บทที่ 121: แผนการของอวิ๋นเจาตี้
ในบางแง่มุม ฟู่หมิงอวี้มีส่วนคล้ายคลึงกับผู้บัญชาการฟู่ผู้เป็นปู่ของเขาอย่างน่าประหลาด
โดยเฉพาะบรรยากาศรอบกายที่แผ่ออกมา มันเป็นความกดดันขุมหนึ่งที่ทำให้ผู้คนรอบข้างไม่กล้าปฏิเสธความต้องการของเขา เป็นออร่าของผู้นำที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
แน่นอนว่าตอนนี้เขายังเป็นเพียงเด็กชายตัวน้อย อิทธิพลของรังสีความกดดันนั้นจึงยังไม่รุนแรงเท่ากับผู้เป็นปู่ แต่ถึงอย่างนั้น เพียงแค่การปรายตามองนิ่งๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้เด็กวัยเดียวกันรู้สึกเกรงขามได้แล้ว
เมื่อรับปากหลานสาวว่าจะพาออกทะเล อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอก็ไม่รอช้า รีบจัดแจงเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมสรรพ
หลังจากที่ทุกคนจัดการมื้อเช้าจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ฟู่หมิงอวี้กับอวิ๋นเจียวก็ชวนกันเดินไปดูเจ้าลูกสุนัขตัวน้อยที่บ้านยายหลิว
การออกทะเลครั้งนี้เปรียบเสมือนการเที่ยวสั่งลา เพราะหลังจากกลับมาจากทะเลในวันนี้ ฟู่หมิงอวี้ตั้งใจว่าจะมารับเจ้าลูกสุนัขตัวนี้กลับไปดูแล และในวันพรุ่งนี้... เขาก็ต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว
ลึกๆ ในใจของเด็กชาย ฟู่หมิงอวี้รู้สึกไม่อยากจากไปเลยแม้แต่น้อย เขาชอบบรรยากาศที่นี่ ชอบความอบอุ่นของคนในครอบครัวอวิ๋น
แต่เด็กชายที่มีความคิดอ่านเกินวัยอย่างเขาย่อมรู้ดีกว่าใคร ว่าการจะรั้นขออยู่ที่นี่ต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เขาเป็นเด็กที่มีเหตุผลและมีความคิดที่โตกว่าเด็กรุ่นเดียวกันมาก เขาจะกลับไปกับปู่ของเขา แต่เขาจะจดจำช่วงเวลาดีๆ และสถานที่แห่งนี้ไว้ในส่วนลึกของหัวใจ และสัญญาว่าเมื่อไหร่ที่เขาเติบโตขึ้นจนมีอำนาจและความสามารถเพียงพอ เขาจะกลับมาที่นี่อีกครั้งอย่างแน่นอน
ทว่า... ทันทีที่เดินพ้นประตูบ้านมาได้ไม่ไกล จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งกระโจนออกมาขวางทางพวกเขาเอาไว้
ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนหน้าเดิมที่อวิ๋นเจียวคุ้นเคยเป็นอย่างดี
อวิ๋นเจาตี้
"นายชื่อฟู่หมิงอวี้ใช่ไหม?"
อวิ๋นเจาตี้ฉีกยิ้มกว้างส่งให้ฟู่หมิงอวี้ รอยยิ้มนั้นดูพยายามจะเป็นมิตรจนเกินงาม โดยที่เธอทำเป็นมองไม่เห็นหัวอวิ๋นเจียวที่ยืนอยู่ข้างๆ ราวกับว่าเด็กหญิงเป็นเพียงธาตุอากาศ
อวิ๋นเจียวมองสภาพของอวิ๋นเจาตี้ด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
‘ไม่ใช่สิ... ยัยนี่เป็นบ้าอะไรของมันเนี่ย?’
บนใบหน้าของอวิ๋นเจาตี้ถูกพอกด้วยผงอะไรสักอย่างจนขาววอกผิดมนุษย์ มันไม่ใช่ความขาวแบบสุขภาพดี แต่เป็นความขาวซีดแบบกระดาษ ขาวแบบหลอกตาจนน่ากลัว
ยิ่งไปกว่านั้น บนแก้มทั้งสองข้างยังถูกแต้มด้วยสีแดงเป็นวงกลมเด่นชัด ตัดกับปากที่ทาสีแดงสดจนดูเหมือนเพิ่งไปกินเลือดใครมา
‘นี่มันแต่งหน้าหรือกำลังจะไปเล่นงิ้ว? หรือว่าจะไปเป็นตุ๊กตากระดาษในงานกงเต๊ก?’
