บทที่ 119: คุณปู่ฟู่
ฟู่หมิงอวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจัง
“นับสิ วิธีนี้คำนวณได้จริง ๆ นะ แค่ต้องกะระยะจากมุมที่วัดค่าออกมาแล้วเอามาคำนวณทิศทาง”
เด็กชายตัวน้อยเริ่มอธิบายทฤษฎีการคำนวณของตัวเองให้อวิ๋นเสี่ยวอู่และเด็กคนอื่น ๆ ฟังอย่างละเอียด ตั้งแต่การกะระยะทางสายตาไปจนถึงการคาดคะเนแรงส่ง ซึ่งเป็นหลักการที่ซับซ้อนเกินกว่าเด็กวัยเดียวกันจะเข้าใจได้
บรรดาเด็ก ๆ ที่นั่งล้อมวงกันอยู่ถึงกับทำหน้ามึนงง ดวงตาหมุนติ้วราวกับมียุงบินวนอยู่ในหัว ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกเหมือนสมองกำลังจะระเบิด
“หยุด! พอเลย หยุดเดี๋ยวนี้!”
อวิ๋นเสี่ยวอู่รีบยกมือห้ามทัพ ตะโกนขัดขึ้นมาก่อนที่สมองจะไหลออกทางหู
“นายไม่ต้องพูดแล้ว ฉันฟังไม่รู้เรื่อง!”
ฟู่หมิงอวี้ชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าของเขายังคงนิ่งสนิทไร้อารมณ์เหมือนเดิม แต่แววตากลับฉายความสงสัยออกมาอย่างปิดไม่มิด
“มันง่ายมากเลยนะ”
ท่าทางของเขาในตอนนี้ดูไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ถูกป้อนโปรแกรมมาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่กลับไม่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์
อวิ๋นเสี่ยวอู่กรอกตาขึ้นฟ้า
“ง่ายกับผีน่ะสิ! วิธีของนายมันใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอกโว้ย ของแบบนี้ฉันใช้สัญชาตญาณล้วน ๆ ประสบการณ์ลูกผู้ชายเข้าใจไหม!”
หลังจากพยายามเล่นกันต่ออีกพักหนึ่ง ฟู่หมิงอวี้ก็เริ่มรู้สึกว่าเกมนี้มันง่ายเกินไปจนน่าเบื่อ เขาจึงหมดความสนใจที่จะเล่นต่อ
อวิ๋นเจียวเห็นเพื่อนเริ่มเบื่อ จึงจูงมือเขาเปลี่ยนบรรยากาศ
“งั้นเราไปหาลูกหมากันเถอะ อีกไม่กี่วันฉันก็จะได้รับลูกหมามาเลี้ยงที่บ้านแล้วนะ”
เมื่อมาถึงบ้านของยายหลิว ภาพที่เห็นทำเอาเด็กหญิงตัวน้อยตาเป็นประกาย ลูกสุนัขตัวน้อยสามตัวที่เพิ่งลืมตาดูโลกกำลังนอนกลิ้งเกลือกกันอยู่ในรังฟาง
ดูเหมือนว่าแม่หมาจะมีน้ำนมสมบูรณ์มาก เจ้าตัวเล็กพวกนี้ถึงได้อ้วนท้วนสมบูรณ์ ตัวกลมดิ๊กราวกับลูกขนุน เนื้อแน่นน่าฟัดสุด ๆ
อวิ๋นเจียวเอื้อมมือไปอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาแนบอก เสียงร้อง 'งื้ด ๆ' ของพวกมันช่างน่าเอ็นดู สัมผัสนุ่มนิ่มของขนปุย ๆ และความอุ่นจากตัวสัตว์ทำเอาใจละลาย
“ยายหลิวจ๊ะ ลูกหมาสามตัวนี้ยายจะยกให้คนอื่นหมดเลยเหรอ”
เด็กหญิงถามพลางมองเจ้าก้อนขนทั้งสามด้วยความลังเล เธอเองก็ยังตัดสินใจไม่ได้เลยว่าจะเลือกตัวไหนดี เพราะดูไปดูมา ตัวนั้นก็น่ารัก ตัวนี้ก็น่ากอด ดูเชื่องไปหมดทุกตัว
ยายหลิวเดินออกมาจากในครัว พร้อมรอยยิ้มใจดี
“ใช่จ้ะ ตอนนี้มีแค่บ้านหนูที่จองไว้ตัวหนึ่ง ส่วนอีกสองตัวที่เหลือยังไม่มีใครมาขอไปเลี้ยงเลย”
ลำพังแค่เลี้ยงตัวเองก็ลำบากแล้ว ขืนเลี้ยงหมาไว้หลายตัว ภาระค่าอาหารคงหนักหนาเกินไปสำหรับคนแก่ตัวคนเดียว
