกแทบบาน
“เจียวเจียวของพวกเราไม่เหมือนใครอยู่แล้ว น้องสาวของผมน่ะ นอกจากจะเป็นที่รักของคนทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว ยังเป็นที่รักของพวกสัตว์น้อยใหญ่ด้วยนะจะบอกให้”
เมื่อได้ยินหลานชายพูดแบบนั้น สมาชิกทุกคนในครอบครัวตระกูลอวิ๋นต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยเป็นเอกฉันท์ ไม่มีใครคิดจะคัดค้านแม้แต่ครึ่งคำ
“นั่นมันเรื่องจริงที่สุด เจียวเจียวบ้านเราหน้าตาสะสวยน่าเอ็นดูขนาดนี้ นิสัยก็น่ารัก จิตใจดี แถมยังเก่งกาจมีความสามารถรอบด้าน ใครบ้างล่ะจะไม่ชอบ ถ้ามีคนไม่ชอบจริงๆ คนพรรค์นั้นก็คงตาบอดมองไม่เห็นความดีงามแล้วล่ะ”
บรรยากาศในบ้านอบอวลไปด้วยคำเยินยอสรรเสริญ ถึงแม้จะเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแท้ๆ แต่พอหัวข้อสนทนาวนมาเรื่องของอวิ๋นเจียวเมื่อไหร่ ทุกคนต่างก็แย่งกันพูดชื่นชมราวกับมีเรื่องให้พูดถึงได้ไม่รู้จบ เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่คลั่งรักหลานสาวตัวน้อยกันแบบถอนตัวไม่ขึ้น
ทางด้านอวิ๋นเจียวนั้น เธอชินชาไปเสียแล้วกับการถูกรุมล้อมด้วยความรักแบบนี้
เด็กหญิงตัวน้อยไม่มีท่าทีเขินอายหรือบิดตัวม้วนด้วยความขัดเขินแต่อย่างใด เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยและน้อมรับคำชมเหล่านั้นด้วยความมั่นใจอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
ก็ใช่สิ... เธอเป็นถึงเงือกน้อยผู้เก่งกาจและทรงเสน่ห์กลับชาติมาเกิดนี่นา เรื่องแค่นี้ถือเป็นเรื่องปกติวิสัยอยู่แล้ว
ในยุคสมัยนี้ วิธีการถนอมอาหารประเภทเนื้อสัตว์ให้อยู่ได้นานๆ ยังมีไม่กี่วิธี หลักๆ ก็คือการนำไปตากแดดให้แห้งสนิท ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะกับพวกปลามากกว่า เพราะปลาตากแห้งสามารถเก็บไว้กินได้นานข้ามปีโดยไม่เน่าเสีย
ส่วนอีกวิธีหนึ่งที่นิยมกันมากสำหรับเนื้อหมูหรือเนื้อสัตว์ใหญ่ก็คือ การทำเนื้อรมควัน
แม้ว่ารสชาติของเนื้อรมควันจะไม่สดใหม่หวานฉ่ำเหมือนเนื้อสดๆ ที่เพิ่งแล่มา แต่กลิ่นหอมของควันไม้และรสสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ก็ทำให้มันเป็นเมนูโปรดของใครหลายๆ คน
วันนี้พวกผู้ชายในบ้านต่างพากันออกไปทำงานใช้แรงงานข้างนอก ส่วนเหล่าแม่บ้านและผู้หญิงก็รับหน้าที่จัดการแปรรูปเนื้อหมูอยู่ที่ลานบ้าน
พวกเธอช่วยกันแล่เนื้อหมูออกเป็นชิ้นยาวๆ ขนาดความกว้างประมาณหนึ่งฝ่ามือ จากนั้นก็ใช้ใบปาล์มที่เหนียวทนทานร้อยผูกเอาไว้เป็นพวงๆ ก่อนจะนำไปหมักคลุกเคล้ากับเครื่องเทศพื้นเมืองสูตรเด็ดเพื่อดับคาวและเพิ่มรสชาติ
ทางด้านผู้เฒ่าอวิ๋นแกก็ไม่ได้อยู่เฉย แกพาสองหลานชายตัวแสบอย่างอวิ๋นเสี่ยวอู่และอวิ๋นเสี่ยวลิ่ว เดินเข้าป่าไปเพื่อตามหาต้นสนหอม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าต้นไป๋เซียง