อวิ๋นเจียวนึกขอบคุณสวรรค์ที่ตอนนี้เป็นเวลากลางวันแสกๆ เพราะถ้ามาเจอสภาพนี้ตอนกลางคืน เธอคงอดใจไม่ไหวต้องซัดหมัดใส่หน้าสักทีเพราะนึกว่าเจอผีหลอก
"สวัสดี ฉันชื่ออวิ๋นเจาตี้"
ฟู่หมิงอวี้ขมวดคิ้วมุ่นทันที เขาขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยสัญชาตญาณระวังภัย
เมื่อเห็นท่าทีถอยห่าง อวิ๋นเจาตี้ก็รีบพูดรัวเร็วด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น "ฉันแค่อยากจะเป็นเพื่อนกับนายนะ นายกำลังจะไปไหนเหรอ? ในหมู่บ้านไป๋ล่างเนี่ยฉันรู้จักทุกซอกทุกมุมเลยนะ ให้ฉันพานายไปเดินเที่ยวไหม?"
"ไม่จำเป็น" ฟู่หมิงอวี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
พูดจบเขาก็หันตัวกลับ คว้ามือเล็กๆ ของอวิ๋นเจียวเตรียมจะเดินหนีไปจากตรงนั้นทันที
อวิ๋นเจาตี้เห็นดังนั้นก็ร้อนรน เธอยื่นมือออกไปหมายจะคว้าแขนของฟู่หมิงอวี้เอาไว้
วินาทีนั้นเอง แววตาของฟู่หมิงอวี้ก็เปลี่ยนไป
ดวงตาคู่นั้นเย็นเยียบขึ้นมาฉับพลัน ถึงแม้ใบหน้าจะยังดูเยาว์วัย แต่เครื่องหน้าของเขาจัดว่าเป็นประเภทหล่อเหลาแบบเย็นชา ยิ่งเมื่อเขาทำหน้านิ่งไร้อารมณ์ ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นที่จ้องมองมาก็ให้ความรู้สึกกดดันจนน่าขนลุก ราวกับกำลังถูกสัตว์ร้ายจ้องมองเหยื่อ
อวิ๋นเจาตี้สะดุ้งโหยง เธอชักมือกลับและถอยหลังกรูดไปโดยไม่รู้ตัว
"ไสหัวไป"
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ตะคอก แต่กลับหนักแน่นและเย็นชาจนคนฟังหนาวสะท้าน
"นะ... นาย... นายพูดว่าอะไรนะ" อวิ๋นเจาตี้ถามเสียงสั่น ตะกุกตะกักด้วยความตกใจ
เด็กคนนี้ทำไมถึงได้ดูน่ากลัวและแปลกประหลาดขนาดนี้ มันดูพิลึกยิ่งกว่านังอวิ๋นเจียวเสียอีก
แต่เมื่อนึกถึงสิ่งของล่อตาล่อใจ ขนมอร่อยๆ และเสื้อผ้าสวยๆ เหล่านั้น อวิ๋นเจาตี้ก็ยังตัดใจไม่ลง เธออยากจะเป็นเพื่อนกับเขาจริงๆ อยากจะแย่งเขามาจากอกของอวิ๋นเจียวให้ได้
"ฉะ... ฉันทำกับข้าวเป็นนะ ฝีมือทำอาหารของฉันอร่อยมากเลยด้วย นายไม่อยากลอง..."
"ฉันบอกว่า... ไสหัวไป!" ฟู่หมิงอวี้ตัดบทเสียงเข้ม
สิ้นเสียงคำสั่ง เขาก็ไม่เสียเวลาชายตามองเธออีก จูงมืออวิ๋นเจียวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้อวิ๋นเจาตี้ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นด้วยความมึนงง
ผ่านไปครู่ใหญ่ กว่าที่อวิ๋นเจาตี้จะเรียกสติกลับคืนมาได้ เธอจ้องมองแผ่นหลังของเด็กทั้งสองที่เดินห่างออกไปไกลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
"ทำไม... ทำไมอะไรดีๆ ถึงต้องตกเป็นของนังอวิ๋นเจียวไปซะหมด! ฉันมีตรงไหนที่สู้มันไม่ได้!"