พอได้ยินแบบนั้น อวิ๋นเจียวก็ยิ่งขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหนักใจ นิ้วเล็ก ๆ จิ้มไปที่หูพับ ๆ นุ่ม ๆ ของเจ้าตัวน้อยอย่างใช้ความคิด
“ฟู่หมิงอวี้ นายช่วยฉันคิดหน่อยสิว่าฉันควรเลี้ยงตัวไหนดี”
ฟู่หมิงอวี้กวาดสายตามองเจ้าลูกหมาทั้งสามตัวอย่างพิจารณา ก่อนจะชี้ไปที่เป้าหมาย
“ตัวสีขาว”
เขาให้เหตุผลด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“ตัวสีขาวขนมันฟูกว่าตัวอื่น แถมยังมีขนหยิกเป็นลอนนิด ๆ ด้วย ดูน่ารักดี”
...เหมือนกับเธอ... ประโยคหลังเขาไม่ได้พูดออกมา ได้แต่เก็บไว้ในใจ
อวิ๋นเจียวพยักหน้าเห็นดีเห็นงาม
“ฉันก็ว่ามันน่ารักที่สุดเหมือนกัน งั้นเอาตัวนี้แหละ!”
ในขณะที่อวิ๋นเจียวเลือกได้แล้ว ฟู่หมิงอวี้กลับก้มลงไปอุ้มลูกหมาสีดำขึ้นมา เจ้าตัวสีดำนี้หน้าตาถอดแบบมาจากพ่อของมันไม่มีผิด ตัวเล็กนิดเดียวแต่แววตาดุดัน เอาเรื่อง แถมยังเสียงดังที่สุดในครอกอีกด้วย
“ผมขอซื้อตัวนี้ได้ไหมครับ”
เขาหันไปถามยายหลิว
เด็กชายคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเอี๊ยม หยิบธนบัตรใบละหนึ่งหยวนออกมา
“ผมซื้อครับ”
เงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินที่อวิ๋นเจียวให้ แต่เป็นเงินเก็บส่วนตัวที่เขามีติดตัวอยู่
ยายหลิวเบิกตากว้าง รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
“โอ๊ย! ไม่ต้อง ๆ ยายไม่เอาเงินหรอกลูก แค่หนูสัญญากับยายว่าจะเลี้ยงมันให้ดี ยายก็ยกให้ฟรี ๆ แล้ว”
แต่ฟู่หมิงอวี้ยังคงยืนกรานที่จะจ่ายเงิน เขาขยับตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วยัดเงินใส่มือหญิงชรา พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาด้วยสีหน้าจริงจัง
“ผมจะเลี้ยงดูมันอย่างดีครับ”
อวิ๋นเจียวยิ้มแก้มปริ
“ดีจัง นายก็จะมีลูกหมาเลี้ยงเหมือนกันแล้ว”
ฟู่หมิงอวี้พยักหน้าเบา ๆ
“อืม”
เนื่องจากพวกเขายังเด็กเกินไปที่จะดูแลลูกสัตว์ที่ยังไม่หย่านม จึงตกลงฝากลูกหมาไว้กับยายหลิวให้กินนมแม่ต่ออีกสักพัก แล้วค่อยมารับกลับไป
เมื่อเสร็จธุระ เด็กทั้งสองก็พากันเดินกลับบ้านตระกูลอวิ๋น แต่พอเดินมาถึงหน้าบ้าน อวิ๋นเจียวก็ต้องชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นรถยนต์สี่ล้อคันโก้จอดตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากประตูรั้ว
ในยุคสมัยที่จักรยานสองล้อยังเป็นของหายากและได้รับความนิยมอย่างสูง การได้เห็นรถยนต์สี่ล้อวิ่งเข้ามาในหมู่บ้านชนบทแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด
ชาวบ้านจำนวนมากพากันมายืนมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ไม่มีใครกล้าเฉียดกรายเข้าไปใกล้หรือแตะต้องรถคันงาม เพราะข้าง ๆ รถมีชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารยืนเฝ้าอยู่อย่างเคร่งขรึม
“นั่นทหารนี่นา”
“ดูสิ ท่าทางองอาจเข้มแข็งเชียว”
“พ่อหนุ่มคนนี้หน้าตาหล่อเหลาเอาการเลยนะเนี่ย มีแฟนหรือยังจ๊ะพ่อหนุ่ม?”