ในแถบนี้ เวลาชาวบ้านจะทำเนื้อรมควัน พวกเขานิยมใช้กิ่งของต้นสนหอมมาเป็นเชื้อเพลิง เพราะไม้ชนิดนี้เวลาเผาไหม้จะให้ควันสีขาวหนาทึบ และควันที่ลอยออกมานั้นจะมีกลิ่นหอมของยางไม้ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ช่วยให้เนื้อมีกลิ่นหอมน่ากินยิ่งขึ้น
เมื่อกิ่งสนหอมสดๆ ถูกโยนเข้ากองไฟ ควันสีขาวขุ่นก็พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กลิ่นหอมฉุนของไม้เผาไฟลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณหมู่บ้าน
แน่นอนว่าควันโขมงขนาดนี้ ย่อมปิดบังสายตาเพื่อนบ้านไม่ได้ เพียงไม่กี่อึดใจ เหล่าเพื่อนบ้านจมูกไวที่อยู่ละแวกใกล้เคียงก็เริ่มเดินเอามือไพล่หลัง ลัดเลาะมาด้อมๆ มองๆ ที่หน้าประตูรั้วบ้านตระกูลอวิ๋นทันที
“บ้านผู้เฒ่าอวิ๋น ทำอะไรกันอยู่เหรอ กลิ่นหอมเชียว”
ย่าอวิ๋นที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตารมควันเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มการค้าให้เพื่อนบ้าน ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“อ๋อ ไม่มีอะไรมากหรอก ก็เมื่อวันก่อนเด็กๆ เขาไปช่วยงานเก็บข้าวโพดที่บ้านเดิมของสะใภ้ใหญ่กันน่ะสิ พอดีว่าทางหมู่บ้านนั้นเขาโชคดี เจอฝูงหมูป่าลงมาหากิน ทางญาติๆ เขาจัดการล่าได้ ก็เลยแบ่งปันน้ำใจฝากเนื้อหมูป่ากลับมาให้พวกเราชิมบ้าง เนื้อเยอะแยะกินมื้อเดียวไม่หมดหรอก ฉันก็เลยเอามาทำเนื้อรมควันเก็บไว้กินนานๆ ส่วนปลาที่เหลือในบ้านก็เอามาทำพร้อมกันไปเลย”
ย่าอวิ๋นฉลาดพอที่จะไม่พูดความจริงเรื่องที่อวิ๋นเจียวเป็นคนล่าหมูป่าได้ ขืนพูดไป ใครจะเชื่อว่าเด็กตัวกะเปี๊ยกจะล้มหมูป่าได้ ดีไม่ดีจะแห่กันมามุงดูหลานสาวเธอจนวุ่นวายไปหมด สู้บอกว่าเป็นของฝากจากบ้านดองดูสมเหตุสมผลและตัดปัญหาได้ดีที่สุด
“หมูป่าเชียวเหรอ!”
เพื่อนบ้านคนนั้นอุทานออกมาตาโต น้ำเสียงเจือไปด้วยความอิจฉาตาร้อนอย่างปิดไม่มิด
แค่ได้ยินว่ากินไม่หมดจนต้องเอามาทำเนื้อรมควัน ก็จินตนาการได้เลยว่าปริมาณเนื้อที่ได้มาต้องเยอะมหาศาลขนาดไหน
พอมองลอดรั้วเข้าไปในลานบ้าน สายตาก็ปะทะเข้ากับราวตากเนื้อที่มีเนื้อสีแดงสดห้อยเรียงรายอยู่หลายเส้น มันช่างเป็นภาพที่บาดตาบาดใจคนมองเสียเหลือเกิน
ยิ่งมองก็น้ำลายยิ่งสอ
ไม่นานนัก ข่าวเรื่องบ้านตระกูลอวิ๋นมีเนื้อหมูป่าก็แพร่สะพัดออกไป หน้าประตูรั้วบ้านจึงเต็มไปด้วยชาวบ้านที่มายืนมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ย่าอวิ๋นต้องคอยตอบคำถามซ้ำๆ เดิมๆ อย่างใจเย็น
“บ้านดองของป้าเนี่ยใจป้ำจริงๆ นะ ฉันล่ะอยากจะมีญาติใจกว้างแบบนี้บ้างจัง”
“เกิดมาฉันยังไม่เคยลิ้มรสเนื้อหมูป่าเลยสักครั้ง ไม่รู้รสชาติจะเป็นยังไง”
“นี่ป้าอวิ๋น... เนื้อเยอะขนาดนี้แบ่งขายให้ฉันสักหน่อยได้มั้ย?”