แค่อวิ๋นเจียวมีพี่ชายตั้งหลายคนที่คอยรุมล้อมเอาใจ มีพ่อแม่บุญธรรมที่รักใคร่เอ็นดู เธอก็อิจฉาจะตายอยู่แล้ว นี่ทำไมสวรรค์ยังส่งเพื่อนที่ทั้งรวยทั้งใจปว้างมาให้มันอีก
เพื่อนรวยๆ แบบนี้ ควรจะเป็นของเด็กที่น่าสงสารและสู้ชีวิตอย่างเธอสิถึงจะถูก!
"นังเด็กบ้า... นังจิ้งจอกน้อย..."
อวิ๋นเจาตี้ยืนก่นด่าสาปแช่งอยู่ตรงนั้นด้วยถ้อยคำหยาบคายสารพัด แต่สุดท้ายเธอก็ไม่กล้าพอที่จะวิ่งตามไปตอแยอีก
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของอวิ๋นเจียวที่เดินออกมาไกลแล้วกลับกำลังหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง
"ฮ่าๆๆ นายเห็นหน้ายัยนั่นไหม? บนหน้าของเธอทาอะไรไว้ก็ไม่รู้ ตลกชะมัดเลย ฮ่าๆๆๆ..."
ในฐานะคนที่มีรสนิยมความงามปกติ อวิ๋นเจียวไม่สามารถเข้าใจได้จริงๆ ว่าอวิ๋นเจาตี้คิดอะไรอยู่ถึงได้แต่งหน้าแต่งตาออกมาในสภาพดูไม่จืดแบบนั้น จุดประสงค์ของการทำตัวเองให้ดูเหมือนผีจูออนผสมตุ๊กตากงเต๊กคืออะไรกันแน่
ฟู่หมิงอวี้เองก็ไม่เข้าใจความคิดของอวิ๋นเจาตี้เช่นกัน และเขาก็เห็นด้วยกับคำพูดของอวิ๋นเจียวร้อยเปอร์เซ็นต์
ตอนที่ยัยนั่นโผล่พรวดออกมาจากพุ่มไม้ เขาเองก็ตกใจแทบแย่ นึกว่าเจอสิ่งลี้ลับกลางวันแสกๆ ดีที่เป็นคนหน้านิ่ง เก็บอาการเก่ง เลยดูเหมือนไม่รู้สึกอะไร
เมื่อมาถึงบ้านของยายหลิว เด็กทั้งสองก็โยนเรื่องไร้สาระของอวิ๋นเจาตี้ทิ้งไปจนหมดสิ้น ความสนใจทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่เจ้าตูบน้อย
ฟู่หมิงอวี้เข้าไปซักถามรายละเอียดวิธีการเลี้ยงสุนัขกับยายหลิวอย่างละเอียดลออทุกขั้นตอน ตั้งแต่เรื่องอาหารการกินไปจนถึงเรื่องการขับถ่าย
เมื่อได้รับคำยืนยันจากยายหลิวว่าลูกสุนัขหย่านมแล้ว และสามารถแยกจากแม่สุนัขได้โดยไม่มีปัญหา เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หลังจากเล่นกับลูกสุนัขจนหนำใจ พวกเขาก็เดินกลับบ้าน ซึ่งประจวบเหมาะกับที่อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอเตรียมอุปกรณ์สำหรับออกเรือเสร็จเรียบร้อยพอดี
อวิ๋นเจียววิ่งไปหยิบคันเบ็ดตกปลาที่ฟู่หมิงอวี้มอบให้เธอออกมาถือไว้อย่างทะมัดทะแมง
คันเบ็ดสมัยใหม่แบบนี้ช่างแตกต่างจากคันเบ็ดไม้ไผ่ที่ชาวบ้านใช้กันลิบลับ มันทั้งเบาและจับถนัดมือ แถมยังมีรอกสปินนิ่งสำหรับเก็บสายเอ็น ทำให้สามารถปล่อยสายเบ็ดออกไปได้ไกลและลึกกว่าเดิมมาก
อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอมองคันเบ็ดในมือหลานสาวด้วยความสนใจ พวกเขาหยิบมันขึ้นมาพลิกดูไปมาด้วยความทึ่งในกลไก
"เอาล่ะ พร้อมแล้วก็ไปกันเลย วันนี้เราจะลุยกันให้เต็มที่!" อวิ๋นหลินไห่ตะโกนบอกด้วยความคึกคัก
วันนี้พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องจับปลาให้ได้เต็มลำเรือเหมือนทุกครั้ง เป้าหมายหลักคือการพาฟู่หมิงอวี้ออกไปเปิดหูเปิดตา สัมผัสบรรยากาศท้องทะเลให้เต็มอิ่ม
ได้ยินมาว่าพรุ่งนี้เด็กชายตัวน้อยคนนี้จะต้องจากไปแล้ว เขาอุตส่าห์มีน้ำใจซื้อของขวัญราคาแพงมาฝากพวกเราตั้งมากมาย ก่อนจะไปก็ควรจะพาเขาไปสนุกให้สุดเหวี่ยงสักครั้ง
"เดี๋ยวก่อนครับ"
ฟู่หมิงอวี้ร้องบอก ก่อนจะวิ่งเหยาะๆ ไปที่รถยนต์คันหรู แล้วหยิบเอากล้องถ่ายรูปตัวหนึ่งออกมา
"ไปกันเถอะ"
"โห... นี่นายมีกล้องถ่ายรูปด้วยเหรอเนี่ย?" อวิ๋นเจียวตาโตด้วยความตื่นเต้น
ฟู่หมิงอวี้ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงเบา "ยังมีใครมีอีกเหรอ?"