ป้า ๆ น้า ๆ ในหมู่บ้านมักจะมีสกิลการเข้าสังคมระดับเทพเสมอ พอเห็นหนุ่มหล่อหน่วยก้านดีหน่อยไม่ได้ เป็นต้องรีบปรี่เข้าไปถามไถ่เรื่องคู่ครอง หวังจะจับคู่ให้ลูกหลานตัวเอง
นายทหารหนุ่มที่ยืนเฝ้ารถถึงกับหูแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย แต่ด้วยหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ เขาจึงยังคงยืนนิ่งรักษามาดขรึม ไม่พูดไม่จา ทำได้เพียงส่งยิ้มแห้ง ๆ แทนคำตอบ
“รถคันนี้สวยจังเลย”
อวิ๋นเจียวจ้องมองรถยนต์คันงามตาไม่กะพริบ
นี่เป็นรถยนต์คันที่สองที่เธอเคยเห็นในชีวิต คันแรกเป็นรถที่ยุวชนหวังนั่งมาจากในเมือง แต่คันนี้ดูเท่และสง่างามกว่ากันเยอะเลย สีดำขัดมันวับสะท้อนแสงแดด ดูมีราศีจับสุด ๆ
ฟู่หมิงอวี้เพียงแค่ปรายตามองแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าใครมา
“ปู่ของฉันมาแล้ว”
อวิ๋นเจียวร้องอ๋อ
“มารับนายกลับสินะ”
เด็กหญิงแอบคิดในใจเงียบ ๆ ...ขับรถคันใหญ่ขนาดนี้มารับ แสดงว่าบ้านนี้ต้องรวยมากแน่ ๆ เรื่องโรงงานอาหารกระป๋องที่คุยกันไว้คงไม่มีปัญหาแล้วล่ะ เธอก็พลอยโล่งใจไปด้วย
เด็กทั้งสองเดินเข้าไปในตัวบ้าน ทันใดนั้น สายตาของทุกคนในห้องโถงก็หันขวับมามองเป็นตาเดียว
ภายในห้องมีแขกแปลกหน้าอยู่สองคน คนหนึ่งเป็นชายชราผมขาวโพลน แม้ใบหน้าจะมีริ้วรอยตามกาลเวลา แต่ดวงตากลับฉายแววเฉียบคมดุจพญาอินทรี บุคลิกดูน่าเกรงขาม นั่งหลังตรงสง่างามอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่า ๆ ของบ้าน
ข้างกายชายชรา มีชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารอีกคนยืนประกบอยู่ ดูท่าทางจะเป็นผู้ติดตามหรือคนคุ้มกันส่วนตัว
“คุณปู่”
ฟู่หมิงอวี้เดินเข้าไปหา พร้อมเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ชายชราเพียงแค่พยักหน้ารับรู้เบา ๆ เท่านั้น
อวิ๋นเจียวมองภาพตรงหน้าแล้วได้แต่เกาหัวแกรก ๆ ...ทำไมคู่ปู่หลานคู่นี้ถึงดูห่างเหินกันชอบกล เหมือนคนไม่สนิทกันเลยแฮะ...