ย่าอวิ๋นรีบโบกมือปฏิเสธทันควัน
“ไม่ขายๆ บ้านฉันคนเยอะปากเยอะขนาดนี้ พวกเธอก็รู้ดีนี่นา หลานๆ กำลังโตทั้งนั้น เนื้อแค่นี้จะเก็บไว้กินได้กี่มื้อกันเชียว”
“โธ่ป้า... ใครเขาจะกินเนื้อกันทุกมื้อล่ะ แบ่งหน่อยน่า...”
คนในหมู่บ้านชาวประมงอย่างพวกเขา วันๆ กินแต่อาหารทะเลจนเอียน จะหาเนื้อหมูตกถึงท้องสักทีก็ยากแสนเข็ญ พอเห็นของดีอยู่ตรงหน้าก็อดไม่ได้ที่จะตื๊อ
แต่ไม่ว่าจะหว่านล้อมยังไง ย่าอวิ๋นก็ยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่ขาย
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงบ่ายคล้อย อวิ๋นหลินเหอและหวังเหมย คู่สามีภรรยาพร้อมด้วยลูกๆ ก็เดินทางกลับมาถึงหมู่บ้าน
ทันทีที่มาถึง พวกเขาก็สังเกตเห็นควันสีขาวที่ลอยโขมงอยู่เหนือหลังคาบ้านตัวเองมาแต่ไกล
พอเดินเข้ามาใกล้ก็ต้องแปลกใจที่เห็นชาวบ้านมายืนจับกลุ่มคุยกัน นั่งถักแหซ่อมตาข่ายกันหน้าบ้านตัวเองราวกับเป็นศาลากลางหมู่บ้าน
เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงย้ายสภากาแฟมาไว้ที่หน้าบ้านพวกเขา?
แล้วไอ้ควันโขมงนั่นมันคืออะไรกันแน่?
“อ้าว หลินเหอกลับมาแล้วเหรอ บ้านแกกำลังรมควันเนื้อกันยกใหญ่เลยนะ”
“ไหนๆ ขอดูหน่อยซิว่าแบกอะไรกลับมาบ้าง อย่าบอกนะว่าได้เนื้อหมูป่ากลับมาเหมือนบ้านพี่ชายแกน่ะ”
ชาวบ้านที่เห็นอวิ๋นหลินเหอเดินแบกตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่มาก็เริ่มให้ความสนใจ เพราะก่อนหน้านี้อวิ๋นหลินไห่พี่ชายคนโตเพิ่งขนเนื้อหมูป่ากลับมา ทำให้ทุกคนคาดหวังว่าบ้านน้องชายก็น่าจะมีของดีติดมือมาเหมือนกัน
อวิ๋นหลินเหอยังไม่ทันจะได้วางของ ทันใดนั้นก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาทางด้านหลัง มือไม้ว่องไวราวกับลิงขโมยของ เอื้อมมาเปิดผ้าคลุมตะกร้าสะพายหลังของเขาโดยไม่ขออนุญาต
สีหน้าของอวิ๋นหลินเหอและหวังเหมยเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
ไช่จินฮวา เจ้าเก่าเจ้าเดิม!