อวิ๋นเจียวตอบเจื้อยแจ้ว "นายไม่รู้จักหรอก ก่อนหน้านี้เคยมีลูกหลานคนใหญ่คนโตมาเที่ยวที่หมู่บ้านเรา เขาก็พกกล้องมาถ่ายรูปเหมือนกัน"
ระหว่างทางที่พวกเขากำลังเดินไปยังท่าเรือ จู่ๆ ก็เห็นภาพเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายอยู่ข้างหน้า
อวิ๋นเจาตี้กำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน โดยมีแม่บังเกิดเกล้าของเธอถือไม้เรียวไล่กวดตามมาติดๆ
เพียะ! เพียะ!
"นังเด็กเปรต! นังลูกล้างผลาญ! แกเป็นบ้าไปแล้วหรือไงฮะ!" เสียงตวาดด่าของแม่ดังลั่นไปทั่วระแวก "แกกล้าดียังไงเอาแป้งสาลีของที่บ้านไปพอกหน้าเล่นแบบนั้น! แกแหกตาดูสารรูปตัวเองเดี๋ยวนี้ว่ามันเหมือนคนหรือเหมือนผี!"
"แป้งสาลีมันแพงแค่ไหนแกรู้บ้างไหม! ฉันอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบไว้จะทำซาลาเปาให้ น้องชายแกกิน แกกลับเอามาละเลงเล่นจนหมด! หยุดเดี๋ยวนี้นะ นังตัวดี!"
อวิ๋นเจาตี้วิ่งไปร้องไห้ไป น้ำมูกน้ำตาไหลพรากเปรอะเปื้อนแป้งบนหน้าจนดูเละเทะยิ่งกว่าเดิม ปากก็พร่ำร้องขอความเมตตา "แม่จ๋า หนูผิดไปแล้ว หนูไม่ทำแล้ว อย่าตีหนูเลย!"
แต่ถึงจะถูกจับได้ คราวนี้แม่ของเธอก็ไม่ปรานี ฟาดไม้เรียวลงไปไม่ยั้งด้วยความโมโหสุดขีด
อวิ๋นเจียวมองภาพนั้นแล้วก็ถึงบางอ้อ "อ๋อ... ที่แท้ไอ้สีขาวๆ บนหน้าเธอก็คือแป้งสาลีนี่เอง"
เหตุผลที่อวิ๋นเจาตี้ทำแบบนั้น ก็คงเพราะอยากจะให้ผิวของตัวเองดูขาวขึ้น สวยขึ้น เหมือนกับอวิ๋นเจียว
เธอคงคิดเองเออเองว่า ที่อวิ๋นเจียวเป็นที่รักของทุกคน เป็นเพราะผิวพรรณที่ขาวผ่องนั่น
ส่วนแก้มแดงปากแดงพวกนั้น ก็คงไปจำมาจากพวกพี่สาววัยรุ่นในหมู่บ้านที่เริ่มหัดแต่งตัว แต่เพราะไม่มีลิปสติกหรือบลัชออน เธอเลยใช้กระดาษแดงที่เอาไว้เขียนคำอวยพรมาเม้มปากและถูแก้มแทน
แต่เพราะไม่เคยแต่งหน้ามาก่อน บวกกับผิวเดิมที่คล้ำแดด พอโปะแป้งสาลีหนาเตอะเข้าไป แล้วเติมสีแดงจัดจ้านลงไปอีก ผลลัพธ์ที่ได้เลยกลายเป็นความสยองขวัญมากกว่าความสวยงาม เหมือนตุ๊กตากระดาษที่ใช้เผาไปให้คนตายไม่มีผิด
สิ่งที่อวิ๋นเจาตี้ต้องการคือความสวย แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความฮาและไม้เรียวของแม่ ข้อหาผลาญเสบียงอาหารอันมีค่า