สิ่งที่อวิ๋นเจียวไม่รู้ก็คือ ความสัมพันธ์ของพวกเขามันห่างเหินจริง ๆ
ฟู่หมิงอวี้เติบโตมาภายใต้การดูแลของผู้เป็นพ่อ ส่วนตัวปู่ฟู่นั้น ในช่วงที่หลานชายยังไม่เกิด ท่านต้องระหกระเหินถูกส่งตัวไปทำงานใช้แรงงานในถิ่นทุรกันดารด้วยเหตุผลทางการเมือง
พอได้กลับมาคืนยศตำแหน่ง ก็มีภารกิจรัดตัวจนแทบไม่มีเวลา ยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับลูกชายไม่ค่อยสู้ดีนัก ช่องว่างระหว่างปู่กับหลานจึงยิ่งกว้างขึ้น
ปกติแล้วพวกเขามีแค่การคุยโทรศัพท์ถามไถ่กันตามมารยาท นานทีปีหนถึงจะได้เจหน้ากันสักครั้ง
ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ที่ฟู่หมิงอวี้ถูกแก๊งค้ามนุษย์ลักพาตัวมา แล้วเจ้าตัวระบุชัดเจนว่าต้องการพบปู่ บางทีความสัมพันธ์ของทั้งคู่อาจจะยังคงเป็นเส้นขนานแบบนี้ต่อไป
ก่อนจะเดินทางมาที่นี่ ปู่ฟู่ได้สั่งให้คนตรวจสอบเรื่องราวความเป็นอยู่ของหลานชายอย่างละเอียดแล้ว
ท่านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้อ่อนโยน แต่ก็ยังฟังดูแข็งกระด้างตามความเคยชิน
“ต่อจากนี้ไป หลานต้องย้ายมาอยู่กับปู่นะ เรื่องพ่อของหลานไม่ต้องเป็นห่วง ปู่จัดการเอง”
ฟู่หมิงอวี้ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจแม้แต่น้อย
“ครับ”
บทสนทนาสั้น ๆ จบลงเพียงแค่นั้น แล้วทั้งปู่ทั้งหลานก็นั่งเงียบกันไป บรรยากาศในห้องดูอึดอัดชอบกล
สมาชิกตระกูลอวิ๋นที่นั่งอยู่รอบ ๆ ต่างพากันมองหน้าเลิ่กลั่ก ไม่รู้จะแทรกบทสนทนาตรงไหนดี เพราะรัศมีอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวชายชรานั้นกดดันจนไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก
อวิ๋นเจียวเห็นท่าไม่ดี จึงตัดสินใจทำลายความเงียบ
“ปู่ฟู่คะ พวกคุณปู่จะกลับกันวันนี้เลยเหรอคะ”
ปู่ฟู่หันมามองเจ้าของเสียงใสแจ๋วที่กล้าเอ่ยทัก
“หนูคือเด็กคนที่ช่วยเจ้าหมิงอวี้เอาไว้ใช่ไหม”
พอมองเห็นเด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม ผิวขาวผ่องเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ สีหน้าเคร่งขรึมของชายชราก็อ่อนลงฮวบฮาบ น้ำเสียงที่ใช้พูดด้วยก็ฟังดูนุ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ใช่ค่ะ หนูช่วยเขาเอง”
เธอยืดอกรับอย่างภาคภูมิใจ ไม่มีท่าทีเขินอายเลยสักนิด
ปู่ฟู่ยื่นมือหยาบกร้านจากการจับอาวุธมาทั้งชีวิตไปลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเธออย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“ขอบใจมากนะหนู”
หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อย ปู่ฟู่ก็เตรียมตัวพาหลานชายกลับ
ฟู่หมิงอวี้รีบพูดขึ้น
“ปู่ครับ ผมขอมาที่นี่อีกครั้งได้ไหม”
ปู่ฟู่ไม่ได้ถามหาเหตุผล ท่านเพียงแค่กำหนดเวลาให้สั้นกระชับ
“ได้ พรุ่งนี้ค่อยมา วันมะรืนเราต้องเดินทางกลับแล้ว”
ฟู่หมิงอวี้พยักหน้ารับคำ
เมื่อส่งสองปู่หลานขึ้นรถกลับไปแล้ว คนบ้านตระกูลอวิ๋นต่างก็พากันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ก็แหม... ปู่ฟู่เล่นแผ่รังสีอำนาจขนาดนั้น นั่งอยู่ด้วยแล้วเกร็งจนหลังแข็งไปหมด จะชวนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศก็ไม่กล้า
“นี่ตาเฒ่าอวิ๋นมู่ นั่นใครกันน่ะ? ญาติฝ่ายไหนของแกเหรอ?”