หวังเหมยไม่รอช้า รีบผลักมือสกปรกของอีกฝ่ายออกไปอย่างแรงพร้อมตวาดเสียงเขียว
“ทำอะไรของเธอน่ะ!”
ไช่จินฮวาร้อง ‘โอ๊ย’ เบาๆ ก่อนจะทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว พลางเบ้ปากพูด
“อะไรกัน ก็แค่จะขอดูหน่อยว่าเอาของดีอะไรกลับมา ทำเป็นหวงไปได้ ขี้เหนียวชะมัด”
เธอกราดสายตามองของในตะกร้าแวบหนึ่งแล้วก็แค่นหัวเราะเยาะ
“โธ่เอ๊ย... ก็นึกว่าจะมีอะไรวิเศษ ที่แท้ก็พวกของราคาถูกๆ ไม่เห็นจะสู้บ้านพี่ชายใหญ่ของพวกเธอได้เลย รายนั้นเขาขนเนื้อหมูป่ากลับมาตั้งเยอะแยะ”
แม้ว่าอวิ๋นหลินเหอกับหวังเหมยจะยังงงๆ ว่าพี่ใหญ่เอาเนื้อหมูป่ามาจากไหน แต่คำพูดถากถางของไช่จินฮวาก็ทำให้พวกเขารู้สึกรำคาญใจจนทนไม่ไหว
หวังเหมยเท้าสะเอว เชิดหน้าตอกกลับไปอย่างไม่เกรงใจ
“ฉันจะขนอะไรกลับมามันก็เรื่องของฉัน อย่างน้อยพ่อแม่ฉันเขาก็มีความรักความเมตตาให้ลูกหลาน ไม่เหมือนใครบางแถวนี้หรอกนะ ที่กลับไปเยี่ยมบ้านเดิมทีไร ขากลับตะกร้าว่างเปล่าเบาหวิวทุกที”
ไช่จินฮวาหน้าแดงก่ำ เถียงกลับเสียงแข็งคอเป็นเอ็น
“นั่น... นั่นเป็นเพราะแม่ฉันให้เป็นตัวเงินมาต่างหากย่ะ! แม่ฉันไม่ให้พวกของราคาถูกพรรค์นี้หรอก!”
หวังเหมยกลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่าย ขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับคนประเภทนี้ให้เสียเวลา เธอสะบัดหน้าเดินหนีเข้าบ้านไปทันที
พอเข้ามาในรั้วบ้าน ทั้งสองคนก็ต้องยืนอ้าปากค้างเมื่อเห็นราวตากเนื้อที่แขวนเรียงรายอยู่เต็มลานบ้าน พร้อมกับควันที่ลอยฟุ้ง
“แม่! นี่มันเรื่องอะไรกันครับเนี่ย?”
อวิ๋นหลินเหอตะโกนถามด้วยความตกใจ
ย่าอวิ๋นที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตา หันมามองลูกชายกับลูกสะใภ้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“อ้าว กลับมาแล้วเรอะ”
“พวกแกเอาของไปเก็บแล้วไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยคุยกัน”
ตอนนี้คนนอกบ้านเยอะเกินไป ย่าอวิ๋นไม่อยากพูดมากความเดี๋ยวความลับจะรั่วไหล
ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องโถงก็เปิดออก ร่างเล็กป้อมของอวิ๋นเจียวก็เดินออกมา พร้อมกับขบวนกองทัพสัตว์เลี้ยงแสนรัก
นำขบวนโดยแมวลายสลิดท่าทางองอาจ ตามด้วยฝูงลูกเจี๊ยบและลูกเป็ดตัวน้อยที่ส่งเสียงร้องจิ๊บๆ เดินเตาะแตะตามมาเป็นพรวน
“ย่าจ๋า! ลูกเจี๊ยบของหนูฟักออกมาแล้ว!”