อวิ๋นหลินเหอดึงแขนอวิ๋นเจียวเบาๆ แล้วกระซิบเตือน "เจียวเจียวจำไว้นะ ต่อไปนี้ต้องอยู่ให้ห่างยัยหนูอวิ๋นเจาตี้นั่นไว้ เด็กคนนี้เล่ห์เหลี่ยมจัดจ้านนัก"
"วันก่อนอาเห็นกับตาเลยว่ามันขู่บังคับให้น้องสาวตัวเองทำงานบ้านแทน แล้วตัวเองก็นั่งกินแรง แถมยังไปขโมยฟืนที่เด็กบ้านอื่นอุตส่าห์ไปเก็บมาหน้าตาเฉย พอกลับบ้านก็ไปโกหกแม่ว่าน้องเป็นคนทำให้น้องโดนตีแทนอีกต่างหาก"
จริงอยู่ที่ชะตากรรมของอวิ๋นเจาตี้นั้นน่าเห็นใจที่เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ให้ความสำคัญกับลูกสาว แต่ในยุคสมัยนี้ บ้านไหนๆ ก็ลำบากกันทั้งนั้น
การที่ตัวเองลำบากแล้วพาลไปรังแกคนที่อ่อนแอกว่า หรือใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาเปรียบคนอื่น โดยเฉพาะการรังแกเด็กเล็กๆ แล้วโยนความผิดให้คนอื่น เป็นนิสัยที่น่ารังเกียจเกินกว่าจะให้อภัย
ถ้าอวิ๋นเจียวไม่มีพี่ชายโขยงใหญ่คอยตามประกบ และไม่มีพละกำลังมหาศาลที่ติดตัวมา เธอก็คงตกเป็นเป้าหมายหลักในการกลั่นแกล้งของอวิ๋นเจาตี้ไปนานแล้ว
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับอย่างจริงจัง "หนูรู้ค่ะอา"
เธอเองก็ไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ให้กับอวิ๋นเจาตี้อยู่แล้ว ต่างคนต่างอยู่ดีที่สุด
เมื่อมาถึงท่าเรือ ผู้ใหญ่สองคนก็อุ้มเด็กทั้งสองลงไปในเรือไม้อย่างระมัดระวัง
อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอประจำที่และเริ่มแจวเรือ พาพาหนะลำน้อยมุ่งหน้าออกจากฝั่ง ลัดเลาะฝ่าเกลียวคลื่นออกสู่ทะเลกว้าง
ด้วยความชำนาญและพละกำลังของชายหนุ่มทั้งสอง เรือแล่นฉิวไปบนผิวน้ำอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักชายฝั่งก็กลายเป็นเพียงเส้นขอบฟ้าจางๆ
อวิ๋นเจียวหยิบกุ้งแห้งตัวเล็กที่แอบเตรียมมาจากบ้านออกมาเกี่ยวเบ็ดอย่างตื่นเต้น
"ไม่รู้ป่านนี้เจ้าเต่าทะเลตัวใหญ่จะหนีไปหลบอยู่ที่ไหนแล้วนะ" เด็กหญิงพึมพำเบาๆ
หลังจากที่ได้เจรจากับเจ้าวาฬเพชฌฆาตนักเลงโตกลุ่มนั้น ดูเหมือนว่าพวกมันจะยอมรามือและเลิกกลั่นแกล้งเต่าทะเลแล้ว ทำให้เจ้าเต่าผู้น่าสงสารสามารถกลับลงสู่ทะเลได้อย่างปลอดภัย
จำได้ว่าวันที่พวกเธอไปเยี่ยมบ้านคุณยาย เจ้าเต่าทะเลตัวนั้นก็อาศัยจังหวะที่ปู่อวิ๋นและคนอื่นๆ ออกไปหาของทะเล ติดสอยห้อยตามเรือออกไป แล้วก็หายลับไปในมหาสมุทร ไม่ได้กลับมาที่ชายหาดอีกเลย
[จบบท]