“บ้านแกไปมีญาติเป็นคนใหญ่คนโตแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังบ้าง”
“โอ้โห มีทหารติดตามมาตั้งสองคน ท่าทางจะเป็นนายพลหรือผู้บัญชาการแน่ ๆ พวกแกไปรู้จักมักจี่กับเขาได้ยังไง?”
รถยนต์เพิ่งจะแล่นออกไปจนฝุ่นตลบ ชาวบ้านร้านตลาดที่ต่อมเผือกทำงานหนักมาตั้งแต่เห็นรถจอด ก็กรูกันเข้ามาล้อมวงซักไซ้ไล่เลียงคนบ้านอวิ๋นทันที คำถามรัวยิงมาเป็นชุดจนตอบแทบไม่ทัน
ย่าอวิ๋นรีบแก้ต่าง
“พวกฉันไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ก็แค่เด็ก ๆ เขาบังเอิญเจอกันตอนไปเล่น แล้วถูกชะตากัน เจียวเจียวกับเสี่ยวจิ่วเลยชวนมาทานข้าวที่บ้าน ผู้ใหญ่เขาก็แค่มารับลูกหลานกลับบ้านเท่านั้นเอง”
ปู่อวิ๋นรีบเสริม
“ไม่มีความสัมพันธ์อะไรเป็นพิเศษหรอก ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำ”
“แหม แต่พวกแกนี่ดวงดีชะมัด เดินไปเดินมาก็ดันไปรู้จักกับลูกหลานเศรษฐีที่มีรถเก๋งขับซะงั้น”
“ตาแก่นั่นต้องเป็นผู้นำระดับสูงแน่ ๆ ดูมาดสิ”
“แล้วเด็กผู้ชายคนนั้นชื่ออะไรล่ะ? วันหลังเขาจะมาเล่นที่หมู่บ้านเราอีกไหม? ถ้ามาอีกบอกฉันด้วยนะ ฉันจะให้ลูกชายฉันมาเล่นเป็นเพื่อนเขา”
ความคิดที่จะเกาะคนรวยกินนี่ชัดเจนจนปิดไม่มิด ชาวบ้านแต่ละคนตาเป็นประกายวาววับ
ปู่อวิ๋นกับย่าอวิ๋นต้องใช้ความพยายามอยู่นานกว่าจะสลัดหลุดจากวงล้อมของชาวบ้านขี้สงสัยพวกนี้ได้
พอกลับเข้ามาในบ้าน ทุกคนต่างก็ยังตื่นเต้นไม่หาย
“บ้านของฟู่หมิงอวี้รวยขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย ถึงกับมีรถเก๋งขับเชียวนะ”
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วรีบเล่าข้อมูลที่รู้มา
“เขาป่วยน่ะ เห็นว่าพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลทหารบนเกาะนู่นแน่ะ”
“เจียวเจียว แล้วฟู่หมิงอวี้จะมาหาเราอีกไหม? ถ้าเขามาครั้งหน้า เขาจะนั่งรถเก๋งคันนั้นมาอีกหรือเปล่า ฉันอยากลองไปส่องดูข้างในรถจังเลยว่าเบาะมันจะนิ่มเหมือนโซฟาไหม”
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วทำท่าทางเพ้อฝัน ดวงตาเป็นประกายวิบวับด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นเทคโนโลยีจากเมืองใหญ่
[จบบท]