อวิ๋นเจียวชี้ไปที่เล้าไก่ด้วยความตื่นเต้น ที่นั่นมีแม่ไก่ตัวอ้วนกำลังกกลูกเจี๊ยบตัวสีเหลืองขนฟูฟ่องดูนุ่มนิ่มราวกับก้อนไหมพรม
และที่สะดุดตาที่สุดคือ มีลูกเจี๊ยบสองสามตัวที่มีลวดลายแถบสีน้ำตาลดำพาดผ่านลำตัว ดูปราดเปรียวและดวงตาคมกริบกว่าลูกไก่บ้านทั่วไป นั่นต้องเป็นลูกของไก่ป่าแน่นอน
“อาเล็ก! อาสะใภ้! กลับมาแล้วเหรอคะ~”
เด็กหญิงตัวน้อยวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้าไปหา พร้อมส่งเสียงเจื้อยแจ้วทักทายอย่างน่ารักน่าเอ็นดู
อวิ๋นหลินเหอเห็นหลานสาวสุดที่รักวิ่งมาหา ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางก็หายเป็นปลิดทิ้ง เขารีบก้มลงอุ้มร่างนุ่มนิ่มขึ้นมาแนบอก
“คิดถึงอาเล็กมั้ย อาคิดถึงเจียวเจียวจะตายอยู่แล้วเนี่ย”
อวิ๋นเจียวกอดคอผู้เป็นอาแล้วเอาแก้มถูไถอย่างออดอ้อน
“หนูก็คิดถึงอาเล็กกับอาสะใภ้เหมือนกันค่ะ”
อวิ๋นเฉินหนาน หรือพี่ชายคนที่สาม เดินเข้ามายืนข้างๆ น้องสาวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น เขากระซิบเบาๆ ราวกับมีความลับ
“เจียวเจียว ดูสิพี่สามเอาอะไรมาฝาก”
เขาแบมือออก เผยให้เห็นลูกอมเม็ดสวยห่อกระดาษสีสดใสสองสามเม็ดวางอยู่กลางฝ่ามือ
ดวงตาของอวิ๋นเจียวเป็นประกายวิบวับทันที เธอยิ้มจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
“ขอบคุณค่ะพี่สาม พี่สามใจดีที่สุดเลย”
หลังจากทักทายและกอดหอมครอบครัวอาเล็กจนหนำใจแล้ว อวิ๋นเจียวก็หันกลับไปสนใจภารกิจสำคัญของเธอต่อ
“ย่าจ๋า ลูกเจี๊ยบพวกนี้เพิ่งออกมาเหรอคะ?”
“ใช่แล้วลูก เริ่มทยอยเจาะเปลือกออกมาตั้งแต่เมื่อวานซืน วันนี้ก็ออกมาครบทุกตัวแล้วล่ะ”
ย่าอวิ๋นตอบพลางมองหลานสาวด้วยความเอ็นดู
“ตัวเล็กจิ๋วเดียวเอง”
อวิ๋นเจียวมองดูก้อนขนสีเหลืองพวกนั้นแล้วอดเทียบกับบรรดาสัตว์เลี้ยงในสังกัดของตัวเองไม่ได้
เป็ดไก่ที่เธอเลี้ยงไว้เติบโตเร็วมาก แถมยังแข็งแรงสุดๆ บางตัวเริ่มผลัดขนเปลี่ยนเป็นไก่รุ่นกระทงแล้วด้วยซ้ำ ทั้งที่เลี้ยงแบบปล่อยตามมีตามเกิดแท้ๆ
“ย่าจ๋า หนูจะพาพวกมันออกไปหาของกินข้างนอกนะคะ”
อยู่แต่ในบ้านก็น่าเบื่อแย่ สู้พากองทัพตัวน้อยออกไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายดีกว่า
ว่าแล้วอวิ๋นเจียวก็ทำท่าทางเหมือนแม่ทัพหญิงผู้ยิ่งใหญ่ เธอเดินนำหน้าอย่างมั่นใจ โดยมีเจ้าแมวลายสลิดเดินเคียงข้างทำหน้าที่เป็นองครักษ์ซ้ายขวา และตามหลังมาด้วยขบวนลูกไก่ลูกเป็ดที่เดินเตาะแตะต้อยๆ ออกจากประตูบ้าน
ภาพของเด็กหญิงหน้าตาน่ารักราวนางฟ้าตัวน้อย เดินนำขบวนสัตว์เลี้ยงแสนรู้ท่ามกลางแสงแดดอุ่นๆ เรียกสายตาของชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่หน้าประตูได้เป็นอย่างดี ทุกสายตาจับจ้องมาที่เธอเป็นจุดเดียว
แต่อวิ๋นเจียวหาได้สนใจไม่ เธอยืดอกเชิดหน้าเดินผ่านฝูงชนไปอย่างสง่าผ่าเผย อยากมองก็มองไปสิ เธอไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายสักหน่อย ความน่ารักของเธอมันปิดไม่มิดอยู่แล้ว
“ดูนั่นสิ เจียวเจียวพาพวกไก่น้อยออกไปหากินอีกแล้ว”
อวิ๋นเจียวพยักหน้าตอบรับคำทักทายของชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง
“ใช่แล้วค่า ต้องกินเยอะๆ จะได้โตไวๆ”
“โอ๊ย... ช่างรู้ความอะไรอย่างนี้นะแม่คุณ”
ทันใดนั้น ไช่จินฮวาก็แทรกตัวผ่านฝูงชนเข้ามาขวางหน้าอวิ๋นเจียว ใบหน้าฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันเหลืองอ๋อย
“เจียวเจียวจ๊ะ ป้าให้เงินหนูหนึ่งเจี่ยว แลกกับให้หนูไปบอกย่าหนูให้ขายเนื้อหมูให้ป้าสักเส้นสิ นะๆ”
อวิ๋นเจียวปรายตามองเหรียญเงินในมือของอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย แฝงแววดูแคลนเล็กน้อย
เหอะ... เงินแค่หนึ่งเจี่ยว คิดจะมาติดสินบนเงือกน้อยอย่างเธอเนี่ยนะ?
ฝันไปเถอะ! เธอมีเงินเก็บเยอะแยะ ถ้านับรวมๆ กันแล้ว เธอรวยกว่ายัยป้าขี้งกนี่ตั้งหลายเท่า
เอ๊ะ... จะว่าไป เธอลืมแบ่งเงินที่ขายไข่มุกให้ปู่กับย่าเลยนี่นา
อวิ๋นเจียวยกนิ้วป้อมๆ ขึ้นมาทำท่านับเลขในใจ ถ้าต้องแบ่งเงินให้ทุกคนในบ้านครบคน... อืม... ดูเหมือนเงินส่วนตัวของเธอจะเหลือไม่เท่าไหร่แฮะ
ช่างเถอะ! เงินทองเป็นของนอกกาย เดี๋ยวค่อยหาใหม่ก็ได้ ตัวเธอเก่งขนาดนี้ จะหาเงินอีกเท่าไหร่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
“เจียวเจียว! รอพี่ด้วย! พี่จะไปด้วย!”
เสียงของอวิ๋นเสี่ยวจิ่วดังไล่หลังมา เด็กชายรีบวิ่งหน้าตั้งตามออกมาจนทันน้องสาว
สองพี่น้องจับจูงมือกันเดินมุ่งหน้าไปยังทุ่งหญ้าท้ายหมู่บ้านอย่างร่าเริง โดยมีแมวลายสลิดเดินเชิดหน้าชูตาตามประกบไม่ห่าง และปิดท้ายขบวนด้วยเหล่าลูกเจี๊ยบลูกเป็ดที่เดินเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ
ทิ้งให้อวิ๋นเสี่ยวอู่ หรือพี่ชายคนที่ห้า ยืนเกาะรั้วมองตามตาละห้อยอยู่หน้าบ้านด้วยความน้อยใจ
“ทำไมต้องเป็นผมที่ต้องมานั่งเฝ้าเนื้อรมควันพวกนี้ด้วยเนี่ย... ผมก็อยากไปเดินเล่นกับเจียวเจียวเหมือนกันนะ”
เด็กชายบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความชอกช้ำใจ
“สองวันมานี้ พี่ชายคนโปรดของเจียวเจียวไม่ใช่ผมอีกต่อไปแล้วสินะ... เฮ้อ...”
[จบบท]